ไม่คิดว่าหนังสือธรรมะจะช่วยให้ผมทำงานดีขึ้นได้ขนาดนี้

ปีที่แล้ว นอกจากหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas แล้ว หนังสืออีกเล่มที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากที่สุดคือหนังสือ “พุทธธรรม” ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ยอมรับตามตรงว่าผมยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ เพราะใช้วิธีเปิดอ่านแบบสุ่ม ไม่ได้อ่านจากหน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย

แต่ช่วงตอนหนึ่งซึ่งมีผลต่อมุมมองและวิธีการทำงานของผมมาก คือ “บทเพิ่มเติม:: เรื่องเหตุปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท และกรรม

ฟังชื่ออาจดูเหมือนเป็นธรรมะจ๋า แต่อยากให้ลองเปิดใจอ่านต่อ เพราะผมเชื่อว่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

โดยผมขอยกถ้อยคำบางส่วนจากในหนังสือมาไว้ตรงนี้ โดยขอออกตัวว่าแม้จะตัดทอนแล้วแต่ก็ยังยาวอยู่ดีสำหรับการอ่านบนมือถือ ถ้าใครอยากปริ๊นท์ออกมาอ่าน ก็เข้าเว็บเสิร์ชคำว่า anontawong ก็จะเจอบทความนี้ครับ


ความหมายของ เหตุ และ ปัจจัย

ในที่ทั่วไป หรือเมื่อใช้ตามปกติ คำว่า “เหตุ” กับ “ปัจจัย” ถือว่าใช้แทนกันได้

แต่ในความหมายที่เคร่งครัด ท่านใช้ “ปัจจัย” ในความหมายที่กว้าง แยกเป็นปัจจัยต่างๆ ได้หลายประเภท ส่วนคำว่า “เหตุ” เป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายจำกัดเฉพาะ กล่าวคือ

“ปัจจัย” หมายถึง สภาวะที่เอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เปิดโอกาส เป็นที่อาศัย เป็นองค์ประกอบร่วม หรือเป็นเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะให้สิ่งนั้นๆ เกิดมีขึ้น ดำเนินต่อไป หรือเจริญงอกงาม

ส่วนคำว่า “เหตุ” หมายถึง ปัจจัยจำเพาะ ที่เป็นตัวก่อให้เกิดผลนั้นๆ

“เหตุ” มีลักษณะที่พึงสังเกต นอกจากเป็นปัจจัยเฉพาะ และเป็นตัวก่อให้เกิดผลแล้ว ก็มีภาวะตรงกับผล (สภาวะ) และเกิดสืบทอดลำดับ คือตามลำดับก่อนหลังด้วย

ส่วน “ปัจจัย” มีลักษณะเป็นสาธารณะ เป็นตัวเกื้อหนุนหรือเป็นเงื่อนไข เป็นต้น อย่างที่กล่าวแล้ว อีกทั้งมีภาวะต่าง (ปรภาวะ) และไม่เกี่ยวกับลำดับ (อาจเกิดก่อน หลัง พร้อมกัน ร่วมกัน หรือต้องแยกกัน-ไม่ร่วมกัน ก็ได้)

ตัวอย่างเช่น เม็ดมะม่วงเป็น “เหตุ” ให้เกิดต้นมะม่วง และพร้อมกันนั้น ดิน น้ำ อุณหภูมิ โอชา (ปุ๋ย) เป็นต้น ก็เป็น “ปัจจัย” ให้ต้นมะม่วงนั้นเกิดขึ้นมา

มีเฉพาะเหตุคือเม็ดมะม่วง แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่พร้อม หรือไม่อำนวย ผลคือต้นมะม่วงก็ไม่เกิดขึ้น

ตามหลักธรรม ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเกิดมีขึ้นได้ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลายประชุมกันพรั่งพร้อม (ปัจจัยสามัคคี)


ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก

ตามหลักแห่งความเป็นไปในระบบสัมพันธ์นี้ ยังมีข้อควรทราบแฝงอยู่อีก โดยเฉพาะ

ขณะที่เราเพ่งดูเฉพาะผลอย่างหนึ่ง ว่าเกิดจากปัจจัยหลากหลายพรั่งพร้อมนั้น ต้องทราบด้วยว่า ที่แท้นั้น ต้องมองให้ครบทั้งสองด้าน คือ

๑. ผลแต่ละอย่าง เกิดโดยอาศัยปัจจัยหลายอย่าง

๒. ปัจจัย (ที่ร่วมกันให้เกิดผลอย่างหนึ่งนั้น) แต่ละอย่าง หนุนให้เกิดผลหลายอย่าง

ในธรรมชาติที่เป็นจริงนั้น ความสัมพันธ์และประสานส่งผลต่อกันระหว่างปัจจัยทั้งหลาย มีความละเอียดซับซ้อนมาก จนต้องพูดรวมๆ ว่า “ผลหลากหลาย เกิดจากเหตุ (ปัจจัย) หลากหลาย” หรือ “ผลอเนก เกิดจากเหตุอเนก” เช่น จากปัจจัยหลากหลาย มีเมล็ดพืช ดิน น้ำ อุณหภูมิ เป็นต้น ปรากฏผลอเนก มีต้นไม้ พร้อมทั้งรูป สี กลิ่น เป็นต้น

