นิทานผีเสื้อเสี่ยงทาย

20200427b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงจีนหนุ่มรูปหนึ่ง ขึ้นเขาไปตัดฟืน

ขากลับลงเขา พบเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่จับผีเสื้อตัวน้อยกำไว้ในมือ

พอเห็นพระแบกฟืนเดินมา เด็กหนุ่มอยากลองภูมิ เลยถามพระว่า:

“หลวงพี่ เรามาพนันกันสักครั้งมั้ย?”

“พนันอะไร?”

“หลวงพี่ลองทายดูซิว่า ผีเสื้อในมือผมตายหรือยัง? หากหลวงพี่ทายผิด ไม้ฟืนหาบนี้ต้องเป็นของผมนะ”

พระหนุ่มนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า

“ผีเสื้อในมือประสกตายแล้ว”

เด็กหนุ่มหัวเราะเสียงดัง พลันแบมือออก ผีเสื้อน้อยก็โบยบินจากไปทันที

พระหนุ่มยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า

“เอ้า ฟืนหาบนี้เป็นของประสก”

พูดจบพระหนุ่มวางฟืนลง พร้อมกับเดินลงเขาไปอย่างเบิกบานใจ

เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมพระไม่เสียดายฟืนเลย แต่เขาก็ไม่คิดมาก หาบฟืนกลับบ้านไปอย่างดีใจ

เมื่อบิดาของเด็กหนุ่มถามถึงที่มาของไม้ฟืน เด็กหนุ่มจึงเล่าให้ฟังอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เมื่อบิดาฟังจบจึงพูดว่า

“เจ้าคิดว่าเจ้าชนะหรือ? เจ้าแพ้แท้ๆ เจ้ายังไม่รู้ตัวอีก”

บิดาสั่งให้เด็กหนุ่มหาบฟืนไปคืนที่วัดพร้อมกัน พอพบพระหนุ่มรูปนั้น ผู้เป็นบิดาก็เอ่ยปากขอโทษ

“หลวงพี่ ลูกชายผมทำผิดกับหลวงพี่มาก ขอจงอภัยให้เขาเถอะนะ”

หลวงพี่ผงกหัวยิ้มรับอย่างมีเมตตาและไม่พูดอะไรเลย

จนแล้วจนรอด เด็กหนุ่มก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน บิดาจึงอธิบาย

“ถ้าหลวงพี่บอกว่าผีเสื้อตายแล้ว เจ้าก็จะปล่อยผีเสื้อไปเพื่อจะได้ชนะพนัน ในทางกลับกัน ถ้าหลวงพี่บอกว่าผีเสื้อยังมีชีวิตอยู่ เจ้าคิดว่าหลวงพี่จะไม่รู้หรือว่าเจ้าจะทำอะไร?”

—–

ขอบคุณนิทานที่ส่งต่อมาทางไลน์

ถ้าตอบไม่ได้ว่ากลัวอะไร ก็ทำไปเถอะ

20200429b

เพราะหลายครั้งความกลัวก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

พอกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราก็มักเลือกที่จะไม่ไปต่อ เลือกที่จะอยู่เฉยๆ เลือกที่จะประวิงเวลา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

ส่วนเพื่อนซี้ของคำว่ากลัวก็คือคำว่า “เกรงใจ” เกรงใจหัวหน้า เกรงใจลูกน้อง เกรงใจเพื่อน ทั้งๆ ที่ถ้าใครจะขอเรื่องเดียวกันนี้กับเรา เรากลับไม่เห็นรู้สึกว่าจะต้องมาเกรงใจเลย

ที่เราบอกว่าเกรงใจๆ นั้นจริงๆ แล้วเราแค่กลัวว่าเค้าจะมองเรายังไงต่างหาก

ถ้าจับตัวได้ว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนเรื่องอะไรบางอย่าง ด้วยเหตุผล “กลัวแต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร” หรือ “เกรงใจแต่ไม่รู้จะเกรงใจไปทำไม” ลองใช้มันเป็นป้ายบอกทางให้เราลงมือนะครับ

