สิ่งที่เราเลือกทำในวันนี้

20160502_Choice.png

จะกลายเป็นชีวประวัติของเราในวันหน้า

“The choices today turn into your biography tomorrow.”

– James Altucher

ในแต่ละวัน เรามีทางเลือกมากมายว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร

จะนอนต่อ หรือจะลุกขึ้นมาเขียนบล็อก

จะเล่นเฟซบุ๊คหรือจะเล่นกับลูก

จะเอางานกลับมาทำที่บ้าน หรือจะช่วยภรรยาทำงานบ้าน

สิ่งที่เราเลือกที่จะทำในแต่ละขณะ จะเป็นนิยามความเป็นตัวเราในระยะยาว

Stephen Covey เคยบอกไว้ในหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ว่า เราควร “เริ่มต้นที่จุดจบ” (Start with the end in mind)

ให้ลองถามตัวเองซิว่า ในงานศพของเรา อยากให้คนเขียนไว้อาลัยถึงเราแบบไหน

คนที่อยากถูกพูดถึงในฐานะ “คนที่ทำงานดึกที่สุดในออฟฟิศ” หรือ “คนที่มี followers 200,000 คน” คงมีไม่มากนัก

เราน่าจะอยากถูกพูดถึงว่า เราเป็นพ่อที่อบอุ่นแค่ไหน เป็นภรรยาที่โอบอุ้มครอบครัวอย่างไร เป็นเพื่อนแท้ยามตกระกำลำบากรึเปล่า และเป็นคนที่สร้างคุณูปการให้กับสังคมอย่างไรบ้าง

เมื่อรู้แล้วว่าอยากให้เขาพูดถึงเราอย่างไร เราก็จงใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับถ้อยคำเหล่านั้น

ด้วยการ make the right choices เสียแต่วันนี้

เพื่อสร้าง the right biography สำหรับเราในวันพรุ่งนี้ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เมื่อเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้

20160424_Problems

แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่คุณอยากทำดีกว่า

ทำไมปัญหาที่แก้ไม่ได้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป?

ก่อนอื่นเรามาทบทวนก่อนว่า นิยามของ “ปัญหา” คืออะไร

สำหรับผม เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเป็นปัญหาได้นั้น จะต้องมีปัจจัยสามอย่าง

1. เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา (มนุษย์)
2. เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้
3. เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา

เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา – ถ้านักวิทยาศาสตร์ออกมาประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก เราจะมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนดาว Alpha Centauri A ซึ่งอยู่ห่างจากเราหลายล้านปีแสง เราจะไม่มองว่าเป็นปัญหา

เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ – ถ้าผมบอกคุณว่าผมกำลังป่วยและจะอยู่ได้จนถึงอายุ 40 ปีเท่านั้น ผมย่อมได้รับความเห็นใจและได้รับความช่วยเหลือที่จะช่วยยืดอายุผมให้ยาวออกไปซักปีสองปีก็ยังดี แต่ถ้าผมบอกคุณว่าผมจะตายก่อนอายุ 120 ปี ผมคงไม่ได้รับความเห็นใจแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช่ปัญหา เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่เราทำอะไรไม่ได้ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหาแต่บางคนกลับไม่สนใจเลย เพราะแต่ละคนให้คุณค่ากับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับหนึ่งคน อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับอีกคนก็ได้ อย่างไรก็ดี ผมคงไม่ได้จะเรียกร้องให้เรา “ปล่อยวาง” กับทุกอย่าง เพราะสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ อะไรก็ตามที่ก่อความทุกข์กายหรือทุกข์ใจกับเรา เราก็ย่อมมองมันว่าเป็นปัญหาอยู่แล้ว

สำหรับปัญหาที่เราเจอทั่วไป อย่างน้อยมันต้องมีปัจจัยข้อแรกอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกนับขึ้นมาเป็นปัญหาตั้งแต่แรก และย่อมต้องมีปัจจัยข้อที่สองด้วยเพราะเราเชื่อว่าถ้าเราลงมือทำอะไรซักอย่าง เราจะแก้ปัญหานั้นได้

แต่พอเวลาผ่านไป ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นและจบไปแล้ว หรือปัญหาอาจจะยังไม่เกิด แต่เราเข้าใจแล้วว่าถึงทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ ก็ยังมีอีกสองทางเลือกคือ

– ตั้งโจทย์ใหม่
– วางปัญหาลงแล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป (let go and move on)

ขอยกตัวอย่างปัญหาคลาสสิคอย่างเช่นเรื่องความแก่ชรา

จริงๆ แล้วการแก่ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราแก่ขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แก้ไม่ได้ ปัญหาที่เราพยายามแก้กันอยู่จริงๆ คือปัญหาที่เรา “ดูแก่” ต่างหาก

นั่นคือเหตุผลที่ผู้หญิงซื้อครีมกระปุกเป็นพัน และผู้ชายหัวล้านยอมกินยาให้มีผมขึ้นเยอะๆ

