นิทานโต้ปัญหา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อน มีประเพณีอย่างหนึ่งของพระภิกษุนิกายเซ็น คือพระภิกษุอาคันตุกะ ที่เดินทางมาถึงที่วัดใด จะต้องตอบปัญหาธรรมชนะพระภิกษุที่อยู่ก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าพักได้ ถ้าแพ้ก็ต้องเดินทางหาวัดใหม่ต่อไปวันหนึ่ง

มีพระอาคันตุกะองค์หนึ่งจาริกมาจากที่ไกลถึงที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น มีพระภิกษุพี่น้อง 2 องค์อาศัยอยู่ องค์พี่เป็นผู้คงแก่เรียนรอบรู้แตกฉานมาก องค์น้องนอกจากจะตาบอดข้างหนึ่งแล้ว ยังมีสติปัญญาค่อนข้างทึบอีกด้วย

เมื่อทราบระเบียบว่าจะต้องมีการโต้ธรรมะกันก่อนเข้าพักอาศัย พระอาคันตุกะก็ยินดีปฏิบัติตาม แต่เนื่องจากพระองค์พี่เหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานมาทั้งวัน จึงได้มอบให้พระองค์น้องทำหน้าที่โต้ปัญหาธรรมแทน และได้แนะให้พระองค์น้องใช้วิธีโต้ปัญหาแบบ “เงียบ”

พระทั้งสององค์จึงไปยังที่บูชา จุดธูปบูชาพระรัตนตรัย เสร็จแล้วการโต้ปัญหาธรรมะก็เริ่มขึ้น ชั่วครู่เดียวพระอาคันตุกะก็เดินออกไปหาพระองค์พี่ แล้วกล่าวว่า

“น้องชายท่านเก่งเหลือเกิน ผมยอมแพ้แล้ว “

“ท่านโต้ปัญหากันว่าอย่างไรล่ะ” พระองค์พี่ถาม

พระอาคันตุกะจึงชี้แจงว่า

“ทีแรกผมชูนิ้วขึ้นมาก่อนหนึ่งนิ้ว ซึ่งหมายถึงพระพุทธ น้องชายของท่านชูสองนิ้วตอบ ซึ่งหมายความว่าเมื่อมีพระพุทธก็ต้องมีพระธรรมด้วย ผมจึงชูสามนิ้วตอบซึ่งหมายถึงว่าถ้าจะให้ครบ ก็ต้องมีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วย คราวนี้น้องชายท่านกลับชูกำปั้นมาที่หน้าผม ซึ่งหมายความว่า จะเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ตาม ก็ต้องมารวมเป็นหนึ่งเดียว คือสัจธรรม ผมจึงว่าน้องท่านเป็นผู้ชนะ ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่”

พระภิกษุอาคันตุกะกล่าวแล้ว ก็ลาพระภิกษุองค์พี่เดินทางต่อไป

สักครู่ พระองค์น้องก็เข้ามาหาพระพี่ชายอย่างเร่งรีบ แล้วถามหาพระอาคันตุกะว่า

“เจ้าหมอนั่นมันไปไหนแล้วล่ะ?”

“เธอชนะเขาแล้วไม่ใช่หรือ?” พระผู้พี่ถามด้วยความสงสัย

“ชนะกะผีอะไรล่ะ” พระองค์น้องโกรธ

“เธอโต้ปัญหากับเขาว่าอย่างไรล่ะ?” พระองค์พี่ถามต่อ

“โต้อย่างไรนะหรือ” พระองค์น้องตะโกน

“พอเห็นหน้าผมเท่านั้น มันก็ชูนิ้วเดียวมาที่หน้าผม ซึ่งมันดูหมิ่นว่าผมมีตาข้างเดียว ผมสู้อดทนเพราะเห็นว่าเป็นแขก จึงชูตอบไปสองนิ้ว แสดงความยินดีที่เขามีตาครบบริบูรณ์ แทนที่มันจะรู้ตัว มันกลับชูนิ้วกลับมาอีกสามนิ้ว ซึ่งหมายความว่า ทั้งผมและมันมีตารวมกันอยู่สามตา อย่างนี้ไม่ใช่เยาะเย้ยแล้วจะเรียกว่าอะไร ผมเหลืออดจริงๆ จึงชูกำปั้นขึ้นมาจะต่อยหน้ามันสักหน่อย แต่มันกลับวิ่งออกมาเสียก่อน”


