นิทานสงครามไข่ไก่

20181123_eggwar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาแปะคนหนึ่งขายไข่ไก่ฟองละ 2 บาทมาเนิ่นนาน มีลูกค้าประจำมากมายเพราะละแวกนั้นมีแกขายอยู่คนเดียว

อาหมวยเห็นว่าอาแปะขายดี จึงตั้งแผงขายไข่ไก่ฝั่งตรงข้ามอาแปะ ตั้งราคาขายฟองละ 1 บาทเพื่อตัดราคา

ลูกค้าแผงอาแปะหลั่งไหลมาซื้อไข่ไก่แผงอาหมวยล้นหลาม อาแปะเริ่มรู้สึกว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปต้องแย่แน่ๆ จึงลดราคาเหลือ 1 บาทเท่าอาหมวย

ลูกค้าแผงอาหมวยเริ่มหันมาซื้อกับอาแปะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ราคาจะเท่ากัน แต่ลูกค้าเชื่อถือคุณภาพไข่ไก่ของอาแปะมากกว่า

อาหมวยเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดราคาไข่ไก่ จาก 1 บาทเหลือ 25 สตางค์ ยอมเข้าเนื้อหน่อย แต่เพื่อกำจัดคู่แข่งก็ถือว่าคุ้ม

ลูกค้าจากแผงอาแปะและหลายๆ ที่แห่มาซื้อไข่ไก่อาหมวยกันหนาตา อาหมวยรู้สึกกระหยิ่มในใจยิ่งนัก ดูซิว่าอาแปะจะกล้าลดราคาลงมาสู้อีกไหม

เวลาผ่านไปเป็นเดือน อาแปะก็ยังคงขายไข่ไก่ฟองละ 1 บาท มีลูกค้ามาซื้อบ้างประปราย

ฝั่งแผงอาหมวยแม้จะมีลูกค้ามากมายแต่ก็เริ่มรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว ฟองละ 25 สตางค์ยิ่งขายยิ่งขาดทุน แต่อาหมวยก็ประหลาดใจยิ่งนักว่าทำไมอาแปะยังอยู่ได้

วันหนึ่งอาหมวยทนไม่ไหวจึงเดินข้ามฝั่งไปถามอาแปะ

อาหมวย: อาแปะ ขายฟองละ 1 บาท ลูกค้าก็แค่นี้ ลื้ออยู่ได้ยังไง

อาแปะ: อั๊วอยู่ได้สิ ก็อั๊วซื้อไข่ลื้อมาขายไง

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เหลืออีกกี่วันเพ็ญ

20181122_fullmoon

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยผมยังเรียนมัธยมอยู่ที่นิวซีแลนด์และผู้คนยังไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ วิธีเดียวที่จะได้คุยกับพ่อแม่คือโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งค่าโทร.นาทีละหลายสิบบาท

เมื่อไม่มี Facebook ไม่มี LINE คุยโทรศัพท์ก็ไม่ได้เห็นหน้าแถมคุยได้ไม่บ่อย การจะเกิดอาการ home sick คิดถึงบ้านจึงเกิดได้ง่ายกว่าสมัยนี้

ผมจะได้กลับเมืองไทยกลางเดือนธันวาคม ถ้าตอนนี้เป็นเดือนพฤศจิกายน ผมต้องรออีกตั้ง 1 เดือนหรืออีกตั้ง 30 วันกว่าจะได้กลับบ้าน ซึ่ง 1 เดือนสำหรับวัยรุ่นนั้นเป็นเวลาที่ยาวนานมาก

แต่ผมก็พบเคล็ดลับ ว่าถ้าเรานับว่าเหลืออีกแค่ 4 สัปดาห์ก็จะได้กลับบ้าน มันก็จะรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย

1 เดือนรู้สึกนาน 30 วันก็รู้สึกนาน แต่ 4 สัปดาห์กลับรู้สึกว่าไม่นาน เพราะสัปดาห์นึงผ่านไปเร็วจะตาย

แค่เปลี่ยนวิธีนับ ความรู้สึกก็เปลี่ยน

—–

ใครๆ ก็รู้ว่าพระจันทร์เต็มดวงนั้นงดงาม

แต่จะมีซักกี่คนตั้งใจมองพระจันทร์คืนวันเพ็ญ

เพราะมันเกิดขึ้นเป็นประจำ เราเลยไม่ค่อยใส่ใจกับมันมากนัก วันนี้ไม่เห็น เดี๋ยววันหน้ามันก็เต็มดวงอีกอยู่ดี

แต่สำหรับคนวัยกลางคนอย่างผม ที่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกซัก 40 ปี ผมจะมีโอกาสได้เห็นพระจันทร์เต็มดวงอีกแค่ 480 ครั้งเท่านั้น

และสำหรับคนที่อยู่ในวัยเกษียณ โอกาสที่จะได้เห็นพระจันทร์เต็มดวงอาจน้อยกว่า 100 ครั้งด้วยซ้ำไป

—–

คนไทยทุกคนน่าจะผูกพันกับวันลอยกระทง

ในวัยเด็ก เราเคยได้ออกไปลอยกระทงกันทั้งนั้น ได้เล่นดอกไม้ไฟ ได้เห็นผู้คนมากมาย บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็มาเป็นครอบครัว

พอเราโตขึ้น เราก็เริ่มห่างเหินวันลอยกระทงไปเรื่อยๆ งานยุ่งบ้างล่ะ ขี้เกียจบ้างล่ะ ติดละครบ้างล่ะ ฯลฯ

