นิทานทายปัญหา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวและทนายหนุ่มได้ที่นั่งติดกันระหว่างบินจาก LA ไปนิวยอร์ค

ทนายถามหญิงสาวว่าอยากเล่นเกมสนุกๆ แก้เบื่อมั้ย หญิงสาวตอบปฏิเสธอย่างสุภาพเพราะเธอเหนื่อยมาทั้งวันและอยากงีบมากกว่า

ทนายไม่ยอมแพ้ “เกมง่ายมากเลยนะ ฝ่ายหนึ่งถามคำถาม ถ้าอีกฝ่ายตอบไม่ได้ก็จ่าย $5”

หญิงสาวยืนกรานว่าไม่อยากเล่น แต่ทนายก็ยังตื๊อไม่เลิก

“เอางี้ ถ้าคุณไม่รู้คำตอบ คุณจ่ายผม $5 ถ้าผมไม่รู้คำตอบ ผมจ่ายคุณ $50”

หญิงสาวคิดว่าถ้าไม่ยอมเล่นก็คงโดนก่อกวนไม่จบไม่สิ้น จึงตอบตกลง ทนายหนุ่มระริกระรี้

“ระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์คือเท่าไหร่ครับ?”

หญิงสาวตอบไม่ได้ เลยหยิบแบงค์ $5 ให้กับทนายหนุ่ม

“คำตอบคือ 239,000 ไมล์ครับ ตาคุณละ”

“ตัวอะไรที่เดินขึ้นเขามีสามขา แล้วเดินลงมามีสี่ขา?”

ทนายหนุ่มอึ้ง รีบเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาต่อเน็ตของเครื่องบินแล้วเสิร์ชข้อมูล จากนั้นก็ส่งข้อความไปถามเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครตอบได้เลย

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงทนายก็ยังไม่รู้คำตอบ ด้วยความหงุดหงิด ทนายจึงปลุกหญิงสาวขึ้นมาและยื่นเงิน $50 ให้ หญิงสาวงัวเงียรับเงิน กล่าวขอบคุณแล้วหันไปนอนต่อ

ทนายหนุ่มยังคาใจ “เฉลยด้วยสิครับคุณ”

หญิงสาวไม่พูดอะไร หยิบแบงค์ $5 ยื่นให้ทนายหนุ่มแล้วกลับไปนอนต่อ


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Human mind readers

ไม่ยกยอ-ไม่ต่อว่า

Kim Scott ผู้เขียนหนังสือ Radical Candor และอดีตผู้บริหารของ Google และ Apple เคยเล่าไว้ว่า สมัยที่เธอออกมาตั้งธุรกิจของตัวเองและอยู่ในช่วงที่กำลังย่ำแย่ มีคนที่พูดข้อความนี้กับเธอ

“There is a fine line between success and failure. When you’re succeeding, never think you’re as good as everyone is telling you that you are. And when you’re failing, never think you’re as bad as everyone is telling you that you are.”

เวลาที่ชีวิตไปได้สวย เรามักจะอวยตัวเอง ความมั่นใจพุ่งทะยาน จะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อดคิดไม่ได้ว่าเรานี่ฉลาดและเก่งกว่าคนอื่น

ทั้งที่จริงแล้ว ความสำเร็จไม่เคยเกิดจากเราคนเดียว มันมีปัจจัยรายล้อมมากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่เรามองไม่เห็น เราอาจจะเรียกสิ่งมองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ว่าเป็น จังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า แต่เราไม่ค่อยมองเรื่องเหล่านี้ เราจะเข้าข้างตัวเองว่าเป็นฝีมือของเราล้วนๆ

ซึ่งความคิดเช่นนี้มันอันตรายตรงที่มันจะทำให้เราคิดว่าเราเก่งกว่าความเป็นจริงเสมอ

เวลาที่คนล้มเหลวหรือพลาดพลั้ง ก็จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือโทษข้างนอกไว้ก่อน โทษว่าโดนคนอื่นหลอกลวง โทษตลาด โทษรัฐบาล เล่นบทเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้คนอื่นทำตัวดีขึ้นเสียหน่อย

ส่วนอีกกลุ่มคือโทษตัวเอง คิดย้อนกลับไปในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อต่อว่าตัวเองบ่อยๆ ก็พลอยหมดกำลังใจและหมดความมั่นใจไปเลย

