ที่เราโกรธเพราะมีความจริงอยู่ในนั้น

20191214

วันนี้ขอเล่าเรื่องราวที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตในเมืองไทยเมื่อเกือบ 26 ปีที่แล้ว

เดือนกรกฎาคมปี 2536 รัฐบาลของคุณชวน หลีกภัยสั่งเก็บ Longman Dictionary of English Language and Culture ออกจากแผงหนังสือทั่วราชอาณาจักร

สาเหตุเป็นเพราะ Longman Dictionary เล่มนี้ให้คำนิยามกรุงเทพหรือ Bangkok ว่า

‘… famous for its temples and other beautiful buildings, and is also often mentioned as a place where there are a lot of prostitutes.’

กรุงเทพขึ้นชื่อเรื่องวัดวาอันงดงามและโสเภณีอันมากมาย…

รัฐบาลไทยเจออย่างนี้มีหรือจะอยู่เฉย โฆษกรัฐบาลนามอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแถลงตอบโต้ว่าการนิยามกรุงเทพด้วยโสเภณีนั้นไม่ต่างอะไรกับการนิยามลอนดอนด้วยฮูลิแกนและการก่อการร้ายของไออาร์เอ*


 

เมื่อสามปีที่แล้วผมเขียนบทความเรื่อง เงียบเพราะมั่นใจ เสียงดังเพราะมีปม และเจอน้องที่ทำงานด้วยในสมัยนั้นสงสัยว่าผมเขียนแดกดันพวกเขาทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเจตนาเลยสักนิด แต่ปฏิเสธอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ก็เลยได้แต่ทำใจว่าที่เขาโกรธคงเป็นเพราะบางอย่างในข้อเขียนมันไปจี้ใจดำเขา และได้บทเรียนราคาแพงว่าถ้าบทความไหนมันมีเนื้อหาเชิงลบ ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่ามันจะถูกตีความอย่างไรจากคนใกล้ตัว


 

เวลาที่ใครมาว่าหรือวิจารณ์เรา ถ้าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่มีความจริงอยู่เลย เราคงไม่เก็บมาคิดให้เปลืองสมอง

เช่นถ้ามีใครมาบอกว่ากรุงเทพเต็มไปด้วยทะเลทรายและงูอนาคอนต้า เราก็คงส่ายหัวให้กับความมั่วซั่ว

หรือใครมากล่าวหาว่าเราเป็นกิ๊กกับคนในออฟฟิศ ถ้ามันไม่จริงเลยแม้แต่นิดเราก็คงขำๆ

ที่เราหงุดหงิดหรือโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนั้นมีมูล

แม้ปากจะปฏิเสธแต่ก็เป็นคำปฏิเสธที่ออกมาจากใจที่ขัดแย้งอยู่ภายใน

คนมันจะโกรธคงจะห้ามไม่ให้โกรธไม่ได้

แต่ถ้าอารมณ์โกรธคือสัญญาณว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง และความจริงข้อนี้ไม่ใช่เรื่องดีงามสักเท่าไหร่ เมื่อใจเย็นลงแล้วก็ไม่เสียหายที่จะมานั่งคิดดูดีๆ ว่าจะจัดการอย่างไรให้มันดีขึ้น

ความจริงที่เราไม่อยากยอมรับก็เหมือนแผลอักเสบ ถ้าไม่รักษามันก็จะเป็นจุดอ่อนของเราอยู่ร่ำไป ใครมาสะกิดนิดเดียวก็สะดุ้ง แต่ถ้าเรารักษาหายคนที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือเรา

บางครั้งพรวิเศษก็แฝงมากับคำพูดจี้ใจดำนี่แหละครับ

—-

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Independent: Thais ban dictionary over ‘city of prostitutes’ slur

