ผิดบวกผิดไม่เท่ากับถูก

20190522_twowrongs

แต่เราก็เผลอใช้สมการนี้ตลอดเวลา

เวลาใครด่าเรามา เราก็เลยด่ากลับ

เวลาเห็นเพื่อนอู้งาน เราก็เลยอู้งานบ้าง

เวลาแฟนทำอะไรให้เราไม่พอใจ เราก็เลยประชดประชัน

เพราะหนึ่งใน need พื้นฐานของมนุษย์ คือการไม่อยากถูกเอาเปรียบ

ถ้าเขาทำได้ ฉันก็ต้องทำได้สิ

แต่บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความยุติธรรม หากความยุติธรรมนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อเรา

เพราะผิดบวกผิดไม่เคยเท่ากับถูกครับ

นิทานรถเมล์

20190521_bus.png

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บนรถเมล์ มีคุณป้าหิ้วตะกร้าผักเพื่อไปตลาดขึ้นรถมา

ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบลุกให้นั่ง

คุณป้ายิ้มแล้วถามว่า

“ไอ้หนุ่ม ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”

“28 แล้วครับ”

“28 แล้วยังต้องขึ้นรถเมล์อีกเหรอ ลูกสาวป้า 24 ก็ซื้อรถเองแล้ว”

ชายหนุ่มสะดุดเล็กน้อย ก่อนยิ้มตอบ

“ผมก็ซื้อรถไว้คันหนึ่งเหมือนกันครับ”

“อ้าว แล้วทำไมมาขึ้นรถเมล์ล่ะ?”

“ผมซื้อให้แม่ใช้ครับ แกไปจ่ายตลาดบ่อย เลยไม่อยากให้ต้องลำบากขึ้นรถเมล์ครับ”

—–

ขอบคุณนิทานที่ส่งต่อมาทางไลน์ (ต้นฉบับน่าจะเป็นของจีน ผมนำมาดัดแปลงเล็กน้อยครับ)

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

แทนที่จะถามว่าต้องทำยังไงจะไปถึงเป้าหมาย

20190520_whodoineedtobe

ลองถามว่า “เราต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะไปถึงเป้าหมาย” ดู

เช่นถ้าเราอยากมีเงินซัก 10 ล้านบาทก่อนเกษียณ

เราก็ควรเป็นคนที่

– ขยันทำงาน

– เข้าใจเรื่องการลงทุน

– กล้าเสี่ยงอย่างมีสติ

– มองเห็นโอกาสในปัญหา

– ชอบลงมือทำมากกว่าพูด

– ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

ถ้าการคิดว่าเราควรเป็นคนแบบไหนนั้นยากเกินไป อีกวิธีนึงก็คือการคิดว่าเราไม่ควรเป็นคนแบบไหน

ถ้าเราอยากมีเงินซัก 10 ล้านบาทก่อนเกษียณ เราก็ไม่ควรเป็นคนที่

– ขี้เกียจ

– ไม่เคยศึกษาเรื่องการลงทุน

– กลัวนั่นกลัวนี่ไปหมด

– มองเห็นปัญหาแล้วเอาแต่บ่น

– พูดมากกว่าทำ

– ใช้เงินมากกว่าที่หามาได้

แล้วก็บอกตัวเองว่าอย่าเป็นคนแบบนั้น

เมื่อเราเข้าใจตัวตนของคนที่จะบรรลุเป้าหมายที่เรามุ่งหวัง เราก็จะรู้เองครับว่าเราต้องทำอะไรบ้าง

ใครเห็นความโง่ คนนั้นเห็นโอกาส

20190520_stupidity

ใครที่เห็นความโง่ของตัวเอง เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะเป็นคนที่ฉลาดและดีกว่านี้

ใครที่เห็นความโง่ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่ เขาย่อมเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ

ใครที่เห็นความโง่ของคนอื่น เขาย่อมเห็นโอกาสที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม

ดังนั้น เมื่อพบกับความโง่ทั้งในตัวเองและในตัวคนอื่น อย่ามัวแต่เสียเวลาหงุดหงิดอยู่เลยนะครับ

