ความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้

วันก่อนเผอิญผมเห็นภรรยาเล่นมือถือแล้วไถไปเจอน้องผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายเซลฟี่ในชุดออกกำลังกาย

ภรรยาเล่าให้ผมฟังว่า น้องคนนี้รู้จักกันที่ทำงานเก่า แต่ก่อนเป็นเด็กเจ้าเนื้อ แต่พอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน ก็เลยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ฟิตหุ่น ตั้งใจทำงาน จนกระทั่งเก็บเงินซื้อรถ ซื้อบ้าน ได้เจอคู่ชีวิต ได้แต่งงาน และดูแลร่างกายเป็นอย่างดีมาจนถึงทุกวันนี้

ผมฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่ได้เลิกกับแฟนคนนั้น เส้นทางชีวิตของน้องเขาจะเปลี่ยนไปจากนี้หรือไม่

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องของตัวเองที่ไม่เคยเล่าในบล็อกนี้

ผมเคยทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติอยู่เกือบ 14 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีเพราะได้ทำงานหลายตำแหน่ง ได้เรียนรู้เกือบทุกวัน และได้เพื่อนดีๆ มากมาย

แต่พอถึงปี 2016 อายุ 36 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่าอยากออกมาเจอโลกกว้างบ้าง (ถ้าใช้ศัพท์พี่ตูนคือ “จะออกไปแตะขอบฟ้า”) ผมเลยสมัครงานที่บริษัทเอเจนซี่สัญชาติไทยแห่งหนึ่ง ได้ทำงานในส่วนของ planner หน้าที่คือไปรับบรีฟลูกค้าแล้วทำแผนไปนำเสนอว่าควรจะมี communication plan อย่างไรที่จะตอบโจทย์ของลูกค้า

แต่ปรากฏว่าเมื่อได้เข้าไปทำงานแล้วผมกลับทำงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารหรือเทรนด์ใหม่ๆ กับเพื่อนร่วมทีมหรือลูกทีมก็ไม่ค่อยสนิทกันเพราะวิธีคิดและมุมมองคนละสไตล์ แต่ผมก็พยายามเต็มที่เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ทำงานอดหลับอดนอนจนช่วงนั้นแทบไม่เคยมีคืนไหนได้นอนถึง 5 ชั่วโมง (ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย)

หลังจากทำงานมาได้เกือบ 4 เดือน และอีกไม่กี่วันก่อนสิ้นปี HR ของบริษัทก็เรียกผมไปแจ้งว่าผมไม่ผ่านช่วงทดลองงาน

ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ผมเฟลอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี และไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แค่เราไม่เหมาะกันเท่านั้นเอง

เหตุเกิดเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2016 ซึ่งตอนนั้นผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มาได้เกือบ 2 ปีแล้ว เพจมีคนติดตามประมาณหมื่นกว่าคน ก็เลยปรึกษากับภรรยาว่าจะยังไม่หางานใหม่ แต่จะลองจัดอบรมหัวข้อประมาณ Time Management หรือ Writing Workshop แล้วประกาศลงเพจ คิดว่าน่าจะมีคนสนใจบ้าง

อีกคนหนึ่งที่ผมนึกถึง คือคุณยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Wongnai ที่เคยเป็นหัวหน้าของผมตอนทำงานในบริษัทข้ามชาติ

ตอนที่จะเริ่มก่อตั้ง Wongnai คุณยอดชวนเพื่อนๆ รวมถึงผมให้ไปทำ Wongnai ด้วยกัน แต่เนื่องจากผมเองไม่ได้มีพื้นฐานการเขียนโค้ดที่ดีเท่ากับคนอื่น เลยมองไม่เห็นว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้มากนัก เลยยังทำงานประจำอยู่ที่บริษัทข้ามชาติเหมือนเดิม และได้แต่คอยช่วย Wongnai อยู่ห่างๆ เป็นครั้งคราว

เมื่อตอนนี้ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว ผมก็เลยทักไปหาคุณยอดว่า ตอนนี้ผมจะทำเทรนนิ่งของตัวเอง ดังนั้นถ้าอยากให้ไปช่วยอะไรที่ Wongnai เยอะขึ้นก็ยินดี

