ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สร้างคน

Tom Peters ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง In Search of Excellence เคยคุยกับ C-Level ท่านหนึ่งที่ต้องเลือกว่าจะโปรโมตใครระหว่างนาย A กับ นาย B

หลักการของผู้บริหารท่านนี้เรียบง่ายมาก

  1. ดูคนที่เคยเป็นลูกน้องของนาย A และนาย B ว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง
  2. ดูคนที่เคยเป็น “ลูกน้องของลูกน้อง” นาย A และนาย B ว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง

การที่คนคนหนึ่งจะเป็นผู้นำที่ไม่ใช่เพียงเพราะเขาครอบครองตำแหน่งอันสูงส่ง แต่เพราะเขาคือคนที่ “ปลูกเมล็ดพันธุ์” ที่จะออกดอกออกผลในกาลข้างหน้า ทั้งในองค์กรปัจจุบันและองค์กรอื่นๆ ที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะได้ไปงอกงามด้วยในอนาคต

ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สร้างคนครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Song of Significance by Seth Godin

อย่ารู้สึกผิดกับกองดอง

มีใครคนหนึ่งเคยกล่าวติดตลกไว้ว่า การซื้อหนังสือกับการอ่านหนังสือ เป็นงานอดิเรกสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกัน

คนชอบอ่านหนังสือ มักจะชอบซื้อหนังสือ

แต่คนที่ชอบซื้อหนังสือ ไม่จำเป็นต้องชอบอ่านหนังสือเสมอไป

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อยชอบไปเดินร้านหนังสือ มีความสุขกับการยืนพลิกดูหนังสือ ซื้อกลับมาวางในชั้นที่บ้าน แต่พอมีเวลาว่างจริงๆ กลับเอาเวลาไปทำอย่างอื่น

หลายคนจึงรู้สึกกับ “กองดอง” ไม่ต่างอะไรกับ To-Do List คือเป็นรายการหนังสือที่ควรจะอ่านให้จบ แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที ก็เลยรู้สึกผิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อหนังสือใหม่ๆ มาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ อยู่ดีเพราะการซื้อหนังสือเป็นงานอดิเรก

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks เคยบอกไว้ว่า

“Treat your to-read pile like a river, not a bucket”

ให้มองกองดองเหมือนแม่น้ำ ไม่ใช่ถังน้ำ

ถ้าเรามองว่ากองดองคือถังน้ำที่รองน้ำมาจนเต็ม และเราต้องคอยเอาไปเททิ้งอยู่เรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่ากองดองเป็นภาระ

แต่ถ้าเรามองหนังสือมากมายที่ยังไม่ได้อ่านเป็นเหมือนแม่น้ำ จะหย่อนตัวลงไปอาบน้ำให้ชื่นใจเมื่อไหร่ก็ได้ กองดองก็จะเป็นเหมือน “ของขวัญ” ในชีวิต มองไปที่ไรก็ spark joy เหมือนคนที่มีบ้านอยู่ริ่มแม่น้ำ

จะว่าไป เวลาเราไปนั่งห้องสมุด มีหนังสือที่เราไม่เคยอ่านอยู่ 99.9% เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร

ดังนั้น จะมองหนังสือที่เราเป็นเจ้าของว่ามันคือห้องสมุดของเรา เป็นทรัพยากรที่หลั่งไหลไม่มีสิ้นสุด ให้เราใช้สอยเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ

เราก็จะไม่รู้สึกผิดกับกองดอง และไม่มองว่ามันเป็นภาระหรือเป็น to-do list ที่ต้องทำให้เสร็จอีกต่อไปครับ

ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ

“เหนื่อยมั้ยคุณ? ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ คุณเหมือนเล่นละครอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ พยายามทำตัวเจ้าชู้ เฟรนด์ลี่ แต่จริงๆ คุณมีกำแพงสูงสุดๆ ไปเลย ลองใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ จริงๆ แบบไม่เหนื่อยมั่งเหอะคุณ”

-มาตาลดาพูดกับไตรฉัตร EP17 นาทีที่ 32

สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงอิ่มอกอิ่มใจกับ “มาตาลดา” ที่จบบริบูรณ์ไปเรียบร้อย

ใครที่ยังไม่เคยดู สามารถตามไปดูในเน็ตฟลิกซ์นะครับ ผมว่าเป็นละครที่ดูแล้วใจฟูที่สุด และมีบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมาเลย

นางเอกมาตาลดาหรือ “มาตา” (นำแสดงโดยเต้ย จรินทร์พร ซึ่งถ้าไม่ใช่เต้ยก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีใครเหมาะกับบทมาตาลดามากกว่านี้มั้ย) มีพ่อแม่เป็น LGBT คบกับ “เป็นหนึ่ง” (นำแสดงโดยเจมส์จิ) หมอศัลยกรรมหัวใจที่หัวใจด้านชา

เป็นหนึ่งมีลูกพี่ลูกน้องชื่อไตรฉัตร ที่แม้จะหน้าตาดีแต่ก็เรียนไม่เก่งและถูกแม่เอาไปเปรียบเทียบกับเป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นปมในใจที่ไตรฉัตรอยากเอาชนะเป็นหนึ่งได้บ้าง เช่นการจีบสาวที่เป็นหนึ่งชอบอยู่

ไตรฉัตรจึงแวะเวียนมาหามาตาลดาอยู่บ่อยๆ แต่มาตาลดาไม่เล่นด้วย และมักจะเตือนสติไตรฉัตรด้วยบทสนทนาอย่างข้างต้น