รูปประกอบบทความนี้ผมถ่ายที่ระเบียงบ้านก่อนจะมานั่งเขียนบทความ ขณะนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ผมกำลังรอแฟนกลับมาจากที่ทำงาน เพื่อจะพาลูกสาววัย 3 ขวบออกไปลอยกระทงครั้งแรกในชีวิต

ลูกสาวของผมยังมีโอกาสลอยกระทงอีก 70 ครั้ง

ส่วนผมกับแฟน จะมีโอกาสลอยกระทงอีกแค่ 40 ครั้งเท่านั้น

ครับ เมื่อเราเปลี่ยนวิธีนับ ความรู้สึกเราก็จะเปลี่ยน ความคิดก็อาจเปลี่ยน และการกระทำก็อาจเปลี่ยน

แทนที่จะนับว่า พ่อกับแม่เราน่าจะอยู่ได้อีกซัก 10-20 ปี ลองนับดูใหม่ว่าเราจะได้กินข้าวกับพ่อแม่แบบพร้อมหน้าพร้อมตาอีกกี่มื้อ หรือเราจะได้พาท่านไปเที่ยวอีกกี่หน

เมื่อเปลี่ยนวิธีนับ จะรู้ว่าเราไม่ได้มีเวลาเหลือมากอย่างที่คิด

อ่านบทความตอนนี้จบแล้ว ลองออกไปมองดูพระจันทร์วันเพ็ญเดือนสิบสองดูนะครับ

มันสวยมากเลยทีเดียว

 

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

“รอให้มีเวลาก่อน”

20181121

คือการหลอกตัวเองที่คลาสสิคที่สุดในโลก

เพราะยิ่งรอนานเท่าไหร่ เวลายิ่งมีน้อยลงเท่านั้น

เมื่ออายุมากขึ้น ความรับผิดชอบย่อมมากขึ้น คนที่ต้องดูแลก็มีมากขึ้น เวลาที่จะทำในสิ่งอยากทำเลยยิ่งหดหาย

การตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเรา ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งใหญ่ แต่มันคือการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทุกชั่วโมงของทุกวันว่าเราจะใช้มันไปกับอะไรบ้าง

ดังนั้น อย่ารอให้มีเวลา แต่จง “จัดเวลา” ให้กับสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายกับเราอย่างแท้จริงกันเถอะ

เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย

20181119b

แต่ละวันเรามีเรื่องให้หงุดหงิดได้ตลอด

คนขายกาแฟพูดจาไม่เพราะ

เฟซบุ๊คโหลดช้า

น้องในทีมคุยกันเสียงดัง

ได้ถั่วงอกทั้งๆ ที่สั่งเล็กไม่งอก

คนที่เราไม่ชอบดูมีความสุขกว่าที่ควร

นี่เรากลายเป็นผดุงความถูกต้องของโลกใบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?

คนที่หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยถือเป็นคนมีกรรมนะครับ แทนที่จะเห็นคุณค่าของ 100 เรื่องที่เป็นดั่งใจ เรากลับหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับ 1 เรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ แต่ละวันจึงแทบไม่เหลือช่องว่างให้เรามีความสุขหรือความสบายใจเลย

เรื่องบางเรื่องมันน่าหงุดหงิดก็จริง แต่เราไม่จำเป็นต้องหงุดหงิดก็ได้

เพราะการหงุดหงิดแต่ละครั้ง ไม่น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับใคร

แต่คนที่เสียประโยชน์แน่ๆ คือตัวเราเองครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าคิดอะไรไม่ออก

20181119.png

ให้ลงมือทำไปก่อน

ทราบมั้ยครับว่า สำหรับผม การเขียนบทความเป็นเรื่องค่อนข้างง่ายทีเดียว

สิ่งที่ยากกว่าการเขียนบทความมากๆ คือการคิดประเด็น

ถ้าคิดประเด็นไม่ออก ผมจะร้อนรนไปทั้งวัน ต้องเข้าเน็ต ต้องพลิกหนังสือ ต้องกลับไปดูโน๊ตเก่าๆ บางทีก็ต้องออกไปวิ่งให้หัวสมองมันเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่าง

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเจอประเด็นที่น่าสนใจ แต่พอได้ประเด็นมาแล้ว กระบวนการเขียนใช้เวลาแค่ 15-30 นาทีเอง

แต่ก็มีบางครั้ง ถ้าคิดประเด็นอะไรไม่ออกจริงๆ ผมจะมานั่งหน้าจอคอมเปล่าๆ แล้วลงมือพิมพ์

พิมพ์อะไรก็ได้ที่ผ่านเข้ามาในหัว เพียงไม่นาน ประเด็นมันก็จะผุดขึ้นมาเอง

การลงมือทำอะไรบางอย่าง คือการเปิดทางให้สมอง

คนเรามักจะต้องรอ inspiration ก่อน ถึงจะเกิด motivation แล้วค่อยเกิด action

Inspiration > Motivation > Action

แต่ถ้าเราต้องผลิตงานทุกวัน การนั่งรอ inspiration เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือ

Action > Motivation > Inspiration

ลงมือทำอะไรซักอย่างก่อน เมื่อได้เริ่มต้นแล้วแรงผลักดันจะตามมาเอง และถ้าโชคดีก็อาจะได้แรงบันดาลใจที่จะส่งผลให้งานมันออกมาดีกว่าที่คาด

คิดอะไรไม่ออก ให้ลงมือทำไปก่อน

แล้วเดี๋ยวก็จะคิดออกเอง

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb