อย่ามองหาความหวานในถุงพริก

อย่ามองหาความหวานในถุงพริก

“One who looks for sweetness in a sack of chillies will be disappointed. One who looks for a dropped key in a place that is easy to search, rather than where it was lost, will not find it.”
-Ajahn Jayasāro

คำกล่าวเบื้องต้นมาจากหนังสือ “from heart and hand” ของพระอาจารย์ชยสาโร (พระพรหมพัชรญาณมุนี) ที่เพื่อนคนหนึ่งให้ผมมาตอนนัดกินข้าวกัน

อ่านประโยคข้างต้นแล้วผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันมา

คุณยายอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหากุญแจอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหากุญแจด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำกุญแจหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำกุญแจหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”


จะว่าไป ทุกสิ่งที่เราทำล้วนเพื่อบรรลุอะไรบางอย่าง เรากินเพื่อให้ร่างกายมีกำลังวังชา เรานอนเพื่อให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อน เราจีบสาวเพราะว่าอยากมีคนเคียงข้าง เราทำงานเพื่อจะได้มีปัจจัยมาหล่อเลี้ยงชีวิต

แต่หลายครั้งหลายครา สิ่งที่เราทำก็ใช่ว่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยเขียนจดหมายบอกลูกชายไว้ว่า

“ลูกอาจจะคิดว่าลูกอยากได้รถแพงๆ นาฬิกาหรูๆ และบ้านหลังใหญ่ แต่พ่อขอบอกลูกไว้เลยว่าลูกไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นหรอก สิ่งที่ลูกต้องการคือความเคารพและความชื่นชมจากคนรอบตัว และลูกก็คิดไปเองว่าการมีของแพงๆ จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วมันแทบไม่เคยนำพาสิ่งเหล่านั้นมาให้เลย โดยเฉพาะจากคนที่ลูกอยากให้เคารพและชื่นชมลูก

เวลาลูกเห็นคนขับรถเท่ๆ ลูกคงแทบไม่เคยคิดว่า “โห พี่คนนั้นเท่จังเลย” แต่ลูกจะคิดว่า “โห ถ้าเราได้ขับรถคันนั้นเราคงเท่น่าดู” เห็นความย้อนแย้งนี้มั้ย? ไม่มีใครสนใจคนที่นั่งอยู่ในรถหรอกนะ

จะซื้อของดีๆ มาใช้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่คนเราแสวงหานั้นคือความเคารพนับถือ และความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นจะสร้างความนับถือได้มากกว่าความโอ้อวด”


หากลองกลับมาสำรวจชีวิตและนิสัยของตัวเอง เราอาจพบว่าเรากำลังพยายามทำ A เพื่อให้ได้ B ทั้งที่จริงแล้วโดยส่วนลึกเราก็รู้อยู่แก่ใจ A ไม่ได้นำไปสู่ B หรอก แต่พอเราเห็นคนอื่นเขาทำกัน เราก็เลยทำแบบเขาบ้าง

เหมือนมองหากุญแจตรงหน้าบ้าน เหมือนมองหาความหวานในถุงพริก

ต่อให้พยายามมากเท่าไหร่ก็หาไม่เจอครับ

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

หนึ่งในวงดนตรีไทยที่ผมชอบมากที่สุดคือวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ซึ่งอยู่ในวงการมา 21 ปีแล้ว

เพลงที่น่าจะแมสที่สุดของวงคือเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ “ดา เอ็นโดรฟิน” กับ “ป๊อป ปองกูล” นำมาคัฟเวอร์

ที่ผมชอบวงนี้ เพราะว่าเนื้อหาและลีลาการเขียนเพลงของ “พี่ตุล” ตุล ไวทูลเกียรติ ผู้เป็นนักร้องนำของวงนั้นมีความเป็นกวีและมีความเป็นนักต่อสู้สูงมาก

ผมเคยได้ฟังพี่ตุลมาออกรายการ “ป๋าเต็ดทอล์ก” เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้ไปร่วมงาน Sacred Mountain Festival และได้ใช้เวลาท่ามกลางผู้คนที่สนใจด้านจิตวิญญาณและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

พี่ตุลเล่าถึงจังหวะที่เดินเข้าไปในร้านน้ำชาในงานนี้ และได้พูดคุยกับคนขายชาซึ่งเป็นแฟนเพลงวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า