เวลาเราเห็นใครบางคนสดใสจนล้นเกิน อาจเป็นไปได้ว่าเขาพยายามใช้ความสดใสนั้นกลบฝังความเศร้าลึกๆ ในใจเขาอยู่

เมื่อสิ่งที่แสดงออกไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ภายใน จะเรียกว่า “การแสดง” ก็คงจะไม่ผิดนัก

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ต้องเคยผ่านการแสดงมาแล้วทั้งนั้น อยู่บ้านเป็นแบบนึง อยู่ที่โรงเรียนเป็นอีกแบบหนึ่ง อยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้เป็นแบบนึง อยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

อาจจะด้วยพลังงานของแต่ละกรุ๊ปที่ไม่เหมือนกัน เราก็เลยต้องมี coping mechanism ที่แตกต่างกันไป แม้มันจะช่วยให้เราเอาตัวรอดไปได้ แต่หากต้องแสดง หรือต้อง “เก๊ก” ไปนานๆ มันก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยได้ประมาณหนึ่งเลยเหมือนกัน

เราติดวิธีการ “ปรับตัว” แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยเราอาจลืมคิดไปว่าพอเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้อีกต่อไป เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกีดกันกลายเป็นคนนอก

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้อง “พักรบกับตัวเอง” ยอมรับและซื่อสัตย์ในความเป็นเรา ข้างในเป็นอย่างไรก็ให้ข้างนอกมันออกมาอย่างนั้น มันอาจทำให้เรามีเพื่อนน้อยลงก็จริง แต่มันก็ช่วยคัดกรองคนที่จะเข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน

ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ เราไม่จำเป็นต้องแสดงละครเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะการยอมรับแบบนั้นสุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี

เหมือนที่มาตาลดาว่าไว้

ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ

คนเข้มแข็งจริงๆ ย่อมไม่ทำร้ายใคร

“อย่ากลัวคนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนอ่อนแอ อ่อนแอหรือไม่ เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ แต่ผมเสนอความเห็นอย่างนี้ ความอ่อนโยนนั้นดีกว่าความแข็งกร้าวแน่ ความแข็งกร้าวนั้นมันอันตราย สุนัขที่กัดคนนั้นเขาว่าเป็นสุนัขที่ขี้ขลาด มันตกใจก็เลยกัด ดังนั้นคนที่ทำลายคนอื่น จริงๆ เป็นความอ่อนแอ คนเข้มแข็งจริงๆ คือคนที่ไม่ทำลายใคร ให้ตัวเองเจ็บปวดดีกว่าคนอื่นเจ็บปวด”
-เขมานันทะ หนังสือรุ่งอรุณแห่งความรู้สึกตัว

โลกทุนนิยมนั้นหล่อหลอมให้เราคุ้นชินกับการแข่งขัน การฟาดฟัน และการเอาชนะ เพราะผู้แพ้มักถูกทิ้งไว้กลางทาง

ชีวิตของบางคนจึงเหมือนอยู่ในสงครามตลอดเวลา สู้กับคนอื่นไม่พอ ยังต้องสู้กับมโนสำนึกของตัวเอง รู้ว่าผิดก็ยังทำ รู้ว่าทำลงไปแล้วจะไม่ชอบตัวเองก็ยังทำ

อาจเป็นเพราะเรามักคิดว่าเราไม่มีทางเลือกมากนัก เมื่ออยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หากเราไม่เป็นผู้ล่า เราก็จะกลายเป็นเหยื่อ

แต่มันอาจจะมีทางเลือกที่สาม ที่เราสามารถเข็มแข็งพอที่จะไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาทำร้ายเราได้โดยง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นมนุษย์พอที่จะไม่ไปทำร้ายคนอื่น

เมื่อมีสติ เราจะไม่กลัว เมื่อมีสติ เราจะไม่ตกใจ ไม่เผลอไปแว้งกัดใครโดยไม่จำเป็น

มองจากข้างนอกอาจดูเหมือนเราเป็นคนแหย ดูเหมือนคนอ่อนแอ แต่อ่อนแอหรือไม่มีแต่เราเท่านั้นที่รู้

เพราะความเข้มแข็งเป็นเรื่องของข้างใน

และเพราะคนเข็มแข็งจริงๆ ย่อมไม่ทำร้ายใครครับ

เมื่อเราไม่ไว้ใจใคร เราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา

Tobias Lütke ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Shopify บอกว่าความไว้ใจนั้นเป็นเหมือนแบตเตอรี่มือถือ

เมื่อเราเจอใครครั้งแรก ความไว้เนื้อเชื่อใจจะมีค่าประมาณ 50%

หลังจากนั้น ถ้าเขาทำให้เราไว้ใจได้ ด้วยการทำในสิ่งที่พูด ด้วยความสม่ำเสมอ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กลับกัน ถ้าเขาผิดคำพูดเป็นประจำ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ ลดลงจนอาจเหลือ 15% หรือ 10%

ถ้าแบตเตอรี่มือถือจะหมด เราจะพะวงถึงมันตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนที่เราไม่ไว้ใจ ที่เราจะคอยพะวงถึงเขาเช่นกัน

แต่ถ้าแบตเตอรี่มือถือเกือบเต็ม เราจะสบายใจและใช้ชีวิตของเราได้โดยแทบไม่ต้องชำเลืองดูแบตเลย

ดังนั้น เราควรตั้งเป้าเป็นคนที่ไว้ใจได้อย่างน้อยซัก 80%

หากหัวหน้าไว้ใจเราระดับนี้ หากแฟนไว้ใจเราระดับนี้ เราก็จะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ ไม่โดน micromanage และไม่โดนโทรตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Hidden Genius by Polina Marinova Pompliano