ทั้งที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรผิด อาจจะทำอย่างเดียวกับตอนที่เราสำเร็จนั่นแหละ แต่เนื่องจากมีปัจจัยที่มองไม่เห็นอย่างจังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า(หมด) ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้

ดังนั้นอย่าทุบตีตัวเองจนเกินเลย เราไม่ได้ห่วยขนาดนั้นสักหน่อย

เมื่อบินสูงอย่าไปยกยอ เมื่อบินต่ำก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่า

แล้วเราจะสอดคล้องกับ “เส้นความจริงของชีวิต” มากกว่าเดิมครับ

จุดอ่อนของ Marshmallow Test

หลายคนคงเคยได้ยินการทดสอบจิตใจด้วยมาร์ชเมลโล่ ที่ทำขึ้นในปี 1972 โดยนักจิตวิทยานาม Watler Mischel และทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

การทดลองก็ง่ายๆ คือให้เด็กรุ่นเตรียมอนุบาลนั่งอยู่ตามลำพังกับขนมมาร์ชเมลโล่ โดยเลือกได้ว่าจะกินมันทันที หรือถ้ายอมอดทนรอ 15 นาที พี่ๆ นักทดลองก็จะเอามาร์ชเมลโล่มาเพิ่มให้อีก 1 ชิ้น

จากการทดลองพบว่า มีเด็กๆ 1 ใน 3 ที่รอจนครบ 15 นาที หลังจากผ่านไปประมาณ 20 ปี Mischel ก็กลับมาติดตามผลของเด็กๆ กลุ่มนี้ แล้วก็พบว่าเด็กที่อดทนรอได้มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับมือกับความเครียดได้ดี และสอบได้คะแนน SAT ได้สูงกว่าเด็กอีกกลุ่มที่รอไม่ได้

ข้อสรุปของ Marshmellow Test ก็คือ คนที่มี willpower และสามารถ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” (delayed gratification) จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า

งานวิจัยนี้โด่งดังและถูกนำมาเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่วันนี้อยากมาเล่าอีกมุมหนึ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนครับ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 ของ Tyler Watts, Greg Duncan และ Haonan Quan ระบุว่างานวิจัยของ Mischel นั้นทดลองกับเด็กเนอสเซอรี่เพียง 90 คนเท่านั้น และทุกคนล้วนมาจากโรงเรียน Bing ที่อยู่ในแคมปัสของสแตนฟอร์ด

ในการทดลองครั้งใหม่ Watts และเพื่อนๆ จึงได้ทำการทดลองนี้อีกครั้งกับเด็ก 900 คน และเมคชัวร์ว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย รวมถึงเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่ได้ดีมากนักด้วย

ผลที่ได้จากการทดลองก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวกับ willpower แต่เกี่ยวกับ money

เด็กที่ฐานะยากจนกว่านั้นมีแนวโน้มสูงที่จะกินมาร์ชเมลโล่ทันที เพราะประสบการณ์สอนให้เด็กกลุ่มนี้รู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่มีข้าวกิน และคำสัญญาของผู้ใหญ่บางคนนั้นเชื่อถือไม่ได้

ในขณะที่สำหรับเด็กที่มีฐานะดีกว่านั้นมันตรงกันข้าม เพราะเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ ที่บ้านของเด็กเหล่านี้อาหารไม่เคยขาดแคลน และผู้ใหญ่ก็เป็นคนรักษาคำพูด

ในการทดลองของ Watts จึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จ การสอนเขาเรื่องอดเปรี้ยวไว้กินหวานอาจไม่สำคัญเท่ากับการดูแลให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ What’s Your Problem by Thomas Wedell-Wedellsborg

เมื่อรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดคือดอกเบี้ย

สำหรับบางคน รายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของแต่ละเดือนคือดอกเบี้ย

ใครที่ผ่อนบ้านหรือคอนโด จะรู้ดีว่าช่วง 5-10 ปีแรกนั้น เงินที่ส่งแต่ละเดือนจะเป็นค่าดอกเบี้ยเกินกว่าครึ่ง

ผ่อนบ้านปีละ 500,000 บาท เป็นค่าดอกเบี้ยไปแล้ว 250,000 บาท

ส่วนคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต รูดจ่ายเดือนละ 20,000 บาทและชำระขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ภายในเวลา 1 ปีเราจะเสียดอกเบี้ยไป 20,234 บาทและเป็นหนี้อยู่ 143,077 บาท