น้องคนนั้นถามคำถามหนึ่งที่พี่ตุลคิดว่าดีมาก:

“ชีวิตนี้พี่ยังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย”

ซึ่งพี่ตุลก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า

“ผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำมาแล้ว และผมก็จะแฮปปี้ถ้าผมได้ทำต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันจะจบลงวันนี้ ผมก็แฮปปี้นะ เพราะกิจกรรมที่ผมต้องการจะทำต่อมันก็คือกิจกรรมเดิมนี่แหละ ผมไม่เคยคาดหวังที่จะทำอะไรมากไปกว่างานเขียน ดนตรี และสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้”


วัย 30-45 ปีคือวัยที่เรายุ่งเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นช่วงของการสร้างเนื้อสร้างตัว ยิ่งถ้าใครมีลูกเล็ก แค่จะหาเวลานอนยังยาก แถมหน้าที่การงานก็ไม่ง่าย ต่อให้มีเทคนิคการบริหารเวลาที่ดีแค่ไหน หลายคนก็รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ

พอรู้สึกว่าเวลามีน้อยเหลือเกิน สิ่งที่ต้องทำมีมากมายเหลือเกิน เราจึงมองได้ไม่ไกลมากนัก แค่เอาตัวให้รอดในเดือนนี้หรือในสัปดาห์นี้ได้ก็เก่งแล้ว

เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่บน timescale ที่ค่อนข้างสั้น ด้วยความหวังว่าสักวันเราจะยุ่งน้อยลง เราจึงมักผัดผ่อนสิ่งที่รู้ว่าควรทำมาตลอด

บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่เราเคยรับปากกับคนอื่นเอาไว้ บางเรื่องก็สิ่งที่เราเคยรับปากกับตัวเองเอาไว้ แต่ด้วยหลายปัจจัยเราจึงไม่เคยได้ทำสิ่งเหล่านั้น

คำถามคือหากวันนี้เวลาของเราหมดลง หรือเวลาของคนที่เราเคยรับปากเขาไว้นั้นหมดลง เราจะมีความค้างคาใจหรือไม่

และถ้ามันจะเกิดความรู้สึกเสียดายหรือเสียใจในภายหลัง มันมีอะไรที่เราจะพอทำได้ในวันนี้พรุ่งนี้เพื่อลดความคาใจนั้นหรือเปล่า

แน่นอนว่าคำตอบไม่เคยง่าย เรื่องบางอย่างเราก็ยังทำไม่ได้จริงๆ แต่กับบางเรื่อง ถ้าเราลดข้อแม้ลงบ้าง ก็อาจมีหนทางมากกว่าที่เราคิด

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

ขอให้คำถามนี้ผุดขึ้นในใจบ่อยๆ เพื่อช่วยนำทางในการเลือกใช้เวลาต่อจากนี้ครับ

3 ระยะของหน้าที่การงาน (วัดจากการประชุม)

Jay Ferro เคยกล่าวติดตลกเอาไว้ว่า คนทำงานนั้นมี 3 ระยะด้วยกัน (There are three stages of career development.)

ระยะที่ 1: อยากถูกเชิญเข้าร่วมการประชุม

นี่คือระยะของเด็กจบใหม่ เพิ่งเข้าทำงาน ได้รับงานทำเป็นชิ้นๆ ไป นอกจากพี่เลี้ยงแล้วไม่ค่อยได้คุยกับใครมากนัก

แต่ถ้าทำผลงานได้ดี หัวหน้าก็อาจจะหนีบเข้าร่วมประชุมด้วย โดยอาจจะได้นั่งแถวหลัง ไม่ได้มีโอกาสออกความคิดเห็นอะไร หน้าที่หลักคือตั้งใจฟังและซึมซับสิ่งที่ผู้ใหญ่เขาคุยกัน

แต่แค่ได้เข้าร่วมประชุมก็ถือว่าเราได้ถูก recognize จากหัวหน้าแล้วว่าเขาเห็นเรามีแวว และทำให้คนทำงานมีกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

.

ระยะที่ 2: อยากเป็นคนดำเนินการประชุม

หลังจากทำงานมาได้สักพัก มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ อาจได้รับการโปรโมตเป็นหัวหน้าทีมหรือผู้จัดการทีม จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลโปรเจ็กต์ และสิ่งที่ตามมาก็คือเราจะได้เป็นคนนัดหมายการประชุม

เมื่อเราได้เป็น host เราก็จะเป็นคนกำหนดวาระว่าจะคุยเรื่องอะไรบ้าง จะทำยังไงให้ทุกคนมีส่วนร่วม จะทำอย่างไรกับคนที่ชอบพาออกทะเล จะพาที่ประชุมหาข้อสรุปอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไรต่อหลังจากจบการประชุม

นี่คือระยะที่คนทำงานรู้สึกภูมิใจเพราะมีอำนาจ (authority) ประมาณหนึ่งในการขับเคลื่อนให้งานเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ผิดกับระยะแรกที่เราเป็นได้แค่ผู้ฟังและผู้ตามเท่านั้น

.

ระยะที่ 3: อยากหลีกเลี่ยงการประชุม

เมื่อทำงานมาได้ระดับสิบปี เราอาจจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร หน้าที่หลักของเราไม่ใช่การลงมือทำแล้ว แต่เป็นการตั้งเป้าหมาย สื่อสาร ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

เมื่อหนึ่งในหน้าที่หลักคือการตัดสินใจ เราจึงถูกเชิญเข้าร่วมประชุมมากมาย เพราะเราต้องทำงานกับหลายทีม ทั้งแนวดิ่งและแนวขวาง แนวดิ่งคือคนใต้บังคับบัญชา แนวขวางคือแผนกอื่นๆ

ผู้บริหารบางคนประชุม วันละ 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เวลาพักกินข้าวหรือเข้าห้องน้ำยังแทบไม่มี เพราะตารางแน่นเหลือเกิน

ถ้าใครประชุมเยอะขนาดนี้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะเราได้เดินทางมาถึงระยะที่ 3 ของวิชาชีพแล้ว – ระยะที่เราอยากหนีประชุม!

เราจะเริ่มถามว่า หาข้อสรุปโดยไม่ต้องประชุมได้มั้ย หรือประชุมนี้โดยไม่มีเราได้มั้ย หรืออย่างน้อยที่สุด ช่วยทำให้การประชุมมันมีประสิทธิภาพและกระชับกว่านี้ได้มั้ย

เพราะสิ่งที่เราขาดแคลนที่สุดในระยะนี้ของหน้าที่การงานก็คือ “เวลาเป็นก้อนๆ” สำหรับการทำงานชิ้นใหญ่ที่ต้องใช้สมาธิ

และนี่คือ 3 ระยะของหน้าที่การงาน โดยวัดจากความรู้สึกที่เรามีต่อการประชุม

ระยะแรก อยากเข้าร่วม

ระยะที่สอง อยากควบคุม

ระยะที่สาม อยากลดทอน

คุณผู้อ่านอยู่ระยะไหนกันบ้าง มาแชร์กันได้นะครับ

Dec แปลว่า 10 แต่ทำไม December คือเดือน 12?

ปฏิทินเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก แม้สมัยนี้เราจะไม่ค่อยได้ใช้ปฏิทินตั้งโต๊ะหรือปฏิทินแขวนแล้ว แต่เราก็ยังใช้ Calendar ที่อยู่ในคอมและมือถือในการนัดหมายอยู่ดี

เรารู้ว่าวันจันทร์คือวันเริ่มต้นทำงาน (Thank God It’s Monday!) และวันเสาร์อาทิตย์คือวันหยุดพักผ่อน หนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน หนึ่งเดือนมี 30 วัน หนึ่งปีมี 365 วัน

อะไรที่อยู่ใกล้ตัวเรามากเรามักจะไม่ค่อยตั้งคำถาม เพราะคิดว่ามันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

วันนี้ก็เลยอยากนำบางแง่มุมของปฏิทินที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาเล่าให้ฟัง โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มาจาก Brian Klaas ผู้เขียนหนังสือ Fluke ที่ผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตประจำปี 2024 นั่นเอง

.