*Hooligans = กองเชียร์ฟุตบอลที่ทำตัวอันธพาล, IRA = Irish Republican Army

Pic & Pause: ไม่ต้องเป็นที่ 1 ก็ได้

2562-12-13 07_47_07-(84) Bookmarks - Quora

วันนี้วันศุกร์ ขอพักนิทานสักวันแล้วเอารูปมาให้ดูกันนะครับ

อาจฟังดูเชยๆ แต่ความสุขเริ่มต้นได้จากการพอใจในสิ่งที่มีอยู่

ถ้าไม่พอใจในสิ่งที่เรามี ต่อให้ได้ที่ 1 ก็ไม่ช่วยอะไร

เรามักจะลืมไปว่าสุดท้ายแล้วเราแค่ต้องการความสุข ความสบายใจในชีวิต

แต่พอสังคมสอนว่าเราจะสุขได้ก็ต่อเมื่อเป็น “ผู้ชนะ” ไม่ว่าจะชนะในเรื่องการงาน การเงิน หรือความรัก

สายตาของเราก็จะมัวแต่จับจ้องธงชัย จนหลงลืมไปเลยว่าเหตุใดเราจึงอยากคว้าธงนี้มาตั้งแต่แรกครับ

ฟังคนที่ควรฟัง

20191211

เดี๋ยวนี้เราเชื่อสิ่งที่ส่งมาทางไลน์หรือสิ่งที่เห็นในเฟซบุ๊คกันอย่างง่ายดายเหลือเกิน

บ้างก็บอกว่าตนเป็นกูรู บ้างก็รู้มาจากเมืองนอก บ้างก็บอกต่อๆ กันมา

ฟังน่ะฟังได้ อ่านน่ะอ่านได้ แต่ก่อนจะเชื่อสาส์น เราควรดูคนส่งสาส์นด้วย

ถ้าเค้าบอกว่าจะสอนให้เรารวย เค้ารวยจริงมั้ย หรือแค่แต่งตัวดีมีรถสปอร์ต(ยืม)ขับ?

ถ้าเค้าบอกว่าตัวเองเป็น Life Coach แล้วชีวิตเค้าเองดีแล้วจริงๆ รึเปล่า?

ถ้าเค้าจะสอนให้เราทำ Online Marketing เพจที่เค้าเคยทำมีคนตามเท่าไหร่ มี engagement ดีแค่ไหน?

อาจเป็นเพราะเราขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แถมอยากสำเร็จไวๆ จนลืมเช็คความน่าเชื่อถือ และกดสั่งซื้อโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

ในโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาล คนที่จะได้เปรียบคือคนที่แยกแยะได้ว่าอันไหนคือของจริง และอันไหนคือของปลอมครับ

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร

20191211

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร – พออ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ คิดมาเยอะ แล้วก็ชอบนึกว่าตัวเองฉลาด ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เห็นคนดีๆ หรือเรื่องดีๆ ก็ตั้งแง่ไว้ก่อน โปรดปรานทฤษฎีสมคบคิด ชอบมองคนอื่นว่าไร้เดียงสาหรือไม่ตั้งคำถาม สุดท้ายจึงได้เป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักหรือไว้ใจใครได้เลย

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย – ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะผิดจริงๆ เราก็ยกโทษให้เขาได้ ถึงแม้เราจะถูกเราก็ยังกล่าวขอโทษได้เพื่อเป็นการปลดล็อคทางความรู้สึก การถือโทษโกรธเคืองสุดท้ายแล้วมันทำร้ายใครมากที่สุดเราก็รู้อยู่แก่ใจ

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร – พอคนเราประสบความสำเร็จก็จะนึกว่าเป็นเพราะความเก่งของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือเก่งบวกเฮง ถ้าเก่งแต่จังหวะไม่ดีก็อาจไม่รุ่ง เราเก่งวันนี้ เราอาจจะห่วยวันหน้าก็ได้ คนที่เราดูแคลนในวันนี้อาจกลายมาเป็นคนที่ให้คุณให้โทษกับเราก็ได้ อย่าให้ความถือดีของเราไปทำให้ใครเจ็บ สุภาษิตจีนท่านว่าไว้ มีเพื่อนร้อยคนน้อยเกินไป มีศัตรูหนึ่งคนมากเกินไปแล้ว