โอกาสมารออยู่ตรงหน้าคุณแล้ว

คำถามที่เราควรถามดีไซเนอร์

20190520_questionfordesigner

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง Wongnai ได้เชิญพี่เก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม มาแชร์ประสบการณ์ในกิจกรรม Wongnai WeShare

พี่เก่งเป็นผู้จัดงาน Creative Talk และเป็นผู้ก่อตั้งดิจิตัลเอเจนซี่นาม rgb72

เมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว พี่เก่งเคยทำงานอยู่ที่นิวยอร์คให้กับบริษัทของมาร์ธ่า สจ๊วต (Martha Stewart) ผู้เป็นไอดอลเรื่องงานบ้านและสวนของแม่บ้านชาวอเมริกัน

พี่เก่งได้รับมอบหมายให้ออกแบบเว็บไซต์ eCommerce สำหรับขายดอกไม้

พี่เก่งมั่นใจตัวเองมาก เพราะในตอนนั้นมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องการออกแบบเว็บไซต์ เขาจึงใช้เวลาไม่นานในการคิดคอนเซ็ปต์เว็บขายดอกไม้นี้ก่อนจะเข้าไปนำเสนอกับมาร์ธ่า

ถึงวันที่ต้องคุยกัน พี่เก่งเข้าไปคุยกับมาร์ธ่าเพียงคนเดียว และเสนอว่าเว็บไซต์ควรจะมีธีมสีชมพู

แทนที่มาร์ธ่าจะออกความเห็นอะไร เธอถามกลับมาสั้นๆ แต่ผลกระทบนั้นยาวนาน

“ทำไมต้องชมพูนี้?”

ทำไมไม่ชมพูเข้มกว่านี้ หรือทำไมไม่ใช้ชมพูอ่อนกว่านี้

พี่เก่งพบว่าตัวเองตอบไม่ได้ ความมั่นใจที่พกมาหล่นหาย สำนึกได้ว่าเตรียมตัวมาน้อยเกินไป

พี่เก่งขอตัวกลับมาทำการบ้านอีกสองสัปดาห์ ศึกษาอย่างลงลึก พูดคุยกับผู้คนหลากหลาย จนได้สีชมพูที่ตัวเองมั่นใจ

เมื่อต้องกลับมาคุยกับมาร์ธ่าอีกครั้ง พี่เก่งเตรียมคำตอบไว้สำหรับทุกคำถามที่มาร์ธ่าน่าจะอยากถาม

แต่เมื่อเอาดีไซน์ให้ดู มาร์ธ่าแค่พยักหน้าตอบว่า “โอเค”

ไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม คำตอบที่เตรียมไว้หลายย่อหน้าไม่ได้ถูกใช้งาน

เมื่อมองย้อนกลับไป มาร์ธ่าคงเก๋าพอที่จะอ่านเกมออกว่า พี่เก่งคงไปทำการบ้านมากอย่างเต็มที่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องถามอะไรอีก

พี่เก่งเลยให้ข้อคิดว่า เวลาเราใช้ให้ graphic designer ทำอะไร แม้เราจะไม่มีความรู้ด้านกราฟิกหรือไม่มีหัวศิลปะเลยก็อย่ากังวล เพราะเราสามารถตรวจงานได้ง่ายๆ ด้วยคำถามที่ว่า

“ทำไมถึงทำอย่างนี้”

ทำไมถึงวางโลโก้ไว้ตรงนี้ ทำไมถึงเลือกใช้โทนสีนี้ ทำไมถึงใช้ฟอนต์นี้

ทำไม ทำไม ทำไม

ดีไซเนอร์ที่ดีจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ เพราะทุกเรื่องผ่านการคิดมาอย่างละเอียดแล้ว

ถ้าเขาตอบไม่ได้ แสดงว่าเขาอาจจะยังไม่ได้เต็มที่พอ

ผมว่าเราสามารถใช้แนวทางคำถามนี้เวลาทำงานกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์ด้วยก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