ลงมือด้วยการยกหูโทรไปคุย ลงมือด้วยการเอ่ยปากถาม ลงมือด้วยการเดินหน้า

เลิกกลัวและเลิกเกรงใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชีวิตจะได้ไปต่อได้ครับ

คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า

20200228_AnontawongMusingSlides

นี่เป็นประโยคกินใจจากหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์แห่งพอดคาสท์และบล็อก Nopadol’s Story

ถ้าเราเรารักสิ่งใด เราจะมีเวลาให้สิ่งนั้น

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดกับผมตอนเรียนมหาลัย ตอนที่ผมบอกว่าไม่มีเวลาเล่นดนตรีเลย

“ถ้านายเห็นว่ามันสำคัญ นายจะมีเวลาให้มันเอง”

พูดถึงคำว่า “สำคัญ” สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ผมกำลังนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง “ปรายฝน” ลูกสาวก็เปรยขึ้นว่าไม่อยากไปโรงเรียน

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้นะลูก การไปโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญนะ”

“สำคัญแปลว่าอะไรอ่ะแด๊ดดี้”

งานเข้าละ จะอธิบายคำนี้กับเด็กสี่ขวบยังไงดี

“สำคัญก็แปลว่า…ก็เหมือนที่ปรายฝนเป็นคนสำคัญของแด๊ดดี้ไง เป็นคนสำคัญของมัมมี่ด้วย”

“คนสำคัญแปลว่าอะไรอ่ะ”

“ก็…แปลว่าเป็นคนที่แด๊ดดี้รัก เป็นคนที่แด๊ดดี้อยากใช้เวลาอยู่ด้วยเยอะๆ ไง!”

พูดจบก็รู้สึกกระดากปากตัวเองเพราะในมือยังถือมือถืออยู่ ผมเลยวางมือถือลงแล้วคว้าลูกมานอนกอดกลิ้งไปกลิ้งมา ปรายฝนหัวเราะชอบใจ

—–

เรากำลังให้เวลากับสิ่งใด ก็แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญและความรักกับสิ่งนั้น

แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องหน้าที่ก็ตาม น้อยคนนักที่จะให้เวลากับลูกมากกว่าให้เวลากับงาน เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็คงมีงานทำได้ไม่นาน

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อเราทำงานเสร็จแล้ว (ซึ่งจริงๆ มันไม่มีวันเสร็จหรอกนะ) เราใช้เวลาที่เหลือทำอะไรบ้าง มันจะเป็นตัวบอกว่าแท้จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอะไร

ถ้าเราออกกำลังกาย กินดี นอนพอ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับสุขภาพ

ถ้าเราอ่านหนังสือ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูเน็ตฟลิกซ์ แสดงว่าเราให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย

ลองถามตัวเองเราให้ความสำคัญกับเรื่องใด แล้วมีเรื่องไหนบ้างไหมที่เราให้เวลากับมันน้อยเสียจนน่าละอาย

คำว่ารักสะกดว่า เ-ว-ล-า

สะกดคำว่ารักให้ถูก เค้าจะได้รู้ว่าเรารักเค้าจริงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เมื่อเข้าใกล้จะรู้ว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

20200427

ใครที่เคยอาบน้ำในอ่างจาคุซซี่ หรือในใช้บริการสระว่ายน้ำในโรงแรมหรูๆ น่าจะคุ้นเคยกับ “น้ำพุใต้น้ำ” ที่วิ่งมาชนหลังและน่องของเราเพื่อ “นวด” ให้เราผ่อนคลาย

น้ำพุเหล่านี้เหมือนจะมีแรงดันมหาศาล ขนาดเราอยู่ไกลหลายฟุตยังรู้สึกถึงมันได้

แต่ถ้าลองเอามือเข้าไปใกล้ๆ ก๊อกที่ปล่อยน้ำออกมา เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้แรงอย่างที่คิด เราสามารถเอานิ้วไปปิดรูปล่อยน้ำได้สบายๆ เลยด้วยซ้ำ

ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการรู้สึกไปเองหรือเป็นกระบวนการทำงานทางฟิสิกส์ ที่ทำให้แรงดันน้อยๆ จากก๊อก กลายเป็นแรงดันที่ทรงพลังเมื่ออยู่ห่างออกมา