ซึ่งแน่นอน วิธีการเหล่านี้ย่อมแก้ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ได้ไประยะหนึ่ง

แต่เมื่อถึงวันที่เราอายุ 70 ปี ครีมลดริ้วรอยและยาปลูกผมไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ของเราถือว่าจบไปแล้วเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้เราดูอ่อนวัยได้อีกแล้ว

เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งโจทย์ใหม่

ปัญหาไม่ใช่การที่เราดูแก่

ปัญหาคือการที่ใจเรารับไม่ได้ที่เราดูแก่ต่างหาก

เมื่อตั้งโจทย์ใหม่ได้ตรงประเด็น เราก็จะไม่จมจ่อมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ และสนุกกับการค้นหาคำตอบของโจทย์ใหม่ ว่าจะทำยังไงใจเราถึงจะยอมรับได้กับความจริงของชีวิต

จนถึงวันหนึ่งที่ใจเราฉลาดพอที่จะรู้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ที่ปัญหามันเป็นปัญหาเพราะว่าใจเราหยิบฉวยมันขึ้นมาเท่านั้น และเมื่อเราหยิบขึ้นมาเองได้ เราก็ย่อมวางมันลงเองได้

และเมื่อวันนั้นมาถึง ปัญหาก็จะไม่มีอีกต่อไปครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประสบการณ์กับความรู้

20160423_Experience

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

– นิรุตติ์ ศิริจรรยา
a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016
สัมภาษณ์ : กองบรรณาธิการ
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชราตรี

—–

อ่านคำสัมภาษณ์ของพระเอกรุ่นเดอะอย่างคุณนิรุตติ์แล้วทำให้ผมฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง

ว่าความรู้กับประสบการณ์มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในวันที่สมาร์ทโฟนและวายฟายได้กลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 & 34 เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคใดทำได้มาก่อน

เมื่อไม่รู้สิ่งใด เด็กป.4 อาจจะหาคำตอบได้เท่ากับเด็กป.ตรี เพราะทั้งคู่ก็ใช้กูเกิ้ลเป็นเหมือนกัน

อินเตอร์เน็ตนั้นมีคุณค่ามหาศาล แต่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกน้อยลง เพราะเวลาส่วนนั้นได้ถูกโยกย้ายมาอยู่หน้าจอคอมและจอโทรศัพท์เสียเกือบหมดแล้ว

ความรู้ที่เกิดจากการอ่านและฟังนั้นเป็นเพียงความรู้แบบผิวๆ  เทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการลงมือทำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

ที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือลูกของผม ที่จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอมากขึ้นทุกที จนแทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรผ่านการลงมือทำเลย

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

ถ้าลูกเสพความรู้ผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคเป็นหลัก ผมก็หวั่นใจจริงๆ ว่าวันหนึ่งจะเจอกรณีเดียวกัน คือผมไม่ได้อะไรจากการคุยกับลูก และลูกไม่ได้อะไรจากการคุยกับผม

ซึ่งในฐานะพ่อคนคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดน่าดู

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในตอนที่เขายังเด็กอยู่ คือเตือนตัวเองให้วางมือถือลงเวลาอยู่กับลูก ชวนเขาคุย ชวนเขาเล่น ชวนออกไปเดินในสวน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

และเพื่อให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตไม่ใช่ความรู้จากอุปกรณ์พลาสติกใดๆ

แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจต่างหาก

—-

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แรงต้านคือเข็มทิศ

20160414_ResistanceIsCompass

หยุดยาวนี้ ผมเพิ่งได้เริ่มอ่านหนังสือเรื่อง The War of Art: Winning the Inner Creative Battle ของ Steven Pressfield

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องปัญหาที่ศิลปินทุกคนต้องเจอ

ศิลปินในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงแค่จิตกรหรือนักดนตรีนะครับ

ถ้าคุณทำอะไรก็ตามที่มีความหมาย และสร้างผลกระทบ คุณก็ถือว่าเป็นศิลปินแล้ว (อ่านเพิ่มเติมตอน ทุกคนคือศิลปิน)

คนที่กำลังสร้างธุรกิจของตนเองก็เป็นศิลปิน

คนที่กำลังจะหาทางลดน้ำหนักก็ใช่

คนที่ตั้งเป้าว่าจะลงแข่งมาราธอนก็ใช่อีกเช่นกัน

หรือแม้กระทั่งบล็อกเกอร์อย่างผมก็เป็นศิลปิน (อะแฮ่ม!)