คุณยอดก็เลยนัดเจอกับผมในวันขึ้นปีใหม่ปี 2017 ที่เอ็มควอเทียร์ เล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้ Wongnai มีพนักงานร้อยกว่าคน ปีที่แล้วรายได้เกือบร้อยล้าน ปีนี้ตั้งใจจะโตขึ้นอีกเยอะ และมีแผนจะรับพนักงานเพิ่มอีกหลายสิบคน

แล้วยอดก็ถามผมว่า

“แทนที่พี่รุตม์จะไปสอนให้คนอื่นเก่ง พี่รุตม์มาช่วยสอนให้คนวงในเก่งดีกว่ามั้ย?”

ตอนนั้นทีม People มีกันแค่สองคน คนหนึ่งดู payroll อีกคนดู recruitment ยังไม่มีใครดู learning คุณยอดเลยอยากให้ผมมาช่วยดูส่วนนี้ และช่วยดูทีม People ไปด้วยเลย

เราคุยกันวันอาทิตย์ กลับมาที่บ้านผมปรึกษาภรรยา ภรรยาก็บอกว่าเอาเลย

วันจันทร์เป็นวันหยุดชดเชยวันปีใหม่ แล้ววันอังคารที่ 3 มกราคม 2017 ผมก็มาเริ่มงานที่ Wongnai ในตำแหน่ง Head of People

ผ่านมาเกือบ 7 ปี Wongnai กลายเป็น LINE MAN Wongnai พนักงานเพิ่มขึ้นสิบเท่าและธุรกิจโตขึ้นเกินร้อยเท่า ส่วนทีม People ก็เติบโตขึ้นทั้งในแง่จำนวนคนและขีดความสามารถ และผมกำลังสนุกกับการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มุ่งหวังจะเป็น บริษัทเทคชั้นนำของประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณเอเจนซี่ที่รับผมเข้าทำงานและให้ผมไม่ผ่านโปร

เพราะถ้าเอเจนซี่ไม่ได้รับผมเข้าทำงาน ผมก็คงยังอยู่บริษัทข้ามชาติ และผมก็คงไม่ได้ทักไปหาคุณยอด

และถ้าเอเจนซี่ให้ผมผ่านโปร ผมก็น่าจะเป็น planner ที่ไม่เก่งและไม่มีความสุข สุดท้ายผมน่าจะลาออกเองอยู่ดี ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น Wongnai อาจจะมี Head of People คนอื่นไปแล้ว

ทุกสิ่งที่เรามีวันนี้ คือ “ผลรวมทั้งหมด” ของทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ไม่ว่าอดีตจะดีหรือร้ายอย่างไร มันก็มีส่วนหล่อหลอมตัวตน และหักเหเส้นทางชีวิตให้เราเดินทางมาถึงจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน

“That which seems like a false step is just the next step.”
-Agnes Martin

เมื่อเราเห็นว่าการ “ก้าวพลาด” แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ก้าวถัดไป” เราก็จะไม่ฟูมฟายกับเรื่องร้ายๆ ที่ต้องประสบพบพาน

เพราะความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้ครับ

หยุดแสวงหาเหตุผลที่จะไม่มีความสุข

เมื่อวานนี้ “ปรายฝน” ลูกสาววัย 9 ขวบ มาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า เขาไม่ชอบเลยที่เพื่อนคนหนึ่งในห้องซื้อกล่องดินสอที่หน้าตาเหมือนของเขาเป๊ะๆ แถมยังทำท่าจะซื้อของชิ้นอื่นตามปรายฝนอีก

ผมพอเข้าใจลูกว่าคงไม่อยากให้ใครเลียนแบบ พอมีคนใช้ของเหมือนกันแล้วมันอาจดูไม่เท่ แต่ก็ชวนปรายฝนคุยว่าเพื่อนคนนี้ก็สนิทกับปรายฝนไม่ใช่เหรอ ใช้ของเหมือนกันก็ดีออก เหมือนที่บางทีปรายฝนก็ใส่เสื้อผ้าลายเดียวกันกับมัมมี่ไง

แต่ลูกสาวก็ยังยืนกรานว่าเขาไม่ชอบ และเริ่มพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “But I don’t like it. I don’t like it.” (บางทีลูกสาวจะคุยกับผมเป็นภาษาอังกฤษ)

ผมเลยถามกลับไปว่า “Why are you looking for reasons to be unhappy?”

ระหว่างที่ปรายฝนกำลังงงกับสิ่งที่ผมถาม ผมก็ชี้ไปที่ทีวีที่เปิด YouTube เอาไว้

“เพลงนี้เขาเอามาทำใหม่ แด๊ดดี้ฟังแล้วไม่ชอบเลย”

ผมชี้ไปที่โซฟาที่เรากำลังนั่งกันอยู่

“เบาะนี้มีรอยเปื้อน แด๊ดดี้ไม่ชอบเลย”

แล้วก็ชี้ไปที่ภรรยาที่นอนกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บนโซฟา

“มัมมี่นอนท่าแบบนี้ แด๊ดดี้ไม่ชอบเลย”

พอผมแกล้งทำเป็นบ่นในเรื่องไม่สมเหตุสมผล ปรายฝนก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการสื่อ

ว่าเรื่องหลายอย่างมันไม่ได้เป็นปัญหา แต่พอเราไปให้ค่าว่ามันเป็นปัญหา เราจึงเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น

ใช่ว่าผมจะไม่พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของลูกนะครับ เพราะผมก็เคยเป็นเด็กมาก่อน เคยมีความหงุดหงิดและทุกข์ใจกับ “เรื่องเล็กในสายตาผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของเด็ก” เช่นกัน

เหมือนใน Love Actually (2003) หนังรักจากอังกฤษที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของหลายคู่ โดยหนึ่งในนั้นคือคู่ของแดเนียลกับแซม

แดเนียลเป็นพ่อบุญธรรมของแซมวัย 10 ขวบ แดเนียลเห็นว่าช่วงนี้แซมดูหน้าตาบึ้งตึงตลอดเวลา แดเนียลจึงพยายามเข้าหาแซม เพราะแม่ของแซมเองก็ไม่อยู่แล้ว

นี่คือบทสนทนาของทั้งคู่ระหว่างนั่งอยู่บนม้านั่งริมแม่น้ำเธมส์

แดเนียล: แล้วปัญหาคืออะไรล่ะ แซมมี่? เป็นเรื่องของแม่อย่างเดียว หรือมีเรื่องอื่นด้วย? หรืออาจจะเป็นเรื่องโรงเรียน? เธอโดนรังแกอยู่หรือเปล่า? หรือมันเป็นอะไรที่แย่กว่านั้นอีก? พอจะบอกใบ้ได้ไหม?

แซม: คุณอยากรู้จริงๆ เหรอ?

แดเนียล: ฉันอยากรู้จริงๆ

แซม: แม้ว่าคุณจะช่วยอะไรไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอ?

แดเนียล: ต่อให้เป็นอย่างนั้นก็เถอะ

แซม: โอเค ความจริงก็คือ…ผมกำลังมีความรัก

แดเนียล: ว่าไงนะ?

แซม: ผมรู้ว่าผมควรจะคิดถึงแม่ตลอดเวลา ซึ่งผมก็คิดนะ แต่ความจริงก็คือผมกำลังตกหลุมรัก และผมตกหลุมรักก่อนที่แม่จะเสียชีวิต และผมก็ทำอะไรกับมันไม่ได้เลย

แดเนียล: (หัวเราะไปพูดไป) เธอไม่เด็กเกินไปเหรอที่จะตกหลุมรัก?

แซม: (ทำหน้าซีเรียส) ก็ไม่หนิครับ

แดเนียล: โอเค เข้าใจละ ฉันค่อยโล่งใจหน่อย

แซม: ทำไมล่ะครับ?

แดเนียล: เพราะฉันนึกว่ามันจะแย่กว่านี้

แซม: มีอะไรที่แย่ไปกว่าการต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความรักอีกเหรอ?

