ระลึกไว้ว่าเราไม่ได้มีหมวกแค่ใบเดียว

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้เชิญคุณพศิน อินทรวงค์ มาเป็น guest speaker ในกิจกรรม WeShare

หลังจากบรรยายเสร็จ ในช่วง Q&A ผมถามคำถามคุณพศินว่า ช่วงนี้ถ้าติดตามข่าวการเมืองแล้วรู้สึกเครียด เราควรจะทำอย่างไรดี?

คุณพศินแนะนำว่า เราควรระลึกไว้ว่าเราไม่ได้มีหมวกแค่ใบเดียว

เวลาเราอินไปกับข่าวการเมือง เรากำลังใส่หมวกพลเมืองอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกแล้วที่เราสนอกสนใจความเป็นไปในบ้านเมือง

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีหมวกใบอื่นๆ ด้วย ทั้งหมวกพนักงาน หมวกลูกชาย หมวกพี่สาว หมวกพ่อ หมวกแม่

ช่วงที่เราอินกับเรื่องอะไร เราอาจจะใส่หมวกใบนั้นนานเกินไปหน่อย จนหลงลืมไปว่าเรามีบทบาทอื่นๆ ที่ต้องเล่นด้วยเช่นกัน

ถ้าช่วงนี้เรากำลังกังวลหรือเครียดกับเรื่องอะไรจนรู้สึกได้ว่ากำลังเบียดเบียนตัวเอง ลองเปลี่ยนไปใส่หมวกใบอื่นดูนะครับ

มองให้เห็นว่ามันเป็นแค่ Bad Moments

เป็นเรื่องปกติของคนที่ยังฝึกตนมาไม่ดี เมื่อมีอะไรมาสะกิดแค่นิดหน่อยก็เพียงพอให้เราขุ่นเคืองได้ทั้งวัน

น้ำที่ถูกกวนให้ขุ่นปล่อยไว้ไม่นานก็ตกตะกอน แต่ใจที่ถูกกวนให้ขุ่นเราไม่ยอมปล่อยมันไว้เฉยๆ ต้องเข้าไปกวนใหม่ซ้ำๆ เหมือนคนชอบทำร้ายตัวเอง

เหตุการณ์ร้ายๆ กินเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไม่มีความจำเป็นที่จะปล่อยให้มันกัดกินเวลาที่เหลือของวันนี้

“We all have bad moments, bad minutes, bad hours, but we don’t have to have bad days.”
-Julie Gurner

ถ้าเรามีสติพอ เราจะไม่ปล่อยให้ bad moments ทำให้ทั้งวันกลายเป็น bad day ครับ

เห็นคุณค่าของปัญหาที่เราไม่มี

ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมองเห็นสิ่งที่ไม่มี

คนที่อ่านหนังสือเก่งจะ “อ่านระหว่างบรรทัด” จนสามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อแม้เขาจะไม่ได้บรรยายมันออกมา

หนึ่งในคดีที่โด่งดังของเชอร์ล็อกโฮล์มส์ ก็คือการหายตัวไปของม้าแข่ง Silver Blaze ทั้งที่มีหมาเฝ้าคอกอยู่

Inspector Gregory: “Is there any point to which you would wish to draw my attention?”

Sherlock Holmes: “To the curious incident of the dog in the night-time.”

Inspector Gregory: “The dog did nothing in the night-time.”

Sherlock Holmes: “That was the curious incident.”

ประเด็นสำคัญที่ช่วยให้โฮล์มส์ไขคดีได้ ก็คือการที่หมาไม่เห่าตอนเกิดเหตุนั่นเอง

ผมเคยเขียนบทความตอนหนึ่งว่า “เวลาดูคนเก่ง อย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ได้ทำด้วย

เมื่อเราเห็นสิ่งที่คนเก่งไม่ได้ทำ สงสัยหมาที่ไม่ได้เห่า และเข้าใจข้อความที่ไม่ได้เขียนออกมา เราจะคิดและมองอะไรได้กว้างกว่าเดิม

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ จู่ๆ ผมก็คิดขึ้นได้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องเจอปัญหาที่คนอื่นเขาเจอกัน

ไม่มีปัญหาพี่น้องทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีปัญหาพี่เลี้ยง ไม่มีปัญหากับลูกทีม

ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ ปัญหายังมีให้แก้อยู่ทุกวัน แต่ปัญหาที่ไม่มีให้แก้นั้นเยอะกว่าหลายเท่า

เห็นคุณค่าของปัญหาที่เราไม่มี แล้วจะตระหนักได้ว่าเรายังโชคดีกว่าคนอีกมากมายครับ

คำถามเตือนสติที่ผมชอบมากที่สุดในเวลานี้

เป็นคำถามที่ผมได้อ่านจาก The Imperfectionist newsletter ของ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022 ที่ผมเคยเขียนลงในบล็อกนี้ไปหลายครั้ง

คำถามเตือนสติที่ว่าก็คือ “And how’s that working out for you?”

ถ้าให้แปลเป็นไทยก็คือ “ทำแบบนี้แล้วมันเวิร์คมั้ยล่ะ?”

ครั้งแรกที่ผมได้อ่านคำถามนี้ผมก็เฉยๆ แต่กลับพบว่าตัวเองถามคำถามนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น

ผมพบว่ามันใช้ได้กับหลายสถานการณ์มาก

เช่นเวลาลูกงอแง แล้วเราก็พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย แล้วลูกก็ไม่ฟัง แล้วเราก็ยิ่งหงุดหงิดพยายามอธิบายซ้ำหลายๆ รอบ

“And how’s that working out for you?”

หรือตอนที่เราทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ ข้าวปลากินไม่เป็นเวลาโดยหวังว่าจะทำงานเสร็จตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

“And how’s that working out for you?”

หรือเวลาเห็นคนบ่นเรื่องรถติด หรือเรื่องเศรษฐกิจแย่จนทำให้ธุรกิจของตัวเองแย่ตามไปด้วย แล้วก็คาดหวังหรือฝากความหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้

“And how’s that working out for you?”

คำถามนี้ไม่ได้ปฏิเสธสถานการณ์ตรงหน้าว่าไม่เป็นความจริง และไม่ได้ปฏิเสธว่ามันเป็นความคาดหวังที่สมเหตุสมผล แต่มันเตือนสติให้เรากลับมาสำรวจว่ายุทธศาสตร์และวิธีการที่เราใช้มาตลอดนั้นมันสร้างผลลัพธ์ที่เราอยากเห็นหรือเปล่า

ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น แล้วทำไมไม่ลองวิธีอื่นดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่ลองวิธีอื่นต่อ ยังไงก็น่าจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าการเฝ้ารอให้วิธีการเก่ามันเวิร์คไม่ใช่หรือ?

“And how’s that working out for you?”

เวลาพบเจอตัวเองว่ากำลังหงุดหงิดกับสิ่งใด ลองถามคำถามนี้ดูนะครับ

Miswanting – เมื่อสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด

คำสาปหนึ่งของมนุษยชาติ คือเรามักคาดการณ์ผิดว่าเราจะมีความสุขขนาดไหนหากเราได้ “สิ่งนั้น” มาไว้ในครอบครอง

ไม่ว่าจะเป็นรถในฝัน บ้านในฝัน หรือแม้กระทั่งคนในฝัน

เรามีแนวโน้มที่จะ overestimate ทั้งระดับและระยะเวลาของความสุขที่เราจะได้มาจากการบรรลุเป้าหมาย

นักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า miswanting คือการไขว่คว้าในสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ แต่เมื่อได้มันมาแล้วเรากลับรู้สึกแปลกใจที่มันไม่ได้สร้างความอิ่มเอมเท่าที่เราคิด

และแม้ว่าเราจะคิดผิดมาแล้วหลายครั้ง เราก็ยังเจ็บไม่จำอยู่ดี

แม้ว่ารถคันที่แล้วจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขนาดนั้น แต่พอมีรถออกใหม่ให้ใฝ่ฝันถึง เราก็ยังแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าหากได้รถคันนี้มา มันจะนำพามาซึ่งความสุขมากกว่ารถคันเดิม

จะว่าไป ช่วงเวลาแห่งการไขว่คว้านั้นมีรสชาติกว่าช่วงเวลาแห่งการได้มาเสียอีก เพราะเมื่อได้มันมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วก็จะเริ่มจืดจาง สิ่งที่เคยแสนพิเศษก็จะกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Mark Manson เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

“The only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.”

วิธีทำลายล้างความฝัน คือการทำให้มันกลายเป็นจริง

เมื่อรู้แล้วว่ามนุษย์ต้องคำสาปที่ไม่อาจถอดถอนได้ แล้วเราจะมีความสุขขึ้นได้อย่างไร?

Dr. Laurie Santos อาจารย์มหาวิทยาลัย Yale และผู้จัดพ็อดแคสต์ “The Happiness Lab” บอกว่า จากงานวิจัย คนที่มีความสุขนั้นมักจะมี 5 สิ่งนี้

  1. มีความสัมพันธ์ที่ดี – social connection
  2. โฟกัสที่คนอื่นมากกว่าเรื่องตัวเอง – other-orientedness
  3. เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี – gratitude
  4. ดื่มด่ำกับประสบการณ์ดีๆ ในชีวิต – savoring
  5. ร่างกายได้เคลื่อนไหว – exercise

ข้อ 3 กับ 4 นั้นสอดคล้องกับประเด็นข้างต้น เพราะคนเรามักไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่เราได้แต่ฝันถึงด้วยซ้ำ

หากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ในชีวิต วิธีหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยได้คือการเขียน gratitude journal

หลักการนั้นง่ายมาก ก่อนจะเข้านอนให้เขียน 3-5 เรื่องที่เราอยากจะขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือแม้กระทั่งฟ้าฝน

อาจจะขอบคุณคนในครอบครัว ขอบคุณคนแปลกหน้าที่ยิ้มให้ ขอบคุณฝนที่ทำให้อากาศเย็นสบาย

ช่วงแรกของการเขียน gratitude journal มันจะขัดๆ เขินๆ เป็นธรรมดา แต่เมื่อทำไปได้สัก 2 สัปดาห์เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

หากสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด วิธีแก้อาจไม่ใช่การออกไปหาความสุขครั้งใหม่ แต่คือการเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีให้มากกว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Big Think: How to be happier in 5 steps with zero weird tricks | Laurie Santos