ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความลำบาก

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เราสามารถรับมือทุกความลำบากที่เราต้องเผชิญ

“A happy life consists not in the absence, but in the mastery of hardships.”
-Helen Keller

ผมเคยเจอภาพหนึ่งที่ติดตาติดใจพอสมควร

เป็นภาพของหมาป่าสองตัว

หมาป่าตัวแรกเป็นหมาป่าวัยเด็ก นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ที่กลางหลังมีธนูปักอยู่หนึ่งดอก

หมาป่าตัวที่สองเป็นหมาป่าวัยหนุ่มกำลังยืนมองหมาป่าตัวแรก กลางหลังของหมาป่าวัยหนุ่มมีธนูปักอยู่สิบเจ็ดดอก

หมาป่าตัวแรกคือ “The old me” – ตัวเราคนเดิม

หมาป่าตัวที่สองคือ “Me now” ตัวเราวันนี้

พร้อมคำโปรยที่ว่า “Life does not get easier. You just get stronger.”

เราไม่ควรหวังให้ชีวิตมันง่ายขึ้น เราควรหวังให้ตัวเราแข็งแกร่งขึ้น เพราะนั่นคือทางที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ได้และอยู่ดีในโลกที่ไม่แน่นอน

แล้วเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร?

Jocko Willink อดีตหัวหน้าหน่วยซีลให้คำแนะนำแบบกำปั้นทุบดินว่า

“If you want to be tougher, be tougher.”

ถ้าอยากเข้มแข็งกว่านี้ ก็จงเข้มแข็งกว่านี้

ความเข้มแข็งทางจิตใจนี่ก็แปลก มันไม่ต้องอาศัยต้นทุนอะไรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเราอยู่แล้ว

เราคงไม่สามารถรับธนูสิบเจ็ดดอกได้ในชั่วข้ามคืน แต่เราสามารถค่อยๆ เพิ่มธนูจากหนึ่ง เป็นสอง เป็นสามดอกได้

เมื่อเราเจอธนูปักที่กลางหลัง แทนที่จะล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเหมือนที่เคยทำ ลองพยายามหยัดยืนโดยไม่ฟูมฟาย แล้วเราอาจได้ค้นพบว่าเราแข็งแกร่งว่าที่เราคิด

ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความลำบาก

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เราสามารถรับมือทุกความลำบากที่เราต้องเผชิญครับ

มองให้เห็นว่ามันเป็นแค่ Bad Moments

เป็นเรื่องปกติของคนที่ยังฝึกตนมาไม่ดี เมื่อมีอะไรมาสะกิดแค่นิดหน่อยก็เพียงพอให้เราขุ่นเคืองได้ทั้งวัน

น้ำที่ถูกกวนให้ขุ่นปล่อยไว้ไม่นานก็ตกตะกอน แต่ใจที่ถูกกวนให้ขุ่นเราไม่ยอมปล่อยมันไว้เฉยๆ ต้องเข้าไปกวนใหม่ซ้ำๆ เหมือนคนชอบทำร้ายตัวเอง

เหตุการณ์ร้ายๆ กินเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไม่มีความจำเป็นที่จะปล่อยให้มันกัดกินเวลาที่เหลือของวันนี้

“We all have bad moments, bad minutes, bad hours, but we don’t have to have bad days.”
-Julie Gurner

ถ้าเรามีสติพอ เราจะไม่ปล่อยให้ bad moments ทำให้ทั้งวันกลายเป็น bad day ครับ

เห็นคุณค่าของปัญหาที่เราไม่มี

ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมองเห็นสิ่งที่ไม่มี

คนที่อ่านหนังสือเก่งจะ “อ่านระหว่างบรรทัด” จนสามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อแม้เขาจะไม่ได้บรรยายมันออกมา

หนึ่งในคดีที่โด่งดังของเชอร์ล็อกโฮล์มส์ ก็คือการหายตัวไปของม้าแข่ง Silver Blaze ทั้งที่มีหมาเฝ้าคอกอยู่

Inspector Gregory: “Is there any point to which you would wish to draw my attention?”

Sherlock Holmes: “To the curious incident of the dog in the night-time.”

Inspector Gregory: “The dog did nothing in the night-time.”

Sherlock Holmes: “That was the curious incident.”