และถ้าใครเป็นหนี้นอกระบบ ดอกเบี้ยก็จะมหาโหดยิ่งกว่านี้

เลยกลายเป็นว่า เราจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าจ่ายค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าท่องเที่ยว หรือค่าโรงเรียนลูกเสียอีก

แน่นอนว่าสำหรับคนส่วนใหญ่ ดอกเบี้ยบ้านเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตและดอกเบี้ยจากเงินกู้นอกระบบนั้น หากเรามีรายได้สม่ำเสมอแล้วยังมีหนี้เหล่านี้ ก็แสดงว่าเราอาจใช้เงินเกินตัวไปหน่อย

เมื่อเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี เงินนั้นหามาได้ยากขึ้น แต่เวลาไหลออกนั้นง่ายดายแค่ปลายนิ้ว

เงินนั้นคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตและเวลาอันจำกัดไปแลกมันมา

ยิ่งเราติดหนี้มากเท่าไหร่ เวลาในอนาคตของเราก็ยิ่งถูกยึดครองไปมากเท่านั้นครับ

7 เหตุผลที่เราโดนยุงกัดมากกว่าคนอื่น

เคยรู้สึกมั้ยครับว่าบางทีทำไมตัวเองถึงโดนยุงกัดมากกว่าเพื่อน ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันแท้ๆ

เหล่านี้คือ 7 ปัจจัยที่อาจส่งผลครับ

  1. กรุ๊ปเลือด – ยุงดูดเลือดจากเราเพราะต้องการเอาโปรตีน ในการทดลองครั้งหนึ่ง ยุงจะกัดคนเลือดกรุ๊ป O มากกว่าเลือดกรุ๊ป A ถึงสองเท่า ส่วนเลือดกรุุ๊ป B นั้นโดนกัดมากกว่า A แต่ไม่เท่า O โดยคนถึง 85% จะปล่อยกลิ่นอะไรบางอย่างที่ระบุว่าตัวเองเลือดกรุ๊ปอะไร
  2. คาร์บอนไดออกไซด์ – ยุงชอบก๊าซ CO2 โดยสามารถได้กลิ่นจากระยะไกลถึง 50 เมตร ดังนั้นคนที่ปล่อย CO2 จากร่างกายมากกว่า (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนที่ตัวโตกว่านั่นเอง) ก็จะดึงดูดยุงได้มากกว่านั่นเอง และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ มักจะโดนกัดน้อยกว่าผู้ใหญ่
  3. การออกกำลังกายและการเผาผลาญ – ยุงยังสามารถจับกลิ่นของกรดแลคติค กรดยูริค และแอมโมเนียที่อยู่ในเหงื่อได้ดี และยังชอบพื้นที่ที่อุ่นกว่า ดังนั้นคนที่เพิ่งออกกำลังกายมาหมาดๆ จะโดนยุงกัดได้มากกว่าคนอื่น
  4. แบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนัง – มีแบคทีเรียบางชนิดที่ดึงดูดยุงได้มากเป็นพิเศษ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ยุงชอบกัดขาหรือกัดเท้า เพราะมันเป็นแหล่งแบคทีเรียชั้นดี
  5. เบียร์ – การกินเบียร์ 1 กระป๋องก็มากเพียงพอที่จะทำให้เราโดนยุงกัดได้มากขึ้น ซึ่งเหตุผลเป็นเพราะอะไรยังไม่แน่ชัดนัก
  6. การตั้งครรภ์ ในหลายงานวิจัย ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นดึงดูดยุงมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า นั่นก็เป็นเพราะว่าคนท้องนั้นจะปล่อย CO2 มากกว่าปกติถึง 21% และอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าคนอื่นประมาณ 0.7 องศาเซลเซียส
  7. สีเสื้อผ้า อันนี้คนไทยอาจจะรู้กันดีอยู่แล้ว ว่าถ้าใส่เสื้อสีดำจะโดนยุงกัดมากกว่า เพราะยุงนั้นจะใช้ทั้งกลิ่นและการมองเห็นในการล็อคเป้าหมาย สีใดก็ตามที่ตัดกับแบ็คกราวด์อย่างเด่นชัด เช่น ดำ น้ำเงินเข้ม หรือแดง จะทำให้ยุงหาเราได้ง่ายขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก Smithsonian Magazine: Why Do Mosquitoes Bite Some People More Than Others?