แดเนียล: อืม…ก็ไม่หรอก เธอพูดถูกแล้ว ความรักมันก็ทุกข์ทรมานจริงๆ นั่นแหละ

คนที่แซมหลงรักอยู่คือโจแอนนา เด็กสาวชาวอเมริกันที่กำลังจะกลับบ้านเกิด แดเนียลกับแซมจึงวางแผนจะทำให้โจแอนนาประทับใจด้วยการให้แซมฝึกตีกลองเพลง “All I want for Christmas is you.” ที่โจแอนนาจะร้องในงานคอนเสิร์ตของโรงเรียน


ตอนเราเด็กเราจะมีปัญหาแบบหนึ่ง

พอเป็นวัยรุ่นก็มีปัญหาอีกแบบหนึ่ง

พอโตเป็นผู้ใหญ่เราก็มีปัญหาอีกแบบหนึ่ง

และพอพ้นวัยกลางคนมา เราก็มีปัญหาอีกแบบหนึ่ง

เมื่อได้ผ่านวันเวลาของชีวิต แล้วได้มองย้อนกลับไป เรามักจะพบว่าเรื่องราวที่เราเคยจะเป็นจะตาย จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น

แต่เรามักจะลืมไปว่าปัญหาที่เรากำลังหนักอกในปัจจุบัน พอเวลาผ่านไปมันก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กเช่นกัน

แน่นอนว่าบางเรื่องมันก็เป็นปัญหาจริงๆ เพราะมันสร้างความลำบากให้กับเราในระยะยาว

แต่ปัญหาก็มีอยู่สองแบบ คือปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ กับปัญหาที่เราแก้ได้

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เราไม่ควรนับว่ามันเป็นปัญหา เพราะต่อให้เราเครียดหรือหงุดหงิดกับมันมากแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไป – เช่นปัญหาการเมืองหรือนิสัยใจคอของบางคน

ส่วนปัญหาที่เราแก้ได้ ถ้าเราสบตากับมันด้วยใจที่เป็นกลาง ก็น่าจะแก้ปัญหานั้นได้ดีกว่าการหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับมัน

ดังนั้นเราควรโฟกัสแต่ปัญหาที่เราแก้ได้ และไม่ควรเสียพลังชีวิตไปกับปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ และยิ่งไม่ควรเสียอารมณ์ไปกับเรื่องที่เราไม่ควรยึดว่าเป็นปัญหาตั้งแต่แรก

“Why are you looking for reasons to be unhappy?”

หยุดแสวงหาเหตุผลที่จะไม่มีความสุข จะได้มีแรงและเวลาสำหรับเรื่องที่มีค่ากับเราอย่างแท้จริงครับ

เหตุผลเพียงสองข้อที่เราจะทำอะไรสักอย่าง

ไม่นานมานี้เอง ที่ผมเพิ่งตระหนักและคอยเตือนตัวเองว่า หากผมจะทำอะไรสักอย่าง มันควรถูกขับเคลื่อนด้วยหนึ่งในเหตุผลสองข้อนี้

ข้อแรก สิ่งนั้นทำให้เรามีความสุขในตอนนี้

ข้อสอง สิ่งนั้นจะทำให้เราได้สิ่งที่ต้องการในอนาคต

สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขทันที ก็เช่นกินของอร่อย ใช้เวลากับคนที่เรารัก ทำงานอดิเรก ดูบอล อ่านการ์ตูน ฟังเพลง นอนเล่น

สิ่งที่ทำให้เราได้สิ่งที่เราต้องการ หมายถึงสิ่งที่อาจไม่ได้ให้ความสุขกับเราในทันที แต่ทำไปเพราะเรารู้ดีว่ามันจะนำพามาซึ่งความสุข – หรือช่วยจำกัดความทุกข์ – ในอนาคต เช่นกลั้นใจไม่ซื้อของ เพื่อจะได้มีเงินเก็บเงินลงทุน ออกกำลังกายจนปวดไปทั้งตัวเพื่อให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