—-

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek และนักจัดพอดคาสต์อันดับต้นๆ ของโลก เคยเล่าว่า ทุกๆ ปี เขาจะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้านเป็นเวลาหลายวัน ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น กินอาหารกระป๋อง เพื่อจะได้ลิ้มรสว่า “จุดต่ำสุดของชีวิต” เป็นอย่างไร

แล้วทิมก็พบว่ายังอยู่ได้ ยังไม่ตาย ดังนั้น “ความล้มเหลว” ใดๆ ที่เขากลัวมาทั้งชีวิต กลัวว่าจะทำธุรกิจแล้วล้มละลาย กลัวจะไม่ดัง กลัวจะเสียชื่อเสียง อย่างเลวร้ายที่สุดมันก็คงไม่ได้ต่างจากชีวิตคนไร้บ้านที่เขาได้ลิ้มลองแล้วเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกลัวเรื่องความล้มเหลวแล้ว

—-

จินตนาการของมนุษย์นั้นมักจะเกินเลยความจริงไปเสมอ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

คนที่เราคิดว่าเลวร้ายนัก เมื่อได้คุยกันจริงๆ อาจไม่ได้ร้ายขนาดนั้น

คนที่เป็นไอดอลของเรา เป็นยอดมนุษย์ที่เราไม่อาจเทียบได้ พอได้คุยกันจริงๆ เขาก็เป็นคนธรรมดาไม่ต่างอะไรกับเราเท่าไหร่นักหรอก

อะไรที่น่ากลัวน่าเกลียด ลองเข้าไปใกล้ๆ แล้วมันจะน่ารักขึ้น

อะไรที่เรารักเราลุ่มหลงเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก็อย่าไปเข้าใกล้เกินไป จะได้ไม่ต้องผิดหวังครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราชอบเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ

20200426b

สองสัปดาห์ที่แล้วผมนึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่รู้ ไปโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่เราสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลอะไรก็ได้ แล้วทำหน้าที่ซื้อตัวนักเตะ สรรหาโค้ช วางแผนการเล่น แล้วจัดทีมลงแข่งจริง

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่คนไม่เคยเล่นได้เห็นแล้วมักจะต้องถามว่า “มันสนุกตรงไหน มีแต่ตัวอักษรวิ่งไปมา”

ตัวผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกรวมๆ ที่เห็นทีมของเราอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ หรือการได้นักเตะคนโปรดในชีวิตจริงมาร่วมทีม (นี่คือยุคที่เบ็คแฮม ซีดาน ต็อตติกำลังโด่งดัง) หรือการที่เราซื้อนักเตะมาในราคาถูกแล้วปั้นจนขายได้แพงกว่าเดิมหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

คะแนนในตาราง ประตูที่ยิงได้ ราคาของนักเตะ เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายคนติดเกมนี้งอมแงม สมัยผมเป็นนักศึกษาผมเคยเล่นเกมนี้ตั้งแต่บ่ายๆ ยันหกโมงเช้า!

แปลกดีมั้ยที่เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เดือนละเป็นร้อยชั่วโมงเพื่อสะสมความสำเร็จที่มีอยู่แต่เพียงในเกม

แต่กระนั้นแล้วชีวิตจริงของคนเราก็อาจไม่ได้ต่างกันนัก เรายอมแลก “ของจริง” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ของสมมติ” มากมาย

ยอมแลกเวลาเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและความมั่นคงในชีวิต

ยอมแลกสุขภาพเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ยอมแลกความสัมพันธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้าและชื่อเสียง

ถ้าใครได้อ่าน Sapiens จะเข้าใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่า “เป็นเรื่องจริง” นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการร่วมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ศาสนา บริษัท หรือประเทศชาติ ถ้าไม่มีมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย

ในขณะที่เวลาคือของจริง สุขภาพคือของจริง ความสัมพันธ์คือของจริง

การมัวแต่เอาของจริงไปแลกสิ่งสมมตินั้น สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ติดเกมงอมแงม

แน่นอนในโลกสมัยนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ แค่ต้องรู้เท่าทันและอย่าให้มันเกินพอดีเท่านั้นเองครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59