ประเด็นสำคัญที่ช่วยให้โฮล์มส์ไขคดีได้ ก็คือการที่หมาไม่เห่าตอนเกิดเหตุนั่นเอง

ผมเคยเขียนบทความตอนหนึ่งว่า “เวลาดูคนเก่ง อย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ได้ทำด้วย

เมื่อเราเห็นสิ่งที่คนเก่งไม่ได้ทำ สงสัยหมาที่ไม่ได้เห่า และเข้าใจข้อความที่ไม่ได้เขียนออกมา เราจะคิดและมองอะไรได้กว้างกว่าเดิม

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ จู่ๆ ผมก็คิดขึ้นได้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องเจอปัญหาที่คนอื่นเขาเจอกัน

ไม่มีปัญหาพี่น้องทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีปัญหาพี่เลี้ยง ไม่มีปัญหากับลูกทีม

ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ ปัญหายังมีให้แก้อยู่ทุกวัน แต่ปัญหาที่ไม่มีให้แก้นั้นเยอะกว่าหลายเท่า

เห็นคุณค่าของปัญหาที่เราไม่มี แล้วจะตระหนักได้ว่าเรายังโชคดีกว่าคนอีกมากมายครับ

Miswanting – เมื่อสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด

คำสาปหนึ่งของมนุษยชาติ คือเรามักคาดการณ์ผิดว่าเราจะมีความสุขขนาดไหนหากเราได้ “สิ่งนั้น” มาไว้ในครอบครอง

ไม่ว่าจะเป็นรถในฝัน บ้านในฝัน หรือแม้กระทั่งคนในฝัน

เรามีแนวโน้มที่จะ overestimate ทั้งระดับและระยะเวลาของความสุขที่เราจะได้มาจากการบรรลุเป้าหมาย

นักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า miswanting คือการไขว่คว้าในสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ แต่เมื่อได้มันมาแล้วเรากลับรู้สึกแปลกใจที่มันไม่ได้สร้างความอิ่มเอมเท่าที่เราคิด

และแม้ว่าเราจะคิดผิดมาแล้วหลายครั้ง เราก็ยังเจ็บไม่จำอยู่ดี

แม้ว่ารถคันที่แล้วจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขนาดนั้น แต่พอมีรถออกใหม่ให้ใฝ่ฝันถึง เราก็ยังแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าหากได้รถคันนี้มา มันจะนำพามาซึ่งความสุขมากกว่ารถคันเดิม

จะว่าไป ช่วงเวลาแห่งการไขว่คว้านั้นมีรสชาติกว่าช่วงเวลาแห่งการได้มาเสียอีก เพราะเมื่อได้มันมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วก็จะเริ่มจืดจาง สิ่งที่เคยแสนพิเศษก็จะกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Mark Manson เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

“The only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.”

วิธีทำลายล้างความฝัน คือการทำให้มันกลายเป็นจริง

เมื่อรู้แล้วว่ามนุษย์ต้องคำสาปที่ไม่อาจถอดถอนได้ แล้วเราจะมีความสุขขึ้นได้อย่างไร?

Dr. Laurie Santos อาจารย์มหาวิทยาลัย Yale และผู้จัดพ็อดแคสต์ “The Happiness Lab” บอกว่า จากงานวิจัย คนที่มีความสุขนั้นมักจะมี 5 สิ่งนี้

  1. มีความสัมพันธ์ที่ดี – social connection
  2. โฟกัสที่คนอื่นมากกว่าเรื่องตัวเอง – other-orientedness
  3. เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี – gratitude
  4. ดื่มด่ำกับประสบการณ์ดีๆ ในชีวิต – savoring
  5. ร่างกายได้เคลื่อนไหว – exercise

ข้อ 3 กับ 4 นั้นสอดคล้องกับประเด็นข้างต้น เพราะคนเรามักไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่เราได้แต่ฝันถึงด้วยซ้ำ

หากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ในชีวิต วิธีหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยได้คือการเขียน gratitude journal

หลักการนั้นง่ายมาก ก่อนจะเข้านอนให้เขียน 3-5 เรื่องที่เราอยากจะขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือแม้กระทั่งฟ้าฝน

อาจจะขอบคุณคนในครอบครัว ขอบคุณคนแปลกหน้าที่ยิ้มให้ ขอบคุณฝนที่ทำให้อากาศเย็นสบาย

ช่วงแรกของการเขียน gratitude journal มันจะขัดๆ เขินๆ เป็นธรรมดา แต่เมื่อทำไปได้สัก 2 สัปดาห์เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

หากสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด วิธีแก้อาจไม่ใช่การออกไปหาความสุขครั้งใหม่ แต่คือการเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีให้มากกว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Big Think: How to be happier in 5 steps with zero weird tricks | Laurie Santos

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า

“There are no shortcuts — everything is reps, reps, reps.”
-Arnold Schwarzenegger

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ อดีตมิสเตอร์ยูนิเวิร์ส ดาราฮอลลีวู้ดที่โด่งดังจากหนังเรื่องคนเหล็ก 2029 (จะว่าไปก็อีก 6 ปีเท่านั้น) และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียบอกว่าชีวิตไม่มีทางลัด ทุกอย่างเกิดจากการทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน (Reps มาจากคำว่า repetitions)

พอโลกเรามีทางเลือกมากมายกว่าแต่ก่อน ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ยากกว่าแต่ก่อน คือการอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ

เพลงที่เคยโด่งดังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เรายังจำเนื้อร้องได้ทุกคำ เพราะเราได้ฟังได้ร้องไปไม่รู้กี่รอบ

แต่เพลงที่โด่งดังในวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะยังจำได้ในอีก 20 ปีข้างหน้ารึเปล่า

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราววัยเด็กของ David Beckham อดีตนักเตะหมายเลข 7 ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่เปิดบอลแม่นที่สุดในโลก

เบคแคมเริ่มเล่นบอลตอนอายุ 6 ขวบ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดาะบอลในสวนหย่อมหลังบ้าน

แม่ของเบคแคมเล่าว่า เธอสามารถมองเห็นเบคแคมผ่านหน้าต่างในครัว ช่วงแรกๆ เบคแคมเดาะได้ 5-6 ทีเท่านั้น แต่เบคแคมนั้นขยันซ้อมมาก พอกลับจากโรงเรียนก็จะตรงไปเดาะบอลที่สวนหย่อม ตกเย็นพ่อกลับมาจากที่ทำงานก็พาเบคแคมไปซ้อมต่อที่สวนสาธารณะ

ผ่านไปหกเดือน เบคแคมเดาะบอลได้ 50 ครั้ง

ผ่านไปหนึ่งปี เดาะได้ 200 ครั้ง

ผ่านไปสามปี เดาะบอลได้ 2,003 ครั้ง

ถ้าเป็นคนนอกมองเข้ามา ย่อมคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เด็ก 9 ขวบจะเดาะบอลได้มากขนาดนั้น

แต่สำหรับแม่ของเบคแคมที่เห็นเขาทุกวันผ่านหน้าต่างในห้องครัว มันไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไรเลย เพราะเธอเห็นความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนที่พาเบคแคมมาได้ไกลขนาดนี้

หลังจากมั่นใจเรื่องการเดาะบอลแล้ว เบคแคมก็เลย move on ไปซ้อมอีกทักษะหนึ่ง นั่นคือการเตะฟรีคิกนั่นเอง

เบคแคมกับพ่อจะไปที่สวนสาธารณะทุกวันเพื่อฝึกยิงไปที่ตาข่ายหลังอาคารแห่งหนึ่ง โดยพ่อของเบคแคมจะมายืนขวางทางเพื่อบังคับให้เบคแคมต้องยิงอ้อมตัวเขา

“พอผ่านไปได้ซัก 2-3 ปี คนที่เดินผ่านมามักจะหยุดและยืนดูพวกเรา” พ่อของเบคแคมเล่า “เบคแคมน่าจะได้ซ้อมยิงฟรีคิกกับผมไปไม่น้อยกว่า 50,000 ครั้ง”

เรื่องราวของเบคแคม ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอดีตดาราฮอลลีวู้ดอีกคนหนึ่ง

“I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times.”
-Bruce Lee

เราอยากจะเก่งกาจในด้านใด เราก็ต้องพร้อมที่จะอยู่กับสิ่งนั้นให้นานพอ แม้ว่าจะไม่มีอารมณ์ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อ แม้ว่าจะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า ในเมื่อมันมีสิ่งที่สนุกกว่า ใหม่กว่า สดกว่ามาล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

นี่คือเคล็ดลับที่ไม่ลับ ที่อาจทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนมหัศจรรย์ครับ


ขอบคุณเรื่องราวของเบคแคมจากหนังสือ Black Box Thinking | Marginal Gains and the Secrets of High Performance by Matthew Syed