
สำหรับคนที่เป็นนักเขียนหรือบล็อกเกอร์ จะมีประโยคหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจเวลาได้อ่านงานเขียนชั้นเลิศ
ประโยคนั้นก็คือ “อยากเขียนให้ได้แบบนี้บ้าง”
ซึ่งมีนักเขียนเพียงสองท่านเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้
คนแรกคือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และหนังสืออย่าง “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ก็เป็นหนังสือที่ผมติดมือไปฝากเพื่อนบ่อยที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะสำหรับผมมันคืองานระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งแต่ก่อนหาซื้อได้ยาก แต่โชคดีที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นนำมาจัดพิมพ์ใหม่และนำมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสือ
คนที่สองที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้ คือพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks และหนังสือเล่มล่าสุดอย่าง “อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” ก็เป็นผลงานที่ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นมาสเตอร์พีซในใจนักอ่าน-นักเขียนอีกหลายคนในอนาคต
เมื่อช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว (พ.ศ. 2568) มีความต้องการบางอย่างเกิดขึ้นในใจผม นั่นคือการแสวงหาแนวทาง “การใช้ชีวิตให้ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป”
‘ดีงาม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความในเชิงศีลธรรม (moral) แต่หมายถึงในเชิงคุณภาพ (excellent) – How to live an excellent life without trying too hard.
ผมหาหนังสือฝรั่งอย่าง Effortless ของ Greg McKeown และ Upstream ของ Dan Heath มาอ่าน แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ได้ประทับอยู่ในใจ
เมื่อตอนขึ้นปีใหม่ 2569 ผมมอบหมายให้คำว่า “Discipline” เป็นธีมประจำตัวของปีนี้ เพราะรู้สึกว่าปี 2568 ใช้ชีวิตหย่อนเกินไป ส่วนปีก่อนหน้าก็ตึงเกินไป ปีนี้เลยอยากหา ‘ทางสายกลาง’ ให้เจอ
แล้วก็ได้รับข่าวดีระหว่างขับรถไปทำงาน และฟังรายการ openbooks CLUB กับ The Cloud ตอนที่ 3 ว่าพี่ภิญโญกำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่
แค่ประโยคไฮไลต์เปิดอีพีนี้ก็กินใจและเด็ดขาด:
“แท้จริงแล้วผมไม่ได้เขียนหนังสือ
หนังสือที่ผมทำมันเขียนผม
แท้จริงแล้วผมไม่ได้เปลี่ยนที่อยู่
แต่ที่อยู่มันเปลี่ยนชีวิตผม”
พี่ภิญโญ และพี่ปุ๊ก (จนัญญา เตรียมอนุรักษ์) ย้ายบ้านและสำนักพิมพ์ไปอยู่ที่เชียงดาวเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และ openbooks ไม่ได้ออกงานสัปดาห์หนังสือมาถึง 7 ปี
งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาเป็นการกลับมาครั้งแรกของ openbooks และบูธ G08 จึงเป็นบูธแรกที่ผมไปเยือนเพื่อหาหนังสืออู๋เหวยมาอ่าน
แต่มองหาอยู่นานก็ไม่เจอ จนต้องถามน้องคนขายว่ายังมีเหลืออยู่ไหม น้องพนักงานจึงหยิบหนังสือสีชมพูดอกซากุระมาให้ ผมรับหนังสือและกลับมาอ่านอย่างช้าๆ จนจบภายใน 3 วัน ก่อนจะกลับมาอ่านซ้ำและอ่านจบไปอีกรอบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อมีเวลาคิดทบทวนก็ยิ่งแน่ใจว่า นี่แหละหนังสือที่ผมตามหามาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะมันบรรจุ “แนวทางการผดุงชีวิต” ที่น่าจะช่วยให้ผมพบทางสายกลางสู่ชีวิตที่ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป
ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อจะสรุปหนังสืออู๋เหวย – พี่ภิญโญได้พูดไว้บนเวทีกลางในงานสัปดาห์หนังสือว่า การจะรู้ว่าอาหารจานหนึ่งอร่อยหรือไม่ เราต้องได้ลิ้มรสด้วยลิ้นของเราเองจากต้นทาง ถ้ามีใครเคี้ยวอาหารให้จนละเอียดแล้วคายออกมาให้เราได้กินต่อ ความเอร็ดอร่อยก็คงแทบไม่เหลือ
ผมได้ยินคำว่า อู๋เหวย หรือ wu wei มาสักพักใหญ่ โดยในหนังสือเต้าเต๋อจิงใช้คำว่า “การไม่กระทำ” ส่วนฝรั่งแปลคำนี้ว่า non-doing หรือ effortless action
แต่คำแปลที่งดงามที่สุดมาจากท่านเขมานันทะ ที่แปลอู๋เหวยว่า “อกรรมกิริยา”
อกรรมกิริยาไม่ใช่การไม่กระทำ แต่เป็นการกระทำที่ไม่เกิดกรรม เพราะแม้จะมีการกระทำ แต่ไม่มีตัวตนของผู้กระทำ ดังบทที่สองของเต้าเต๋อจิง
“ปราชญ์ถือหลัก
ไม่กระทำ (อู๋เหวย)
เคลื่อนไหวโดยไม่สอนสั่งสร้างสรรค์สรรพสิ่งโดยไม่ชี้นำ
ดำรงอยู่ แต่ไม่ครอบครองกระทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
สำเร็จกิจโดยไม่หวังเกียรติคุณเพราะไม่หวังเกียรติคุณ
ความสำเร็จจึงยั่งยืน”
สำหรับผม วรรคสุดท้ายเป็นวรรคทอง
“เพราะไม่หวังเกียรติคุณ ความสำเร็จจึงยั่งยืน”
ไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรโดยไม่หวังผล ทำอะไรโดยไม่หวังให้มีคนมาชื่นชม ยิ่งเราถูกสอนให้เป็นคน results-oriented ในโลกธุรกิจ และถูกวัดความสำเร็จในชีวิต content creator จากยอดไลก์และยอดแชร์มาเป็นสิบปี
แต่ถ้าเราเข้าสู่สภาวะนี้ได้ เราจะกลายเป็นคนที่พระไพศาล วิสาโลเรียกว่า “ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส” และเป็นคน “ทำงานเพื่องาน” ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำภารกิจใหญ่ให้สำเร็จเสร็จสิ้น
แต่เรารู้หรือไม่ว่าภารกิจใหญ่ของเราคืออะไร และถ้ารู้แล้วเรายังจะมีแรงเหลือเพื่อกระทำกิจนั้นจริงหรือ เพราะอุปสรรคสำคัญของคนยุคนี้ คือเรามีกิจกรรมมากเกินไป
“ในชั่วชีวิตเราอาจไปร่วมงานต่างๆ มากมาย นับได้พันหมื่น แต่งานที่เปี่ยมความหมาย ดำรงอยู่ในความทรงจำ ส่งผลสะเทือนสำคัญ ทำให้เราตื่นจากความฝัน อาจนับได้ไม่เท่านิ้วมือเช่นกัน
ทุกวันนี้ โลกจึงเต็มไปด้วยหมู่ชนที่จัดกิจกรรมมากมาย โดยหาได้ใส่ใจในกิจกรรมนั้นๆ หากเราหลงลืมไม่เลือกคัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน พลังงานเราจะหมดไปกับ ‘กิจกรรม’ จนเหลือเวลาให้ ‘กิจที่ต้องกระทำ’ น้อยเต็มที
กิจกรรมเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องถูกทิ้ง การเกรงใจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องละวางไว้ หากเราอยากจัดการชีวิตใหม่ การทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง”
เมื่ออ่านหนังสือจบ ผมได้ข้อสรุปว่าการจะมีอู๋เหวยในชีวิตได้ เราต้องมีความกล้าห้าประการ
กล้าหยุด กล้ากลับตัว กล้าทิ้ง กล้ารอ
และเมื่อปัจจัยถึงพร้อม เราต้องกล้าลงมือทำ
ขอขอบคุณพี่ภิญโญที่เริ่มต้นรังสรรค์อู๋เหวยขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือนสาม และปิดต้นฉบับลงพร้อมบทนำในคืนวันเพ็ญเดือนหก ประหนึ่งการน้อมถวายปฏิบัติบูชาแด่พระบรมศาสดาเอกของโลก
“อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” คือหนังสือที่ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อจะได้จัดสรรพลังงานให้กับกิจสำคัญแห่งชีวิตครับ