ถ้ามีสิ่งใดที่ทำแล้วได้ทั้งสองข้อก็ถือว่าดีเยี่ยม เช่นทำงานที่เราชอบและทำได้ดี เพื่อสร้างประโยชน์ในวันนี้และวันข้างหน้า

แต่ถ้าเราไม่ได้โชคดีขนาดนั้น อย่างน้อยสิ่งที่เราทำควรตอบโจทย์หนึ่งในสองข้อ เช่นอาจจะไร้สาระแต่มันทำให้เรามีความสุข หรืออาจเป็นทุกข์แต่มันช่วยสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม

ฟังดูเรียบง่าย แต่หลายคนก็ยังพลาดด้วยการทำสิ่งที่ไม่ได้มอบความสุข แถมยังไม่ช่วยให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอีกด้วย

เช่นการถกเถียงเพื่อเอาชนะคนใกล้ตัว นอกจากอารมณ์จะขุ่นมัวแล้วยังสร้างแผลเป็นในความสัมพันธ์

หรือการเสพอะไรจนเกินพอดี ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือโซเชียล เราหยิบขนมบางอย่างขึ้นมากิน หรือหยิบมือถือขึ้นมาดูโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งกินยิ่งไม่สบายท้อง ยิ่งส่องยิ่งไม่สบายใจ แต่เราก็ยังทำต่อไปราวกับโดนชักใยจากมือที่มองไม่เห็น

อะไรที่เราติดเป็นนิสัย แสดงว่ามันมี “รางวัล” ซ่อนอยู่ เช่นการที่เราชอบเอาชนะ ก็เพราะว่ามันสาแก่ใจ หรือการที่เราติดโซเชียล ก็เพราะว่าคุ้นชินกับการหลั่งของโดพามีน

แต่ความสุขบางอย่างนั้นช่างกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับความหนักอึ้งที่รอคอยเราอยู่

ต้องรอให้ถึงวันที่ใจมันฉลาดพอที่จะรู้ ว่าความสุขแบบใดที่คุ้มค่า ความสุขแบบใดที่ขาดทุน

ยิ่งเมื่อเลยวัยกลางคนเป็นต้นมา วัยที่เข็มนาฬิกาเสียงดังกว่าเดิม เราจะเริ่มหยุดทำบางสิ่ง เพราะตะหนักรู้อย่างแท้จริงว่าชีวิตไม่ได้ยืนยาวพอ

ทุกครั้งที่จะทำอะไร ขอให้สิ่งนั้นนำมาซึ่งความสุขในวันนี้ หรือไม่ก็นำมาซึ่งสิ่งที่ต้องการในวันข้างหน้า

ถ้าไม่มีหนึ่งในสองข้อนี้ ก็อย่าไปทำเสียเลยดีกว่า จริงมั้ยครับ

เมื่อถึงจุดหนึ่ง Self-Improvement จะไม่สำคัญเท่า Self-Acceptance

เมื่อถึงจุดหนึ่ง Self-Improvement จะไม่สำคัญเท่า Self-Acceptance

เวลาเดินเข้าร้านหนังสือ มุมหนึ่งที่ผมไปเยือนบ่อยที่สุดคือมุม Self-Improvement หรือ Self-Help

มีหนังสือมากมายที่สอนว่าเราจะทำงานเก่งกว่านี้ได้อย่างไร จัดการตัวเองให้ดีขึ้นได้อย่างไร ดูแลร่างกายให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างไร

พ็อดแคสต์ชื่อดังหลายรายการที่ผมฟังก็จะโคจรรอบหัวข้อประมาณนี้

ดูเหมือนมนุษย์ทุกคนอยากเป็นคนที่เก่งขึ้น หรือถ้าให้ตรงประเด็นยิ่งกว่านั้นก็คือ ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี

แต่สมการชีวิตที่ “ดี” ก็มีส่วนประกอบสองอย่าง คือความจริงของโลกภายนอก กับความคาดหวังของโลกภายใน

ที่ผ่านมาเราพยายาม “พัฒนา” ความจริงของโลกภายนอก เพื่อให้ทำงานได้มากขึ้น หาเงินได้มากขึ้น ดูดีขึ้น