ย้ำว่า ความเป็นเหตุปัจจัยนั้น มิใช่มีเพียงการเกิดก่อน-หลังตามลำดับกาละหรือเทศะเท่านั้น แต่มีหลายแบบ รวมทั้งเกิดพร้อมกัน หรือต้องไม่เกิดด้วยกัน ดังกล่าวแล้ว

เมื่อเห็นสิ่งหรือปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง เช่นตัวหนังสือบนกระดานป้ายแล้ว มองดูโดยพินิจ ก็จะเห็นว่าที่ตัวหนังสือตัวเดียวนั้น มีเหตุปัจจัยแบบต่างๆ ประชุมกันอยู่มากมาย เช่น คนเขียน (เจตนา+การเขียน) ชอล์ก แผ่นป้าย สีที่ตัดกัน ความชื้น เป็นต้น แล้วหัดจำแนกว่าเป็นปัจจัยแบบไหนๆ

ขอให้ดูตัวอย่างคำอธิบายของท่านสักตอนหนึ่งว่า

“แท้จริงนั้น จากเหตุเดียว ในกรณีนี้ จะมีผลหนึ่งเดียว ก็หาไม่ (หรือ) จะมีผลอเนก ก็หาไม่ (หรือ) จะมีผลเดียวจากเหตุอเนก ก็หาไม่; แต่ย่อมมีผลอเนก จากเหตุอันอเนก”

หลักความจริงนี้ปฏิเสธลัทธิเหตุเดียว ที่เรียกว่า “เอกการณวาท” ซึ่งถือว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากต้นเหตุอย่างเดียว

แม้แต่ในสมัยปัจจุบัน คนก็ยังติดอยู่กับลัทธิเหตุเดียวผลเดียว ดังปรากฏชัดในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งผลเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วศึกษาและนำความรู้ความเข้าใจในเหตุปัจจัยมาประยุกต์ให้เกิดผลที่ต้องการ แต่เพราะมองอยู่แค่ผลเป้าหมาย ไม่ได้มองผลหลากหลายที่เกิดจากปัจจัยอเนกให้ทั่วถึง (และยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะมองเห็นอย่างนั้นด้วย) จึงปรากฏบ่อยๆ ว่า หลังจากทำผลเป้าหมายสำเร็จผ่านไป บางที ๒๐–๓๐ ปี จึงรู้ตัวว่า ผลร้ายที่พ่วงมากระทบหมู่มนุษย์อย่างรุนแรง จนกลายเป็นได้ไม่เท่าเสีย

ในการดำเนินชีวิตของตน ความเข้าใจหลัก “ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก” จะช่วยให้จัดการกับชีวิตของตน ให้พัฒนาทั้งภายใน และดำเนินไปในโลกอย่างสำเร็จผลดี


ทำเหตุปัจจัยให้ครบที่จะให้เกิดผลที่ต้องการ

ตามหลักความพรั่งพร้อมของปัจจัย อะไรจะปรากฏเป็นผลขึ้น ต้องมีปัจจัยพรั่งพร้อม ตรงนี้จะช่วยให้ไม่ไปติดในลัทธิเหตุเดียวผลเดียว

หลักหรือกฎไม่ได้บอกว่า เมื่อเอาเม็ดมะม่วงไปปลูกแล้ว ต้นมะม่วงจะต้องงอกขึ้นมา ท่านพูดแต่เพียงว่า จากเม็ดมะม่วง ต้นไม้ที่จะงอกขึ้นมา ก็เป็นมะม่วง นี้คือ เหตุ → ผล หรือ ปัจจัยตัวตรงสภาวะ → ผล

การที่เม็ดมะม่วงจะงอกขึ้นมาเป็นต้นมะม่วงนั้น ไม่ใช่มีแต่เม็ดมะม่วงอย่างเดียวแล้วจะได้ต้นมะม่วง ต้องมีดิน มีปุ๋ยในดิน มีน้ำ มีแก๊ส (เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์) มีอุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น พูดสั้นๆ ว่า เมื่อปัจจัยพรั่งพร้อมแล้ว ต้นมะม่วงจึงจะงอกขึ้นมาได้

นอกจากผลที่เรามองจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างพรั่งพร้อมแล้ว ปัจจัยแต่ละอย่างที่มาพรั่งพร้อมนั้น ก็สัมพันธ์ไปสู่ผลอย่างอื่นที่เราไม่ได้มองขณะนั้นด้วย

ตอนนี้ก็มองดูว่ามีปัจจัยตัวไหนบ้างที่จะต้องทำให้ครบที่จะเกิดผลนี้ ต่อจากนั้น เมื่อยังต้องการผลดีด้านไหนอีก เช่นในทางสังคม เป็นต้น ก็พิจารณาให้ครบ แล้วทำกรรมดีให้ได้เหตุปัจจัยพรั่งพร้อมที่จะเกิดผลดีตามที่ต้องการนั้น