1. Dec แปลว่า 10 แต่ทำไม December คือเดือน 12?

คำอะไรก็ตามที่ขึ้นต้นด้วย Dec มักจะแปลว่า 10

Decade แปลว่าทศวรรษ

Decimal system คือเลขฐานสิบ (ถ้าเลขฐานสองจะเรียกว่า binary system)

Decacorn คือบริษัทสตาร์ทอัปที่มีมูลค่า $10 billion (Unicorn = $1 billion)

คำถามคือทำไม December ที่ควรจะเป็นเดือน 10 ถึงกลายเป็นเดือน 12 ไปได้

ถ้าใครเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสจะรู้ว่า Sept แปลว่า 7 และ Neuf แปลว่า 9

แต่ September คือเดือน 9 และ November คือเดือน 11

เหมือนเลขเดือนกับชื่อที่ใช้ตั้งจะเหลื่อมกันอยู่ 2 เดือน

เหตุผลก็คือในสมัยโรมันนั้นแบ่งเดือนออกเป็น 10 เดือนโดยดูตามพระจันทร์

(เผื่อใครไม่ได้สังเกต Month มาจากคำว่า Moon ส่วน “เดือน” ในภาษาไทย ก็หมายถึงพระจันทร์เช่นกัน)

December เป็นเดือนที่ 10 ของปี ดังนั้นชื่อนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว

แต่พอมีแค่ 10 เดือนในหนึ่งปี แถมเดือนนึงมีแค่ 29-31 วัน แต่ละปีของโรมันจึงมีแค่ 304 วันเท่านั้น ยังขาดไปอีกเยอะกว่าโลกจะโคจรรอบพระอาทิตย์ครบหนึ่งรอบ สมัยนั้นก็เลยแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มช่วงหน้าหนาวให้ยาวนานขึ้น ซึงแต่ละปีก็เพิ่มไม่เท่ากันอีก

จนกระทั่งประมาณ 700 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์โรมันนาม Numa Pompilius (ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีตัวตนอยู่จริงทางประวัติศาสตร์ก็ได้) จึงเพิ่มเดือนเข้าไปให้อีกสองเดือนคือเดือน January และ February โดย ChatGPT บอกว่า

“January was named after Janus, the god of beginnings and transitions, and February was named after Februa, a Roman festival of purification.”

โดยตอนที่เพิ่มเข้าไปใหม่ๆ นั้น เดือน January คือเดือนที่ 11 และ February คือเดือนที่ 12 ซึ่งก็เมคเซนส์เพราะเป็นเดือนที่เพิ่มมาทีหลัง (เดือนแรกของปีคือ March หรือมีนาคม)

แต่พอวันเวลาผ่านไปหลายร้อยปี อาจเพราะว่า Janus เป็นเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้น จักรวรรดิโรมันจึงค่อยๆ ปรับให้ “ปีใหม่” เริ่มในเดือน January แทน ทำให้ March กลายไปเป็นเดือนที่สามของปี และนั่นคือเหตุผลที่ December ที่เคยเป็นเดือนที่ 10 ขยับไปเป็นเดือนที่ 12 นั่นเอง

ปฏิทิน 12 เดือนของ Numa ปรับจาก 304 วัน เป็น 355 วันแล้ว ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น แต่ก็ยังขาดไป 10 วันอยู่ดี

.

2. 24 กุมภาพันธ์เหมือนหนัง Groundhog Day

ในสมัย 46 ปีก่อนคริสตกาล (46 BC) จูเลียส ซีซ่าร์ ได้ขึ้นมาปกครองกรุงโรมและปฏิรูปหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงปฎิทินด้วย

เนื่องจากความคลาดเคลื่อนของปฏิทินที่ผ่านมา ทำให้วันเดือนปีเพี้ยนไปหมด ซีซ่าร์จึงประกาศให้ปี 46 BC มี 445 วันเพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเข้ารูปเข้ารอย

สมัยนั้นทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า โลกใช้เวลาประมาณ 365 กับอีก 1/4 วันสำหรับการโคจรรอบดวงอาทิตย์

ซีซาร์จึงปรับให้ปฏิทินปีเพิ่มจาก 355 วันเป็น 365 วัน โดยเดือนที่ปรับมีดังนี้

Ianuarius (January): 29 วัน ปรับเป็น 31 วัน (+2)

Februarius (February): 28 วัน ไม่ปรับ ยกเว้นปีอธิกสุรทิน หรือ Leap Year ที่จะปรับให้มี 29 วัน

Martius (March): 31 วัน ไม่ปรับ

Aprilis (April): 29 วัน ปรับเป็น 30 วัน (+1)

Maius (May): 31 วัน ไม่ปรับ

Junius (June): 29 วัน ปรับเป็น 30 วัน (+1)

Quintilis (July): 31 วัน ไม่ปรับ (เดือน Quintilis ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Julius เพื่อเป็นเกียรติแก่จูเลียส ซีซ่าร์)

