ถูกสำหรับเขาอาจผิดสำหรับเราก็ได้

20200114c

เพราะชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย คำตอบที่ถูกต้องจึงไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว

วิธีการที่เคยเวิร์คในสถานการณ์หนึ่ง พอเปลี่ยนคน เปลี่ยนกาล เปลี่ยนสถานที่ก็อาจไม่เวิร์คแล้วก็ได้

พี่เก้ง จิระ มะลิกุลแห่งค่าย GDH เคยเล่าให้ฟังว่า การทำหนังไม่มีสูตรสำเร็จ สิ่งที่ลองกับหนังเรื่องหนึ่งแล้วปังมาก พอเอามาใช้กับหนังอีกเรื่องกลับแป้ก

หรือนักเขียนอย่าง Simon Sinek ที่เขียนหนังสือ bestsellers อย่าง Start with Why, Leaders Eat Last, และ The Infinite Game ก็บอกว่าเขาต้องเปลี่ยนยุทธวิธีในการเขียนหนังสือไปเรื่อยๆ

เล่ม Start with Why เขาต้องใช้วิธีจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เพื่อจะได้มีเวลาเขียนหนังสือเงียบๆ บนเครื่องบินได้หลายชั่วโมง แต่พอจะเขียนหนังสือ Leaders Eat Last พอเขาลองใช้วิธีนี้แล้วกลับเขียนไม่ออก

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก ก็มีคนบอกว่าบล็อกควรจะโฟกัสแค่เรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการสร้างชื่อให้ตัวเองว่าเรามีความเชี่ยวชาญด้านนั้น-ด้านนี้ และชื่อของบล็อกก็ควรสะท้อนความเชี่ยวชาญนั้น

เผอิญผมไม่มีความเชี่ยวชาญด้านใดสักเรื่อง ก็เลยตั้งชื่อว่า Anontawong’s Musings คำว่า musings ก็คือความคิดฟุ้งไปเรื่อยๆ คิดอะไรได้ก็เขียน

ข้อเสียคือคนไม่รู้ว่าเป็นบล็อกเกี่ยวกับอะไร ข้อดีคือผมมีอิสรภาพที่จะเขียนเรื่องอะไรก็ได้ในบล็อกนี้

แน่นอน เราควรเรียนรู้จากคนที่มาก่อน คนที่ประสบความสำเร็จกว่าเรา แต่สุดท้ายแล้วเราต้องกรุยทางของเราเอง

ถูกสำหรับเขาอาจผิดสำหรับเราก็ได้

ผิดสำหรับเขาอาจถูกสำหรับเราก็ได้

ขอให้พบสิ่งที่ถูกที่ใช่ด้วยตัวเราเองนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานฮวงจุ้ย

20200114

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เศรษฐีคนหนึ่งซื้อบ้านหลังใหม่ที่มีสวนลิ้นจี่อยู่หลังบ้าน

เพื่อนของเศรษฐีแนะนำว่าควรให้ซินแสมาดูฮวงจุ้ย จะได้แน่ใจว่าบ้านหลังใหม่อยู่แล้วร่มเย็นเป็นสุข

เศรษฐีขับรถไปรับซินแสถึงสนามบิน เมื่อเลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้าน เศรษฐีก็ชะลอรถลง ทันใดนั้นก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ เศรษฐีเบรคทันพอดี เด็กหันมามองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ยกมือไหว้ขอโทษก่อนจะวิ่งจากไป

แทนที่เศรษฐีจะขับรถต่อ เขากลับจอดรถนิ่งอยู่อีกหลายวินาทีราวกับกำลังรออะไร

เพียงไม่กี่อึดใจ ก็มีเด็กอีกคนที่อายุไล่เลี่ยกันวิ่งผ่านหน้ารถไปอีกคน

“คุณรู้ได้อย่างไรว่าจะมีเด็กอีกคนวิ่งตามมา” ซินแสถาม

“ถ้าเด็กเล่นคนเดียว เขาคงไม่ยิ้มแย้มขนาดนั้นหรอกครับ” เศรษฐีตอบ

เมื่อเศรษฐีขับรถถึงหน้ารั้วบ้าน จู่ๆ ก็มีนกหลายสิบตัวบินขึ้นมาจากสวนหลังบ้าน

“ซินแสครับ ผมคงต้องขอให้ซินแสรอสักครู่”

“ทำไมล่ะ?”