ฝึกฝนปรับปรุงตนให้ทำกรรม (ได้ผล) ดียิ่งขึ้นไป

ถ้าผลดีในความหมายหรือในแง่ที่เราต้องการไม่ออกมา ก็วิเคราะห์สืบสาวว่า ทำกรรมนั้นแล้ว แต่สำหรับผลดีแง่นี้ๆ ปัจจัยอะไรบ้างขาดไป หรือยังบกพร่องส่วนไหน จะได้แก้ไขปรับปรุง เพื่อว่าคราวต่อไปจะได้ทำให้ตรง ให้ถูกแง่ ให้ครบ

ยกตัวอย่าง เช่น นายชูกิจได้ยินข่าวสารจากวิทยุ พูดถึงปัญหาของบ้านเมือง ที่ว่าป่าลดน้อยลงจนน่ากลัว จะต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากๆ และมีข่าวด้วยว่า บางแห่งคนมากมายช่วยกันปลูกต้นไม้ มีการนำมายกย่อง บางทีมีการให้รางวัลด้วย

นายชูกิจได้ยินได้ฟังข่าวแล้ว ก็เกิดศรัทธา เที่ยวดูสถานที่เหมาะๆ ใกล้หมู่บ้านของเขา แล้วหาต้นไม้เหมาะๆ มาปลูก ต้นไม้ก็ขึ้นงอกงามดี เขาปลูกไปได้หลายต้น

เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขามานึกดูว่า เขาทำความดีนี้มาก็นานแล้ว ไม่เห็นมีใครสนใจ ก็เลยชักจะท้อ และน้อยใจว่า “เราอุตส่าห์ทำดี เหนื่อยไปมากมาย ไม่เห็นได้ดีอะไร”

พอมองลึกลงไปในใจของคุณชูกิจ ปรากฏว่าเขาอยากได้ความนิยมยกย่อง และหวังจะได้รางวัลด้วย

เมื่อวิเคราะห์ตามหลักความสัมพันธ์สืบทอดเหตุปัจจัยสู่ผลต่างๆ ที่ตรงกัน ก็เห็นได้ว่า

  • ผลตามกฎธรรมชาติ หรือผลตามธรรม ก็เกิดขึ้นแล้ว คือ เขาปลูกต้นไม้ เมื่อทำเหตุปัจจัยของมันครบ ต้นไม้ก็ขึ้นมา
  • ผลตามธรรมแก่ตัวเขาเอง ที่เป็นผู้ทำการนั้น เขาก็ได้แล้ว เช่น เกิดและเพิ่มความรู้ความเข้าใจความชำนาญในเรื่องต้นไม้และการปลูกต้นไม้ ตลอดจนผลพ่วง เช่น ร่างกายแข็งแรง
  • ผลตามธรรมแก่สังคม คือ ท้องถิ่นของเขา ตลอดถึงโลกมนุษย์ทั้งหมด ได้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดีงามเพิ่มขึ้น

แต่ผลที่ตัวเขาว่า “ดี” ที่เขาไม่ได้ คือผลทางสังคม ได้แก่ เสียงยกย่อง และรางวัล หรือเงินทองของตอบแทน ซึ่งมิใช่เป็นผลที่ตรงตามเหตุปัจจัยของการปลูกต้นไม้

ถ้าคุณชูกิจต้องการผลทางสังคมที่ว่านี้ ก็ต้องดูและทำปัจจัยเหล่านั้นด้วย เริ่มตั้งแต่ดูว่า การทำความดีด้วยการปลูกต้นไม้นี้ เข้ากับกระแสนิยมของท้องถิ่นของตนเองหรือไม่ ถ้าจะให้ได้รับคำยกย่องและรางวัล จะต้องทำปัจจัยอะไรประกอบเพิ่มเข้ามากับการทำความดีคือการปลูกต้นไม้นั้น แล้วทำให้ครบ


และนั่นคือเนื้อหาบางส่วนที่ผมยกมาจากหนังสือพุทธธรมครับ

คำถามถัดมาก็คือ แล้วมันช่วยให้เราทำงานดีขึ้นได้อย่างไร

อย่างแรก ผมคิดว่าเราอาจจะเคยชินกับวิธีคิดแบบ “ลัทธิเหตุเดียว” คือเหตุ 1 อย่าง นำไปสู่ผล 1 อย่าง เป็นความสัมพันธ์แบบ one to one เหมือนที่เราเรียนในคณิตศาสตร์ตอนมัธยมปลายว่า y เป็น function ของ x ยกตัวอย่างเช่น

y = x2 + 2x + 1

มี x เป็น input มี y เป็น output

ดังนั้น ถ้าอยากได้ y ก็แค่ทำ x ให้ดีแล้ว y จะตามมาเอง

แต่ความเป็นจริงแล้ว การทำงานของโลกนี้คือ “ผลหลากหลาย จากปัจจัยอเนก” นั่นคือปัจจัยที่หลากหลาย นำไปสู่ผลที่หลากหลาย

y ไม่ได้เป็น function ของ x อย่างเดียว แต่เป็น function ของปัจจัยอีกมากมาย ทั้งในส่วนที่เราคุมได้และไม่ได้