Sextilis (August): 29 วัน ปรับเป็น 31 วัน (+2) (เดือน Sextilis ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Augustus เพื่อเป็นเกียรติแก่ Augustus Caesar ที่ขึ้นมาปกครองโรมต่อจากจูเลียส ซีซ่าร์)

September: 29 วัน ปรับเป็น 30 วัน (+1)

October: 31 วัน ไม่ปรับ

November: 29 วัน ปรับเป็น 30 วัน (+1)

December: 29 วัน ปรับเป็น 31 วัน (+2)

ปฏิทินของซีซ่าร์จึงมี 355+10 = 365 วัน

ในช่วงแรกๆ ในปีอธิกสุริทินหรือ Leap Year ที่ต้องมี 366 วัน จะให้เดือนกุมภาพันธ์มี “วันที่ 24 กุมภาพันธ์” ซ้ำกันสองหน!

ดังนั้นถ้าคุณเป็นชาวโรมันก่อนคริสตกาล และเข้านอนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ในปีอธิกสุรทิน คุณจะตื่นมาเจอวันที่ 24 กุมภาพันธ์อีกครั้งเหมือนหนังเรื่อง Groundhog Day

เพิ่งจะมาในช่วงคริสตศตวรรษที่ 15 นี้เองที่เริ่มใช้วันที่ 29 กุมภาพันธ์แทนการใช้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ซ้ำในปีอธิกสุรทิน

.

3. 29 กุมภาพันธ์ไม่ได้มีทุก 4 ปี

ผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์โดยใช้เวลา 365.25 วัน

ดังนั้นทุกๆ 4 ปีจึงควรมีวันเพิ่มมา 1 วัน

แต่แท้จริงแล้ว โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์โดยใช้เวลา 365.24219* วันต่างหาก

ดังนั้นการเพิ่ม 1 วันในทุก 4 ปี จึงแอบ “เพิ่มเกิน” ไปนิดนึง

ในทศวรรษที่ 16 Pope Gregory XIII จึงได้ปรึกษานักวิทยาศาสตร์นาม Aloysius Lilius และได้รับคำตอบว่า ใน 400 ปี ควรจะมี Leap Year แค่ 97 ครั้งเท่านั้น (แทนที่จะมี 100 ครั้ง)

Pope Gregory จึงตัดสินพระทัยว่า ปีคริสตศักราชที่หารด้วย 100 ลงตัว จะไม่ใช่ปีอธิกสุรทิน ยกเว้นว่าปีนั้นจะหารด้วย 400 ลงตัว

ปี 1600 และ ปี 2000 จึงเป็น leap year

แต่ปี 1700, 1800, และ 1900 ไม่ใช่ leap year แม้ว่าจะหาร 4 ลงตัวก็ตาม

ลองตรวจสอบง่ายๆ ด้วยการกูเกิลว่า

day of the week 28 Feb 1900 จะได้คำตอบว่า Wednesday

แต่ถ้า day of the week 29 Feb 1900 จะไม่มีคำตอบ

และ day of the week 1 Mar 1900 จะได้คำตอบว่า Thursday

ปีนี้ปี 2024 ก็เป็น leap year (เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน)

ปี 2028,2032,…2096 ก็จะมีวันที่ 29 กุมภาพันธ์

แต่ปี 2100 จะไม่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ครับ

และด้วยการปรับการนับ leap year หรือปีอธิกสุรทินให้เป๊ะขึ้น ทำให้ทั่วโลกเปลี่ยนจาก Julian Calendar ของ Julius Caesar มาใช้ Gregorian Calendar นั่นเอง


อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหลายร้อยปีที่แล้วต้องซีเรียสเรื่องความเป๊ะเรื่องวันที่ขนาดนี้

คำตอบก็อาจโยงใยไปถึงความเชื่อของชาวคริสเตียนที่ต้องการจะสวดมนต์หรือเฉลิมฉลองให้ตรงกับวันที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์

เช่น Easter ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับชาวคริสเตียนในการฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์จากความตาย โดยจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์แรกหลังพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 4 ซึ่งเป็นฤดูใบไม้ผลิของทุกปี

หรือถ้าจะให้ละเอียดไปกว่านั้นก็คือต้องเป็นวันอาทิตย์แรกหลังพระจันทร์เต็มดวงหลัง “วันวิษุวัต” หรือ equinox ของฤดูใบไม้ผลิ