ศิลปินทุกคนต้องเจอ Resistance หรือ “แรงต้าน” ด้วยกันทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นแรงต้านที่มาจากภายในหรือภายนอก

แรงต้านจากภายนอกก็เช่นหรือคำพูดของคนรอบตัว หรือหน้าที่อื่นๆ ที่ดึงเวลาและพลังงานของเราไป

แต่แรงต้านที่หนักหนากว่ามาก คือแรงต้านที่มาจากภายใน

ไม่ว่าจะเป็นความขี้เกียจหรือความกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี

The War of Art บอกว่า แทนที่จะมองแรงต้านเหล่านี้เป็นศัตรูที่น่าเกรงขามหรือเป็นอะไรที่เราต้องหลีกเลี่ยง เราควรจะใช้แรงต้านเป็นเครื่องนำทาง

หลักการง่ายๆ ก็คือ ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นยิ่งสอดคล้องกับสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ได้มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็จะไม่มีแรงต้านเลย

นั่งเขียนบล็อก 30 นาที กับนั่งส่องเฟซบุ๊ค 30 นาที อย่างหลังแรงต้านน้อยกว่ากันเยอะ

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเติบโต และอยากมีชีวิตที่เราพอใจ วิธีการที่ชัวร์ที่สุด คือเมื่อเรารู้สึกว่ากิจกรรมใดมีแรงต้าน จงทำกิจกรรมนั้นซะ!

เพราะน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ ถ้าอยากจะไปให้ถึงยอดเขา ก็ต้องว่ายทวนน้ำเป็นธรรมดา

เหนื่อยกว่าแน่นอน และก็ไม่รู้ว่าจะถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ด้วย สิ่งเดียวที่รู้ก็คือ ถ้าปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามน้ำ ยังไงก็ไปไม่ถึงยอดเขาแน่ๆ

เพราะฉะนั้นอย่ากลัวเกรงแรงต้าน สบตากับมันแล้วเดินเข้าไปหามันเลย

ใช้แรงต้านเป็นเข็มทิศ แล้วชีวิตจะไม่หลงทางครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คิดแล้วทำ

20160414_ThinkDo

“First say to yourself what you would be, then do what you have to do.”

ก่อนอื่นจงบอกตัวเองให้ได้ว่าอยากเป็นอะไร จากนั้นก็แค่ทำในสิ่งที่คุณต้องทำเท่านั้นเอง

– Epictetus

—–

ประโยคนี้ดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไร แต่ผมรู้สึกว่ามันสรุปวิธีการใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและงดงามทีเดียว

เราต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าอยากเป็นอะไร หรือเป็นคนแบบไหน เมื่อเราชัดเจนกับภาพนั้นแล้ว ก็แค่ลงมือทำ แม้ว่าจะติดขัดอะไร เราก็จะหาทางไปได้เอง

อยากเป็นบล็อกเกอร์ ก็ต้องลงมือเขียนบล็อก

อยากผอมกว่านี้ ก็ลดอาหารที่เรากิน และออกกำลังกายให้มากขึ้น

อยากขึ้นเป็นหัวหน้าทีม นอกจากจะสร้างผลงานดีแล้ว ก็ต้องคิด มอง และทำเพื่อทีมด้วย

อยากจะจีบน้องคนนั้น ก็ต้องเดินเข้าไปแนะนำตัวและทำความรู้จัก

“ไม่รู้จะทำยังไง” จึงเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง และถึงจะยังไม่ครบถ้วน Google ก็ช่วยคุณได้แน่ๆ

อุปสรรคใหญ่จึงไม่ใช่ Know how แต่เป็น Know how to start และ Know how to keep going มากกว่า

ที่เราไม่ได้เริ่มซักที ก็เพราะเรามักจะบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่มีเวลา”

ตอนนี้หยุดสงกรานต์ มีเวลาแล้ว ข้อแก้ตัวนี้จึงตกไป

ส่วนจะทำอย่างไรที่จะ keep going ได้ ผมมีข้อแนะนำสองข้อ

ข้อแรก คืออย่าทำอะไรหลายๆ อย่างในคราวเดียว

ข้อสอง คือมีเวลาให้มันทุกวัน

ผมเองก็มีอะไรที่อยากทำเยอะมาก ทั้งอยากเป็นบล็อกเกอร์ อยากศึกษาเรื่องหุ้น อยากทำดนตรี อยากขายของออนไลน์

แต่ก็รู้ตัวดีว่าถ้าผมพยายามจะทำทุกอย่าง ผมจะเอาดีไม่ได้ซักอย่าง ดังนั้นผมเลยเลือกการเป็นบล็อกเกอร์ขึ้นมาก่อน และพักเรื่องอื่นๆ ไว้หมดเลย

และผมก็จะมีเวลาให้กับการเขียนบล็อกทุกวัน อย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ฝึกปรือและสร้างผลงานที่จับต้องได้

“First say to yourself what you would be, then do what you have to do.”

ตัดสินใจได้รึยังครับว่าอยากเป็นอะไร?  เลือกมาแค่อย่างเดียวที่เราเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเรามากที่สุด

เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็แค่ do what you have to do เท่านั้นเอง

เริ่มได้!

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com