และปัจจัยอันมากมาย ก็ไม่ได้นำไปสู่ y ตัวเดียวด้วย แต่นำไปสู่ output อีกมากมายที่เรามุ่งหวัง ที่เราไม่มุ่งหวัง และที่เราคาดไม่ถึง

มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบ one to one หรือ one to many แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ many to many

เมื่อคำนึงได้เช่นนี้แล้ว ว่าผลหลากหลาย เกิดจากปัจจัยอเนก เราก็จะไม่ประมาทในการทำงาน

ผมใช้หลักคิดนี้ตอนที่ทำโปรเจ็กต์ย้ายออฟฟิศใหม่เมื่อปีที่แล้ว

บริษัทผมมีพนักงานอยู่พันกว่าคนในสามออฟฟิศ เราต้องย้ายทุกคนไปอยู่ที่เดียวกันที่โครงการ One Bangkok ตรงถนนวิทยุ มีเรื่องต้องคิดมากมาย ทั้งการก่อสร้างที่ต้องให้เสร็จทันเวลา การตรวจรับมอบ การเทสต์ดวงไฟและแอร์ การเช็คสัญญาณอินเทอร์เน็ต การเช็คการทำงานของอุปกรณ์ในห้องประชุม ฯลฯ

พอสถานที่พร้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสารกับพนักงาน ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จะต้องเก็บของเมื่อไหร่ เดินทางอย่างไร จอดรถตรงไหน วันที่มาถึงวันแรกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ช่วง 1 เดือนก่อนย้ายออฟฟิศผมมีประชุมกับทีมงานแทบทุกวัน และสิ่งที่ผมบอกทุกคน คือ

  1. ให้ลิสต์รายการที่ต้องทำออกมาให้มากที่สุด ซึ่งควรจะมีไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยรายการ
  2. ให้คิดว่าพนักงานจะมีคำถามอะไรบ้าง และเตรียมการสื่อสารและ FAQ ที่จะตอบคำถามพนักงานให้ได้มากที่สุด
  3. ให้คิดว่าถ้าการย้ายออฟฟิศครั้งนี้มัน “พัง” จากเรื่องอะไรได้บ้าง เช่นอินเทอร์เน็ตช้า พนักงานเข้าตึกไม่ได้ โต๊ะทำงานไม่พอ แอร์ไม่เย็น ฯลฯ แล้วพยายามหาทางปิดความเสี่ยงเหล่านี้ และพร้อมตั้งรับปัญหาที่เราคาดไม่ถึง

ผลลัพธ์รวบยอดที่เราต้องการมีเพียงหนึ่งเดียว คือให้พนักงานพอใจกับการย้ายออฟฟิศครั้งนี้ แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยอเนกอนันต์ ดังนั้น หน้าที่ของเราคือสร้างปัจจัยที่จะเอื้อให้เราไปสู่เป้าหมายนั้นได้มากที่สุด

ซึ่งการย้ายออฟฟิศก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และราบรื่นกว่าที่คาดไว้เสียอีก

ดังนั้น ในการทำการงานใดๆ อย่าคิดแค่ว่าแค่ปลูกเม็ดมะม่วงก็จะได้ต้นมะม่วง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะคิดแค่นี้ว่าทำแค่ x แล้วจะได้ y แล้วพอผลออกมาไม่เป็นดังหวังเราก็เฟลและมีแนวโน้มที่จะโทษฟ้าโทษฝน

แต่ถ้าเรารู้ตัวว่า นอกจากปลูกด้วยเม็ดมะม่วงแล้ว เรายังต้องใช้ดินที่ดี ดูสภาพอากาศ รดน้ำใส่ปุ๋ย เราก็จะสามารถ “เพิ่มความน่าจะเป็น” ที่จะได้ต้นมะม่วงที่เติบโตและมีผลที่อร่อย

ในความเป็นจริง ยังมีเหตุปัจจัยอีกมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเราต้องรู้จักเผื่อใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ประมาทและมีความเพียรที่จะทำทุกอย่างในขอบเขตที่เรายังพอทำได้

ทำเหตุปัจจัยให้ครบ แล้วจึงจะเกิดผลที่เราต้องการครับ

เซอร์คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับแห่งยุคสมัยที่ไม่มีสมาร์ตโฟน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้กำกับที่คอหนังหลายคนชื่นชอบอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) เพิ่งได้รับการพระราชทานยศชั้นอัศวินจากอังกฤษ (knighthood) จากการทำงานให้แก่วงการภาพยนตร์ โดยภรรยาของโนแลนที่ชื่อว่าเอ็มมา โทมัส (Emma Thomas) ก็ได้รับพระราชทานยศเป็นท่านผู้หญิง (damehood) เช่นกัน

ผมเพิ่งรู้ว่าภรรยาของโนแลนเป็นโปรดิวเซอร์หนังทุกเรื่องของโนแลน รวมถึงเรื่องล่าสุดอย่าง Oppenheimer ที่คว้าออสการ์ไปถึง 7 สาขา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และอื่นๆ อีกหลายสาขา