วิษุวัต หรือ จุดราตรีเสมอภาค เป็นศัพท์ดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี ซึ่งวันนั้นกลางวันจะเท่ากับกลางคืน โดยในหนึ่งปีจะมี equinox สองครั้ง คือในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของชาวยุโรป (ประมาณวันที่ 20 มีนาคม กับ 23 กันยายน)

ดังนั้น การมีปฏิทินที่ถูกต้องไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบกี่ร้อยปี จะทำให้ equinox ซึ่งเกิดขึ้นปีละสองครั้งนั้นไม่คลาดเคลื่อน ทำให้สบายใจได้ว่าจะจัดงาน Easter ได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์เดิมนั่นเองครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนใหญ่จาก The Garden of the Forking Paths: The Ten Days That Didn’t Exist by Brian Klaas.

* หนึ่งปีมี 365.24219 วันเป็นตัวเลขที่ Brian Klaas อ้างอิงจาก Atlas Obscura แต่ถ้าผมถาม ChatGPT จะได้คำตอบ 365.2425 และถ้าถาม Gemini จะได้คำตอบ 365.256 ซึ่งถ้าตัวเลขมากกว่า 365.25 แบบนี้ แสดงว่าเราควรมี leap year บ่อยกว่า 4 ปีครั้งหรือไม่ เผื่อใครอยากไปหาข้อมูลต่อครับ

สิ่งที่คนทำงานควรเอาอย่างมีดสวิส

ผมมี Swiss army knife ยี่ห้อ Victorinox ที่ใช้มาร่วม 20 ปีแล้ว

มีดสวิสเล่มนี้เป็นหนึ่งในของไม่กี่ชิ้นในบ้านที่มีอายุยืนยาวขนาดนี้ และเป็นของที่ spark joy ทุกครั้งที่ได้ใช้

ผมว่ามีดสวิสมีคุณสมบัติบางอย่างที่คนทำงานเรียนรู้จากมันได้ เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังตรงนี้ครับ

1.สารพัดประโยชน์ (Versatility & Resourcefulness)

เราอยู่แล้วว่ามีดสวิสทำอะไรได้หลายอย่าง ตัดกระดาษ เปิดฝาขวด ปอกผลไม้ เป็นไขควง ฯลฯ

คนทำงานที่ดีก็ควรทำอะไรได้หลายอย่าง แม้จะไม่ได้เรียนมาด้านนี้โดยตรง แต่ด้วยเพราะเป็นคนมี growth mindset จึงพร้อมรับงานที่ไม่เคยทำ และเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่าจะหาทางเรียนรู้จนได้

คนที่งัดทุกวิชาออกมาใช้ กล้าคิดนอกกรอบ และไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าเป็นคน resourceful ซึ่งเป็นคนที่ไปอยู่ทีมไหนก็ทำให้ทีมนั้นดีขึ้นทันตาเห็น

.

2.คมกริบ (Sharpness)


แม้จะใช้งานมา 20 ปีแล้ว แต่มีดสวิสของผมนั้นยังคมมาก ตอนพับมีดเก็บต้องทำอย่างมีสติ เพราะถ้าพลาดพลั้งก็อาจได้แผลใหญ่ไม่น้อย

คนทำงานที่ดีต้องมีความคมเช่นกัน คมในวิธีคิด คมในวิธีพูด คมในวิธีการทำงาน

คมในวิธีคิดคือคิดเป็นระบบ ไม่สะเปะสะปะ รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร

คมในวิธีพูดคือไม่น้ำท่วมทุ่ง มุ่งสู่ประเด็น ไม่ทำให้คนฟังเสียเวลา (แต่ไม่ได้แปลว่าต้องใช้วาจาเชือดเฉือนนะครับ)

คมในวิธีการทำงาน คือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และผลงานก็มีคุณภาพด้วย

ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังคมไม่พอ ก็ควรหาทางลับคมด้วยพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนคมๆ เพราะเราคือค่าเฉลี่ยของคนที่เราใช้เวลาด้วย

.