ขอบคุณนิทานจากเว็บประตูสู่ธรรม: ใครชนะ

วันหนึ่งเราก็จะเป็นแบบเขาเช่นกัน

“What you are, they once were. What they are, you will be.”
-The Crypt of the Capuchin Monks

นี่คงเป็นประโยคเตือนสติสำหรับคนหนุ่มสาว เวลามองไปที่คนรุ่นปู่ย่าตายาย แล้วรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ช่างตกยุค ชักช้า ดื้อดึง ยึดติดกับโลกใบเก่า

โดยเรามักจะลืมไปว่า วันหนึ่งเราก็จะแก่แบบเขา วันหนึ่งเราจะกลายเป็นคนตกยุค ชักช้า ดื้อดึง และยึดติดกับโลกใบเก่าเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณปู่คุณย่าเหล่านี้ก็เคยเป็นคนหนุ่มสาวมาก่อน และอาจมองคนรุ่นทวดด้วยสายตาเดียวกันกับที่เรามองพวกเขาตอนนี้

และถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น วันหนึ่งเราก็จะเป็นเพียงร่างกายไร้วิญญาณหรือเถ้าถ่านไม่ต่างจากคนนับแสนล้านคนที่เคยผ่านชีวิตบนโลกใบนี้

ดังนั้น เราจึงควรมองคนที่มาก่อนเราด้วยสายตาที่เข้าใจและมีเมตตา

เพราะในวันที่เราแก่เฒ่า เราก็น่าจะต้องการสายตาแบบนั้นบ้างเช่นกันครับ

ชีวิตนับถอยหลัง

“เวลาที่มีชีวิตอยู่มันกำลังนับถอยหลังนะ ไม่ได้นับไปข้างหน้า”
-อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

หากมนุษย์เรามีอายุคาดเฉลี่ย 80 ปี ก็แสดงว่าเรามีเวลาบนโลกนี้ประมาณ 4,000 สัปดาห์

ใครที่อยู่ในวัยกลางคนแล้ว ก็จะเหลือประมาณ 2,000 สัปดาห์เท่านั้น

และยิ่งถ้านับว่าสุขภาพเราจะร่วงโรยหลังวัย 60 เราก็จะเหลือเวลาที่ยังมีกำลังวังชาทำอะไรได้ดั่งใจอีกแค่ 1,000 สัปดาห์

เวลาจึงไม่ได้มีเวลามากมายอย่างที่เราคิด

James Clear บอกไว้ว่า ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่เราอยากได้วันนี้ เราจะใช้เวลา แต่ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่อยากได้ในอีกห้าปีข้างหน้า เราจะลงทุนเวลา

“Think about what you want today and you’ll spend your time.

Think about what you want in 5 years and you’ll invest your time.”

อีกไม่กี่พันสัปดาห์ที่เหลือ เราจะลงทุนไปกับอะไรบ้าง?

ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอดีต

เรารู้กันมานานแล้วว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นสิ่งที่เราควรฟังหูไว้หู เพราะมันมักจะถูกแต่งขึ้นโดยผู้ชนะ

แต่นอกจากผู้มีอำนาจทางการเมืองแล้ว เราแต่ละคนก็ชอบแต่งเรื่องเช่นกัน

โดยเราจะตกแต่งเรื่องเล่าที่ชื่อว่า “ฉัน” และคอยดัดแปลงเรื่องราวในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ฉัน” ในปัจจุบันตลอดเวลา

เพราะในอดีตมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเรานั้นกลับมีอยู่น้อยนิด ความทรงจำใดก็ตามที่ขัดกับเป้าหมายในปัจจุบันนั้นมักจะโดนกำจัดทิ้งไปหรือโดนฝังกลบเอาไว้

ชายคนหนึ่งเคยถูกแม่สอนเมื่อตอนเด็กๆ ว่าเวลาเจอสุนัขจรจัดให้ยืนอยู่นิ่งๆ ถ้าวิ่งจะโดนมันไล่กัดเอา วันหนึ่งเขาไปเจอสุนัขจรจัด เพื่อนๆ วิ่งหนี ส่วนเขายืนนิ่ง สุดท้ายก็โดนสุนัขกัดขา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาจำฝังใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย ทุกคนล้วนเป็นศัตรู

แต่หลังจากผ่านการปรึกษากับนักจิตแพทย์อยู่หลายครั้ง เขาก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่า หลังจากโดนสุนัขกัด มีผู้ชายแปลกหน้าปั่นจักรยานผ่านมาและช่วยพาเขาไปโรงพยาบาล

เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเหตุการณ์นี้ด้วย ทัศนคติของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนไปว่าโลกนี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่เคยคิด

แม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่ชายคนนั้นเลือกได้ว่าจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ไหน จะเน้นเรื่องโดนสุนัขกัดก็ได้ หรือจะเน้นเรื่องการได้รับความช่วยเหลือก็ได้

อดีตจึงไม่ได้กำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันต่างหากที่กำหนดอดีต

เพราะอดีตนั้นไม่ได้มีตัวตนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่ถูกแต่งแต้มตามแต่ที่เราจะเลือกครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2 โดย คิชิมิ อิชิโร และ โคะกะ ฟุมิทะเกะ

10 เหตุผลที่เราไม่ควรเสพข่าวรายวัน

1. การอ่านข่าวนั้นเป็นสิ่งที่มี Return on Investment (ROI) ต่ำ ถึงจะรู้หรือไม่รู้ข่าวนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

2. ยิ่งเสพข่าวมาก เรายิ่งกังวลมาก แถมเรายังทำอะไรให้มันดีขึ้นไม่ได้ด้วย

3. เมื่อใช้เวลาไปกับการเสพข่าว เราก็จะเหลือเวลากับการทำสิ่งอื่นๆ น้อยลง แล้วเราก็มานั่งบ่นว่าเราไม่มีเวลา

4. ข่าวรายวันส่วนใหญ่เป็น noise ไม่ใช่ signal เมื่อเราเห็นแต่ต้นไม้ เราจะมองไม่เห็นป่าทั้งป่า

5. Nassim Taleb ผู้เขียน Black Swan บอกว่า ถ้าอยากหลุดพ้นจากหนังสือพิมพ์ ให้อ่านหนังสือพิมพ์ของสัปดาห์ที่แล้วเป็นเวลาหนึ่งปี คุณจะได้รู้ว่าข่าวส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีนัยอะไร

6. นักข่าวต้องพยายามโยงเรื่องนู้นเรื่องนี้เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็น narrative ให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันอาจไม่เกี่ยวกันเลยด้วยซ้ำ

วันหนึ่งในเดือนธันวาคมปี 2003 ตอนที่ซัดดัม ฮุสเซนถูกจับกุมตัวได้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กพาดหัวข่าวตอน 13:01 ว่า

“U.S. TREASURIES RISE; HUSSEIN CAPTURE MAY NOT CURB TERRORISM”

“ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น การจับกุมตัวซัดดัมอาจไม่ช่วยยับยั้งการก่อการร้าย” (คนเลยไม่กล้าซื้อหุ้นแล้วเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแทน)

เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง สำนักข่าวต่างรู้สึกว่าต้องหา “เหตุผล” มาอธิบายความเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ

แต่สักพัก ราคาพันธบัตรรัฐบาลกลับปรับตัวลดลง (ซึ่งจริงๆ แล้วราคามันก็ปรับขึ้น-ปรับลงตลอดทั้งวันอยู่แล้ว) บลูมเบิร์กจึงรายงานตอน 13:31 ว่า

“U.S. TREASURIES FALL; HUSSEIN CAPTURE BOOSTS ALLURE OF RISKY ASSETS”

“ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง การจับกุมตัวซัดดัมทำให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น”

เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเพิ่งบอกว่าจับซัดดัมแล้วคนยังไม่กล้าลงทุนอยู่หยกๆ มาตอนนี้กลับบอกว่าการจับตัวซัดดัมคนเดิมนี่แหละที่ทำให้คนกล้าลงทุนมากขึ้น

7.เดี๋ยวนี้เว็บมากมายทำข่าวอย่างมักง่าย แค่ดาราพูดอะไรใน IG นิดก็เอามาเป็นข่าวแล้ว เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การทำให้ประชาชนมีปัญญามากขึ้น เป้าหมายของเว็บเหล่านี้คือทำอย่างไรถึงจะได้ยอดวิวมากที่สุด

8.น้อยครั้งนักที่เราจะตัดสินใจผิดพลาดเพราะไม่ได้อ่านข่าว

9.ข่าวไหนที่สำคัญมากพอ มันจะมาถึงหูเราโดยไม่ต้องพยายาม

10.ถ้าการได้รับข้อมูลมากขึ้นคือคำตอบ ป่านนี้เราเป็นมหาเศรษฐีที่มีซิกแพ็คกันหมดแล้ว

“If more information was the answer, then we’d all be billionaires with perfect abs.”

― Derek Sivers