นี่คือหนังที่โนแลนกำกับทั้งหมด

  • Following (1998)
  • Memento (2000)
  • Insomnia (2002)
  • Batman Begins (2005)
  • The Prestige (2006)
  • The Dark Knight (2008)
  • Inception (2010)
  • The Dark Knight Rises (2012)
  • Interstellar (2014)
  • Dunkirk (2017)
  • Tenet (2020)
  • Oppenheimer (2023)


ผมไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของโนแลน แต่ก็ชอบทุกเรื่องที่ได้ดู ไม่ว่าจะเป็น Memento, The Dark Knight ทั้งสามภาค, Inception, Interstellar และ Oppenheimer

ผมเคยได้อ่านใน Quora ว่าโนแลนมีสไตล์การทำงานไม่เหมือนใคร เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้ครับ

  • โนแลนไม่มีสมาร์ตโฟนและไม่มีอีเมล การติดต่อกับคนอื่นเขาจะให้ภรรยาเป็นคนช่วย
  • เวลาโนแลนได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ โนแลนจะเขียนลง index cards และเรียงลงกล่องเก็บ index cards ที่ติดป้ายชื่อและแถบสีอย่างเป็นระเบียบ (คงคล้ายๆ เทคนิคการจดโน้ตแบบ Zettelkasten ที่เคยเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง)
  • ก่อนจะร่างบทสักเรื่อง เขาจะจ้างที่ปรึกษาที่รู้ลึกรู้จริงในด้านนั้นเสมอ เช่น ตอนจะทำหนัง Interstellar ก็ปรึกษานักฟิสิกส์รางวัลโนเบลอย่าง Kip Thorne หรือตอนทำหนัง Inception ก็มี Dr. Deirdre Barrett ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ความฝันจาก Harvard มาเป็นที่ปรึกษา
  • เวลาเขียนบท โนแลนจะไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่จะเขียนบทด้วยลายมือลงกระดาษสีเหลือง (yellow legal pad) ซึ่งบางทีก็ทำให้การสร้างหนังล่าช้าไปหลายเดือน
  • เมื่อบทพร้อมแล้ว โนแลนจะพิมพ์สคริปต์เป็นหมึกดำลงในกระดาษสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาสคริปต์ไปถ่ายเอกสาร (ว่ากันว่ากระดาษสีแดงทำให้ถ่ายเอกสารได้ลำบาก)
  • เวลาส่งสคริปต์ให้นักแสดง โนแลนจะเดินทางไปพบนักแสดง แล้วยื่นสคริปต์ให้นักแสดงด้วยมือตัวเองเสมอ บนสคริปต์จะมีชื่อนักแสดงคนนั้นพิมพ์เป็นลายน้ำ ดังนั้นหากสคริปต์เกิดการรั่วไหล ก็จะรู้ได้ทันทีว่ารั่วมาจากนักแสดงคนไหน
  • โนแลนไม่อนุญาตให้คนในกองถ่ายใช้โทรศัพท์ โดยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Esquire ไว้ว่า “โทรศัพท์มือถือคือสิ่งที่รบกวนสมาธิเป็นอย่างยิ่ง และคนทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่มีมันอยู่ใกล้ตัว แม้ในช่วงแรกอาจลำบากอยู่บ้าง แต่การไม่มีโทรศัพท์จะช่วยให้พวกเขาจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำได้อย่างเต็มที่”
  • ไม่มีเก้าอี้ในกองถ่าย โดย Anne Hathaway ที่เคยแสดงใน The Dark Knight Rises บอกว่า “โนแลนไม่ยอมให้มีเก้าอี้ในกองถ่าย โดยเหตุผลของเขาก็คือ ถ้ามีเก้าอี้อยู่ตรงนั้น ก็จะมีคนไปนั่ง และถ้าใครกำลังนั่งอยู่ แสดงว่าเขาไม่ได้ทำงาน”
  • โนแลนไม่ชอบให้แสดงเข้าห้องน้ำ แต่ก็พอยอมรับได้ – Robert Downey Jr. ที่แสดงใน Oppenheimer เคยถามโนแลนว่า “แล้วคุณไม่เข้าห้องน้ำบ้างเหรอ?” โนแลนตอบว่า “ก็เข้านะ ตอน 11 โมงกับ 6 โมงเย็น” RDJ คิดในใจว่าหมอนี่ตั้งใจจะกวนประสาทกันใช่มั้ย
  • Cillian Murphy เป็นนักแสดงคู่บุญกับโนแลนมาหลายเรื่อง แต่ไม่เคยได้เป็นนักแสดงนำจนกระทั่งเรื่อง Oppenheimer ซึ่งตอนที่เมอร์ฟีย์ได้รับสคริปต์จากโนแลนสำหรับบทหนังเรื่องนี้ เขาก็เห็นบนหน้าแรกมีโน้ตจากโนแลนเขียนไว้ว่า “Dear Cillian, finally a chance to see you lead.” แล้วเมอร์ฟีย์ก็คว้าออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Oppenheimer

พอได้รู้ว่าโนแลนไม่มีสมาร์ตโฟน ก็ทำให้ผมนึกถึง Yuval Noah Harari ผู้เขียน Sapiens และ Nexus ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนเหมือนกัน

และการที่โนแลนไม่มีอีเมล นั่นย่อมหมายความว่าเขาไม่ได้มีโซเชียลมีเดีย ทำให้เขาใช้เวลาแต่ละวันต่างไปจากคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้

บทเรียนที่ได้จาก Nolan คงไม่ใช่การที่เราต้องเลิกเล่นโซเชียล ต้องเลิกใช้สมาร์ตโฟน หรือเขียนทุกอย่างด้วยลายมือ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะค้นพบแนวทางที่เราเชื่อมั่น และไม่หวั่นไหวไปกับกระแสหรือของเล่นใหม่ๆ ที่ใครๆ เขาว่าดีครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก:

Quora: Naveen Subramanian’s answer to Is it okay to read books and write on paper, even though everyone insists we should use the Internet for everything?

Wikipedia: Christopher Nolan

Unliad: Important reason why Christopher Nolan only uses red and black scripts

Filmmaking Lifestyle: Christopher Nolan’s Writing Process: Everything You Need To Know

เรามีความหมายกับใครบางคนโดยที่เราไม่รู้ตัว

ในหนังสือ Fluke: Chance, Chaos, and Why Everything We Do Matters ของ Brian Klaas ได้เล่าเรื่องราวหนึ่งที่ผมชอบมาก ขอยกมาถอดความไว้ตรงนี้:

ในช่วงฤดูร้อนปี 2565 โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้เกิดขึ้นอีกครั้งบริเวณชายฝั่งของประเทศกรีซ

นักท่องเที่ยวชาวมาซิโดเนียเหนือชื่อ “อีวาน” ถูกกระแสน้ำพัดออกไปจากชายฝั่ง

เพื่อน ๆ ของเขารีบแจ้งหน่วยยามฝั่ง แต่การค้นหาล้มเหลว อีวานถูกประกาศว่าสูญหายในทะเลและถูกสันนิษฐานว่าอาจเสียชีวิต

แต่อีก 18 ชั่วโมงต่อมา อีวานก็ถูกพบตัว และยังมีชีวิตอยู่!

ดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก่อนที่อีวานจะจมลงสู่พื้นบาดาล เขาเห็นลูกฟุตบอลลูกเล็ก ๆ กำลังลอยอยู่ไกล ๆ เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ว่ายไปหาบอลลูกนั้น และเกาะมันไว้ทั้งคืนจนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือ

เมื่อเรื่องราวการรอดชีวิตของอีวานกลายเป็นข่าวในกรีซ ผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับช็อก เพราะเธอจำลูกบอลที่ช่วยชีวิตอีวานได้

มันคือลูกบอลที่ลูกชายทั้งสองของเธอเล่นกันเมื่อ 10 วันก่อนหน้านี้และเตะพลาดตกลงไปในทะเล

ลูกบอลได้ลอยละล่องในท้องทะเลเป็นระยะทาง 80 ไมล์ จนมาพบกับอีวานที่กำลังจะจมน้ำพอดิบพอดี

เด็กชายทั้งสองไม่ได้คิดอะไรมากกับลูกบอลที่หายไป พวกเขาก็แค่ซื้อบอลลูกใหม่

กว่าจะได้มารู้ในภายหลังว่า หากไม่ใช่เพราะการเตะบอลพลาดครั้งนั้น อีวานก็คงไม่รอด


อ่านเรื่องราวนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงบทความ “คำเล็ก ๆ ของคนบางคน” ที่ผมเคยเขียนเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว

คำพูดของคนบางคนที่เขาอาจพูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่มันกลับอยู่ในความทรงจำของเราเพราะมันทำให้เราตัดสินใจบางอย่างที่เปลี่ยนทิศทางชีวิตเราไป

ในทางกลับกัน คำเล็กๆ ของเราบางคำ หรือการกระทำของเราบางอย่าง ก็อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตของใครบางคนโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้มีประโยชน์มากสำหรับคนทำงานตัวเล็กๆ

เพราะเราอาจมองตัวเองว่าเป็นเพียงอะไหล่ตัวหนึ่งในเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เขาจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ เราลาออกเมื่อไหร่เขาก็หาคนมาเสียบได้ทันที

แต่ไม่ว่าคนที่เขาหามาแทนจะเป็นใคร คนใหม่คนนั้นก็ไม่ใช่เรา เขาไม่ได้คิดเหมือนเรา ทำเหมือนเรา พูดจาเหมือนเรา ดังนั้น impact ที่เขาจะสร้างกับคนรอบข้างก็ย่อมแตกต่างไปจากเราแน่นอน

สิ่งที่เราทำในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือมีใครสรรเสริญ แต่เชื่อเถอะว่าทุกสิ่งที่เราทำสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างเสมอ เหมือนเด็กสองคนที่เตะบอลหล่นน้ำและทำให้นักท่องเที่ยวคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้

ดังนั้น อย่ามัวตั้งคำถามเลยว่าเราสำคัญหรือเปล่า ขอเพียงเราใช้ชีวิตของเราต่อไปให้ดี