3.พึ่งพาได้ (Reliability)

ผมจะเก็บมีดสวิสไว้ในแก้วเล็กๆ ใบหนึ่งตรงมุมห้องน้ำ หันไปทีไรมันก็จะอยู่ตรงนั้น พร้อมให้เรียกใช้งานเสมอ

ในที่ทำงาน คนเป็นหัวหน้าย่อมอยากมีลูกน้องที่พึ่งพาได้ ลูกน้องที่สั่งงานไปแล้วรู้ว่าเขาจะไม่ลืม จะคอยมาอัปเดตให้หัวหน้ารู้ถึงความคืบหน้า ถ้าติดปัญหาอะไรก็จะมาคุยกัน และสุดท้ายจะส่งมอบชิ้นงานตามที่หัวหน้าคาดหวังโดยที่ไม่ต้องมานั่งแก้กันหลายรอบ

คนทำงานที่ดี จึงควรพึ่งพาได้เหมือนมีดสวิส สร้างความอุ่นใจให้ทุกคนรอบตัว

.

4.ราคาไม่ถูก แต่คุ้มค่าสุดๆ (High ROI)


มีดสวิสที่ผมซื้อมาเป็นขนาดเล็ก มีเครื่องมือไม่ถึง 10 ชิ้น ราคาพันกว่าบาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงอยู่เหมือนกัน

แต่ถ้าคิดว่าผมใช้มันมา 20 ปีแล้ว ก็แปลว่ามีดเล่มนี้ราคาแค่ 50 บาทต่อปีเท่านั้น ถือว่าเป็นผลตอบแทนหรือ Return on Investment (ROI) ที่คุ้มค่ามาก

คนทำงานดีไม่ควรจะเงินเดือนถูก เราควรรู้ว่าราคาตลาดของเราเป็นเท่าไหร่ เราอาจจะเงินเดือนแพงกว่าคนอื่นที่ประสบการณ์การทำงานพอๆ กัน แต่เราควรจะทำงานดีเสียจนหัวหน้าหรือผู้บริหารมองว่าต่อให้เงินเดือนมากกว่านี้ก็ยังคุ้มค่า

สิ่งที่อันตรายและควรหลีกเลี่ยงก็คือ การที่เรามีเงินเดือนเกินฝีมือ เมื่อใดก็ตามที่ผู้บริหารรู้สึกว่าเราแพงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณค่าที่เรามอบให้องค์กร ชีวิตการทำงานจะลำบากและมีความเสี่ยงมากขึ้นทันที

.

5.ไม่ต้องดูแลเยอะ (Low Maintenance)

ผมไม่เคยต้องดูแลมีดสวิสเป็นพิเศษเลย แค่ใช้งานและเก็บเข้าที่ ก็อยู่กันมาได้เป็นสิบปี

คนทำงานนั้นมีสองประเภท คือ High Maintenance และ Low Maintenance

High maintenance คือคนที่หัวหน้าต้องใช้พลังในการดูแลมากเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะมีคำถามเยอะ ชอบชวนคุย หรือมีเรื่องที่ไม่พอใจมาปรึกษา (หรือบ่น) กับหัวหน้าบ่อยๆ

ทำงานไม่ดีแต่ low maintenance หัวหน้าอาจจะยังพอหลับตาข้างหนึ่งได้ หรือไม่ก็ลืมคิดถึงคนคนนี้ไปเลย

ถ้า high maintenance แต่ทำงานดี หัวหน้าก็ยังมองว่าคุ้มเหนื่อย

แต่ถ้า high maintenance แถมยังทำงานไม่ดี ใครจะอยากเก็บไว้

ที่หัวหน้าส่วนใหญ่น่าจะชอบ ก็คือทำงานดี และ low maintenance คุยแป๊บเดียวรู้เรื่อง แถมงานยังเสร็จและตรงใจ

.

6.ยืนระยะได้ยาวนาน (Longevity)

ผมคิดว่ามีดสวิสที่ผมพกอยู่ น่าจะใช้งานได้ดีจนถึงวันที่ผมเกษียณ

คนทำงานที่ดีควรมีความแข็งแรงทั้งกายใจ เพื่อจะยืนระยะได้ยาวนาน

หลายคนอาจไม่ค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพเท่าไหร่ นอนดึก กินไม่ดี และไม่ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของร่างกายที่จะพังพาบก่อนถึงวัยอันควร

ดังนั้น อย่าชะล่าใจในการดูแลตัวเอง นอนให้อิ่ม กินให้ดี และเคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน เราจะได้มีกายและใจที่สมบูรณ์พร้อมที่จะทำงานและสร้างคุณค่าได้อย่างยาวนานครับ