“ผมคิดว่าในสวนน่าจะมีเด็กมาแอบขโมยลิ้นจี่อยู่ ถ้าเราเข้าไปตอนนี้เด็กอาจจะตกใจ เกิดตกต้นไม้หัวร้างข้างแตกมาคงไม่ดี ให้เวลาเค้าได้เก็บลิ้นจี่ซักพักก่อนดีกว่า ระหว่างนี้เดินดูด้านนอกแทนได้มั้ยครับซินแส”

“คุณส่งผมกลับสนามบินเถอะ” ซินแสกล่าว

เศรษฐีตกใจ ซินแสจึงอธิบายต่อ

“ด้วยน้ำจิตน้ำใจแบบนี้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็จะเจอแต่ความโชคดี แต่ถ้าคุณเป็นคนไม่ดี ต่อให้ผมจัดฮวงจุ้ยแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร เพราะฮวงจุ้ยที่แท้คือพฤติกรรมของมนุษย์เท่านั้นเอง”


แปลและดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนที่ส่งมาทางไลน์

Time Management Workshop รุ่นที่ 15 เช้าวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. เหลือ 10 ที่นั่ง ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/time22feb20

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ชั่วขณะเล็กๆ ที่กำหนดทิศทางชีวิต

20200116

ตั้งแต่ขึ้นปีใหม่มา ผมรู้สึกเห็นคุณค่าของ “ชั่วขณะเล็กๆ” หรือ “little moments” เป็นพิเศษ

ชั่วขณะเล็กๆ ที่เราเลือกจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

อย่างเช้าวันนี้ ผมต้องเลือกระหว่าง

หยิบมือถือขึ้นมาดู หรือ เดินจงกรม

เช็คเมลบริษัท หรือ เขียนบทความนี้

เขียนบทความ หรือ เดินไปคุยกับแฟนตอนเธออาบน้ำเสร็จ

ผมเลือกอย่างหลังทั้งสามครั้ง ซึ่งก็ทำให้รู้สึกดี

เพราะมือถือจะเช็คเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เดินจงกรมทำได้แค่ตอนเช้าตรู่เท่านั้น

เมลบริษัทยังรออยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ถ้าเราเช็คมันตอนนี้ ก็รับรองว่าจะไม่มีสมาธิเขียนบล็อก

บล็อกเริ่มเขียนไปหนึ่งบรรทัดแล้วแฟนอาบน้ำเสร็จพอดี จะเขียนต่อหรือเดินไปคุยกับแฟนซึ่งจะอยู่ที่บ้านอีกแค่ 15 นาที ผมจึงเลือกเดินไปคุยตอนแฟนแต่งตัว เดินไปส่งแฟนที่รถ แล้วค่อยขึ้นมาเขียนบทความต่อ

ชั่วขณะแบบนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน วันหนึ่งเป็นร้อยครั้ง

จะอาบน้ำเลยหรือจะวิดพื้นก่อน

จะนั่งเช็คไลน์หรือจะออกจากบ้านก่อนรถติด

เข้าเซเว่นแล้วจะหยิบขนมขบเคี้ยวหรือจะหยิบกล้วยหอม

เปิดคอมแล้วจะเข้าเฟซหรือจะเริ่มงานที่สำคัญที่สุดของวันนั้น

พอทำงานแล้วติดขัด จะไม่บอกใครหรือจะขอความช่วยเหลือ

พอเห็นอะไรไม่เข้าท่า จะบ่นหรือจะหาทางแก้ไข

Little moments เหล่านี้เหมือนไม่มีความสำคัญ แต่ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องการเติบโตแบบทบต้น (exponential growth) จะพอเข้าใจว่ามันมีพลังมาก