เพราะการมีอยู่ของเรา อาจมีความหมายกับใครบางคนโดยที่เราไม่รู้ตัวครับ


ป.ล. ผมลองไปอ่านแหล่งข่าวเพิ่มเติม ก็พบว่าหนึ่งในเด็กสองคนที่ทำบอลตกน้ำชื่อ “ธานอส” ครับ

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman ว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือให้เรายอมรับใน “ความจำกัด” ของตัวเอง (finitude)

โลกทุนนิยมชอบสอนว่าเราไม่มีขีดจำกัด เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้ เพียงเรายอมจ่ายเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ได้ของชิ้นนี้มา หรือได้ความรู้ชุดนี้มา แล้ว productivity เราจะสูงขึ้น ชีวิตเราจะดีขึ้น และเราจะ “เอาอยู่” ทุกอย่าง

แต่ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือมากี่เล่ม ลองแอปมาแล้วกี่ตัว ฟังพ็อดแคสต์มาแล้วกี่ตอน ก็ยังไม่เห็นว่าจะจัดการชีวิตได้อยู่หมัดสักที

เพราะพอเราคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย ชีวิตก็มักจะส่งอะไรที่เราคิดไม่ถึงมาให้เสมอ ดั่งคติพจน์ของชาวยิวที่ว่า

“Mann Tracht, Un Gott Lacht”

“Man plans and God laughs.”

Four Thousand Weeks เลยบอกให้เรายอมรับความจริงที่ว่า วันที่เราจะเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์ ทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เราจะมีงานค้างอยู่เสมอ และเราไม่สามารถทำตามความต้องการของทุกคนได้อย่างไร้ที่ติ

เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ เราจะพบความโล่งใจอย่างประหลาด เพราะเราจะเปลี่ยนบทบาทจากคนที่ทำอะไรเพราะ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” เป็นคนที่ทำอะไรเพราะ “อยากทำ” มากขึ้น โดยไม่ต้องมีเหตุผล และไม่มัวกังวลว่าการกระทำนั้นจะทำให้เราเป็นคนดีขึ้นหรือเก่งขึ้นหรือไม่

การตระหนักถึงจุดนี้เป็นเครื่องเตือนสติที่สำคัญสำหรับคนรักการพัฒนาตัวเอง และคนที่เป็น “เดอะแบก” ทั้งในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งในที่สาธารณะ

เมื่อเรารู้สึกว่าเราต้องเก่งขึ้นทุกวัน และต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน เราก็อาจรู้สึกว่าเราไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง “ไร้สาระ” และไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

นานวันเข้าเราก็เลยกลายเป็นคนไม่กล้าอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข


ผมนึกถึงฉากหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในซีรี่ส์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance” (2019) ที่นำแสดงโดย ซันนี่ (เป้ง) ใหม่ ดาวิกา (ทานตะวัน) สกาย วงศ์ระวี (ฉลาม) และ ต้าเหนิง กัญญาวีร์ (บะหมี่)

เป้งคบกับทานตะวันมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเป้งมีพลังวิเศษที่หากทานตะวันเรียกหาเป้งเมื่อไหร่ เป้งก็สามารถทะลุมิติไปเจอทานตะวันได้ทันที

แต่ด้วยภาระหน้าที่ของความเป็นแพทย์ ทำให้หมอเป้งไม่ได้ดูแลทานตะวันเท่าที่ควร จนทานตะวันเริ่มมีใจให้ “ฉลาม” แพทย์ฝึกหัด ส่วน “บะหมี่” ที่เป็นคนขับรถพยาบาลก็แอบชอบหมอเป้งมานานแล้ว

ใน EP7 หมอเป้งขอให้บะหมี่ไปช่วยลองแหวน เพราะไซส์นิ้วนางของบะหมี่และทานตะวันใกล้เคียงกัน หมอเป้งตั้งใจจะขอทานตะวันแต่งงาน แต่พอคืนนั้นได้คุยกับทานตะวันและรู้สึกได้ว่าทานตะวันเริ่มมีใจให้ฉลาม ก็เลยทะเลาะกันจนหมอเป้งท้าให้ทานตะวันเลิก และทานตะวันก็ดันตอบตกลง

หมอเป้งที่ยังช็อคๆ งงๆ เดินกลับมาเจอบะหมี่พอดี

บะหมี่: หนูบังเอิญมาเดินเล่นแถวนี้พอดีอ่ะพี่…บังเอิญดีเนอะ…(เห็นหน้าหมอเป้งจ๋อยๆ) พี่ไม่เป็นไรแน่นะ?

หมอเป้ง: เลิกกันแล้วอ่ะ…

บะหมี่: ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเลยนะพี่

หมอเป้ง: (ยิ้มเศร้าๆ คูลๆ) ร้องทำไม…ร้องแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

บะหมี่: อย่างน้อยก็ได้ร้องไงพี่

หมอเป้งพยายามกลั้นน้ำตา ไฟตึกโดยรอบค่อยๆ ดับลง หมอเป้งบอกบะหมี่ว่าไปกันเถอะ บะหมี่เดินเข้ามาหา เอามือวางบนไหล่หมอเป้ง

บะหมี่: ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่

(หมอเป้งยิ้มส่ายหน้า แล้วบอกว่าไปกันได้แล้ว)

บะหมี่เลยเดินเข้าไปโอบกอดหมอเป้ง แล้วหมอเป้งก็ปล่อยโฮออกมา


ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เรา “ต้องเป็น” หรือ “ต้องทำ” ทั้งนั้น

เราเลือกได้ว่าเราอยากเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้ามากเกินไป จนเราหลงลืมไปว่าทำไมเราถึงมุ่งไปข้างหน้าตั้งแต่แรก

วง Aerosmith เคยกล่าวไว้ว่า Life’s a journey, not a destination.

การมีจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าลืมสนุกกับการเดินทางด้วย

เราไม่ต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนในทุกที่และทุกเวลา

ทำตัวไร้สาระบ้างถ้าหากมันทำให้เรามีความสุข และหากมีความทุกข์ก็แค่ระบายมันออกมา

“ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่”

ทิ้งความกังวลที่จะไม่ได้บรรลุตัวตนอันสมบูรณ์แบบ อยู่กับปัจจุบันให้ไม่น้อยกว่ามุ่งมั่นสร้างอนาคต

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ครับ

Hey Jude และความเป็นสุภาพบุรุษของ Paul McCartney

The Beatles คือหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

นักแต่งเพลงและนักร้องนำหลักของวงคือ จอห์น เลนนอน และ พอล แม็กคาร์ตนีย์

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้ภาพจำของสองคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เลยอยากนำมาเล่าให้ทุกคนฟัง

แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ The Beatles แต่ก็มีเพลงหนึ่งที่ผมชอบเอามากๆ

เพลงนั้นชื่อว่า Hey Jude

Hey Jude, don’t make it bad.
Take a sad song and make it better.
Remember to let her into your heart,
Then you can start to make it better.

Hey Jude, don’t be afraid.
You were made to go out and get her.
The minute you let her under your skin,
Then you begin to make it better.

เพลงนี้แต่งและร้องนำโดยพอล แม็กคาร์ตนีย์

ตอนแรกผมนึกว่าพอลแต่งเพลงนี้ให้เพื่อน เชียร์เพื่อนให้บอกความรู้สึกกับสาวคนนั้นที่เราแอบชอบเขาอยู่

แต่จริงๆ แล้วเพลงนี้มีที่มาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเสียอีก

ตอนแรกพอลตั้งชื่อเพลงนี้ว่า “Hey Jules”

Jules เป็นชื่อเล่นของ Julian Lennon ลูกชายของ John Lennon กับ Cynthia Lennon ที่เกิดเมื่อปี 1963

ปลายปี 1966 John Lennon ได้เจอกับ Yoko Ono และตกหลุมรักโอโนะแบบหัวปักหัวปำ จึงทิ้งซินเธียและจูลส์เพื่อจะได้ไปอยู่กับโยโกะ

เมื่อพอลทราบข่าวว่าซินเธียต้องอยู่กับลูกเพียงลำพัง พอลจึงขับรถไปหาซินเธีย ระหว่างทางก็คิดว่าจะปลอบประโลมซินเธียอย่างไรดี จึงแต่งเนื้อร้องและทำนอง “Hey Jules” ระหว่างที่ขับรถ

ต่อมาชื่อเพลงจึงถูกปรับเป็น Hey Jude เพื่อให้ร้องเข้าปากมากขึ้น และถูกปล่อยออกมาในเดือนสิงหาคม 1968

And anytime you feel the pain, hey Jude, refrain,
Don’t carry the world upon your shoulders.
For well you know that it’s a fool who plays it cool
By making his world a little colder.

อีกสามเดือนถัดมา จอห์นก็หย่ากับซินเธีย และแต่งงานกับโยโกะตอนต้นปี 1969

มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่แม้ว่าจะไม่ได้รับการยืนยัน แต่ก็กลายเป็นตำนานที่แสดงถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างพอลกับซินเธีย

หลังจากหย่ากัน จอห์นไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูให้ซินเธียกับจูลส์มากนัก วันเวลาผ่านไป ซินเธียเริ่มขัดสนทางการเงิน จึงตัดสินใจเอา “สมบัติ” ของเธอออกมาประมูลขาย ไม่ว่าจะเป็นจดหมายรักที่จอห์นเคยเขียนหาเธอ รวมถึงรูปภาพที่จอห์นเคยวาดให้เธอ

และแล้วก็มีคนยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อภาพวาดและจดหมายเหล่านั้นไป

ไม่กี่วันถัดมา พัสดุชิ้นหนึ่งก็ถูกส่งมาที่บ้านของซินเธีย เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นจดหมายและภาพวาดที่ถูกใส่กรอบไว้เป็นอย่างดี

ในนั้นมีกระดาษโน้ตพร้อมข้อความสั้นๆ

Never sell your memories.

Love,
Paul McCartney

เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความเป็นสุภาพบุรุษของพอล แม็กคาร์ตนีย์ ซึ่งยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เพลง Hey Jude ยังคงสร้างความอบอุ่นใจให้กับทุกคนที่ได้ฟัง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Shiv Tandon’s post and Bill Freeman’s comment