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป – เราอาจเถียงชนะแต่เราแพ้ในความสัมพันธ์ เราอาจชนะในที่ทำงานแต่แพ้เรื่องครอบครัว เราอาจชนะในเรื่องการเงินแต่แพ้เรื่องสุขภาพ เราอาจชนะศึกแต่แพ้สงคราม

แพ้บ้างก็ได้ จะได้ชนะในเรื่องที่สำคัญกว่าครับ

10 ขั้นตอนการดูแลสามีในยุค 1950’s

20191210

อ่านเจอเนื้อหาที่ตัดมาจากในหนังสือเรียน “คหกรรมศาสตร์” (Home Economics) หรือการเป็นแม่บ้านที่ดีจากยุค 50’s ของฝรั่ง

คิดว่าน่าสนใจดี เลยคัดบางช่วงตอนมาให้อ่านกันครับ

เคล็ดลับการดูแลสามี

เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พร้อม
วางแผนล่วงหน้าในการทำอาหารเย็นอร่อยๆ ไว้ให้สามี ผู้ชายส่วนใหญ่จะหิวโซเมื่อกลับถึงบ้าน ดังนั้นอาหารดีๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เตรียมตัวเองให้พร้อม
พักสัก 15 นาที เพื่อที่คุณจะได้สดชื่นเมื่อสามีกลับมาถึง เติมแป้งหน่อยก็ดี ผูกโบว์ตรงผมด้วยก็เยี่ยม ทำตัวให้ร่าเริงและน่าสนใจกว่าปกติ วันที่น่าเบื่อของเขาจำเป็นต้องมีตัวช่วย

อย่าปล่อยให้รก
เดินสำรวจบ้านอีกรอบ เก็บหนังสือ ของเล่น เศษกระดาษ ฯลฯ เช็ดโต๊ะให้สะอาด สามีจะได้รู้สึกเหมือนกลับสู่สวรรค์ที่ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เตรียมความพร้อมของลูกๆ
ล้างมือล้างหน้าของลูก หวีผมให้ลูก และถ้าจำเป็นก็เปลี่ยนชุดให้ลูกด้วย

กำจัดเสียงหนวกหู
อย่าให้มีเสียงเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจานหรือเครื่องดูดฝุ่น บอกลูกๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ต้อนรับสามีด้วยยิ้มที่อบอุ่นและจงแสดงความดีใจที่ได้เจอเขา

สิ่งที่ไม่ควรทำ
อย่าทักทายเขาด้วยการพูดถึงปัญหาหรือพร่ำบ่น อย่าบ่นถ้าเขากลับบ้านช้า ให้มองว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอมาทั้งวัน

ช่วยให้เขาผ่อนคลาย
ให้เขาได้นั่งเก้าอี้นุ่มๆ หรือบอกให้เขาไปนอนเล่นบนเตียงก็ได้ เตรียมเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือเย็นๆ ไว้ให้พร้อม จัดหมอนให้เข้าที่และเสนอว่าจะช่วยถอดรองเท้าให้เขา พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้ม นุ่ม ปลอบประโลม และน่าฟัง

ฟังเรื่องที่เขาเล่า
คุณอาจมีเรื่องอยากบอก แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ จงให้เขาได้พูดก่อน

ให้ค่ำคืนนี้เป็นของเขา
อย่าบ่นถ้าเขาไม่ได้พาคุณออกไปกินข้าวนอกบ้าน แต่จงพยายามเข้าใจโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันที่เขาต้องประสบมา

เป้าหมาย
จงพยายามทำให้บ้านเป็นที่แห่งความผาสุขที่สามีของคุณจะกลับมาชาร์จแบตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Image Magazine 10 Tips To Look After Your Husband From A 1950s Schoolbook Is Exactly What Your Marriage Has Been Missing