ถ้าเราเก่งขึ้นวันละ 1% ทุกวัน ผ่านไปหนึ่งปีเราจะเก่งขึ้น 38 เท่า

ถ้าเอาโดมิโนที่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มาวางเรียงกัน โดยให้อันแรกล้มทับอันที่ใหญ่กว่ามัน 1.5 เท่าไปเรื่อยๆ โดมิโนตัวที่ 57 จะใหญ่พอที่จะล้มทับดวงจันทร์ได้

ถ้าเอากระดาษมาพับครึ่งไปเรื่อยๆ 103 ครั้ง กระดาษแผ่นนั้นจะหนาเท่าจักรวาล (observable universe)

การตัดสินใจใน little moments จะเป็นตัวกำหนดอุปนิสัย อุปนิสัยจะกำหนดผลลัพธ์ และผลลัพธ์จะกำหนดอนาคต

มันคือความแตกต่างระหว่างคนที่แข็งแรงกับคนที่เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล

คือความแตกต่างของคนที่อ่านหนังสือปีละ 20 เล่มกับคนที่อ่านไม่จบเลยสักเล่ม

คือความแตกต่างของ top talent กับคนที่ทำงานมาสิบปีในตำแหน่งเดิม

คือความแตกต่างของคนที่มีเงินใช้ไม่ขาดมือกับคนที่เดือนชนเดือน

คือความแตกต่างของคนที่ชีวิตเปี่ยมสุขกับคนที่ชีวิตเปี่ยมทุกข์

ข้อดีของ little moments คือมันให้โอกาสเราเสมอ วันละ 100 ครั้ง ปีละ 36,500 ครั้ง หรือประมาณหนึ่งล้านครั้งในอีก 30 ปีข้างหน้า

ในหนึ่งล้านชั่วขณะต่อจากนี้ ถ้าเราเลือกให้ถูกเสียเป็นส่วนใหญ่ ชีวิตที่ดีย่อมเป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 15 เช้าวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. เหลือ 10 ที่นั่ง ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/time22feb20

เราอ้วนขึ้นทีละหนึ่งวัน

20200113c.png

เพราะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน

น้ำหนักของเราในวันนี้ คือผลรวมของอาหารการกินและการออกกำลังกายทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่มีชานมไข่มุกแก้วใดที่มีความผิดมากเป็นพิเศษ

กว่าเราจะอ้วนขนาดนี้ได้ เพราะเราอ้วนขึ้นทีละน้อยมาทุกวันเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันวัน

ชีวิตจะเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง มันเคลื่อนไปทีละหนึ่งวัน ทีละหนึ่งมื้อ ทีละหนึ่งการตัดสินใจเสมอครับ

—–

ผมกำลังจะเปิด Time Management Workshop ในเดือนกุมภาพันธ์ รอตามข่าวได้ในบทความวันพรุ่งนี้ครับ

ถ้าที่ผ่านมามันเหนื่อยเกินไป

20200113b

อาจเป็นเพราะเราขยันทำแต่ไม่ขยันคิด

เพราะงานนั้นเป็นอนันต์ ทำเท่าไหร่ก็ไม่หมด

แม้การลุยงานอย่างบ้าระห่ำจะทำให้เราติ๊ก “Done” กับงานต่างๆ ใน To Do List ได้มากมาย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปสามเดือนหรือหนึ่งปี อาจไม่มีงานชิ้นไหนที่เราภาคภูมิใจเป็นพิเศษ

ความขยันจึงอาจกลายเป็นคำสาป เพราะเราขยันทำมากเกินไป แต่เราคิดไม่เพียงพอ

เมื่อคิดน้อย จึงต้องทำเยอะ

บางทีเราอาจต้องคิดให้เยอะขึ้น พยายามใช้กฎ 80/20 อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง เพื่อให้เหลือแต่สิ่งที่จะสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย เพราะถ้าง่ายคงทำได้ไปนานแล้ว

แต่ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการวิ่งเป็นหนูถีบจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยไปนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n