แต่ไม่ว่าเราจะพัฒนาไปเท่าไหร่ ความคาดหวังของโลกภายในมักจะตามทันเสมอ

เพราะในโลกโซเชียลนั้น เรื่องมหัศจรรย์ถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา

ในความหมายที่ว่า เรื่องราวของคนระดับ Top 1% หรือแม้กระทั่ง Top 0.01% จะถูกแชร์ให้เราเห็นอยู่ทุกวัน จนรู้สึกว่ามันเป็น “เรื่องปกติ” ทั้งที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรปกติเลย

เมื่อเห็นคนที่เก่งกว่า รวยกว่า ดูดีกว่า เราก็อาจจะมีปฏิกิริยาหนึ่งในสามอย่างนี้

หนึ่ง คือเราฮึกเหิม เกิดแรงบันดาลใจ และเราก็ออกไป “วิ่ง” เพื่อไขว่คว้า

สอง คือเรารู้สึกด้อยค่า ว่าทำไมเราถึงยังไม่ดีเท่าเขา

สาม คือปฏิเสธเส้นทางของคนเหล่านั้น อารมณ์หมาจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยว

แต่มันอาจจะมีทางที่สี่ก็ได้

กลับมาที่สมการนี้

ชีวิตที่ดี = ความเป็นจริงของโลกภายนอก – ความคาดหวังของโลกภายใน

สำหรับคนที่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น แน่นอนว่าเราต้องทำความจริงของโลกภายนอกให้ดีขึ้นก่อน อย่างน้อยให้ถึงจุดที่เราสามารถเลี้ยงดูตัวเองและคนที่เรารักได้

แต่มีงานวิจัยมากมาย ที่ระบุว่าเมื่อเรามีรายได้ถึงจุดหนึ่ง การมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ได้นำพามาซึ่งความสุขที่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันอีกต่อไป

คำถามสำคัญก็คือเรามาถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ แต่ยังหมายถึงมิติอื่นๆ ด้วยเช่นความแข็งแรงหรือความดูดี

เพราะถ้าเราคิดแต่จะ beat yesterday เราก็กำลังหลบตาความจริงที่ว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

เมื่อถึงจุดที่โลกภายนอกดีพอแล้ว เราจึงควรกลับมาจัดการโลกภายในให้พอดี

ในการ์ตูนเรื่อง One Piece มีตัวละครหนึ่งเคยพูดเอาไว้ทำนองว่า

“สัญญาณของการเติบโต คือการยอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง”

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผม เคยบอกไว้ว่า

“เราสามารถชื่นชมคนอื่นได้ โดยไม่ต้องอยากเป็นอย่างเขา”

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะสงบศึกกับตัวเอง รู้ตัวว่าเราเหมาะกับอะไร ไม่เหมาะกับอะไร และยอมรับว่าต่อให้เราพยายามกว่านี้ มันก็จะได้ประมาณนี้แหละ

เราก็อาจโล่งอกที่ไม่ต้อง “วิ่ง” ไปตลอด และไม่รู้สึกผิดกับการอยู่เฉยๆ

เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต การพัฒนาตัวเองจะไม่สำคัญเท่ากับการยอมรับตัวเองครับ

สิ่งสำคัญคือการกลับมาใหม่วันพรุ่งนี้

ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมเริ่มเข้าฟิตเนสและจ้าง personal trainer เพราะอยากเพิ่มความน่าจะเป็นที่ตัวเองจะสะสมกล้ามเนื้อไว้เพียงพอก่อนถึงวัยเกษียณ (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ Outlive ตอนที่ 7: Strength และ Stability)

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ คือไม่ว่าจะเป็นตอนยืดเส้น ตอนเล่นเวท หรือตอนคูลดาวน์ เทรนเนอร์จะพูดเสมอว่า “ช้าๆ นะครับ”

ผมเดาว่า สิ่งหนึ่งที่เทรนเนอร์ห่วงที่สุด คือคนที่เรียนด้วยบาดเจ็บ

การที่คนคนหนึ่งบาดเจ็บเป็นเรื่องที่ไม่ดีในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่สำหรับเทรนเนอร์มันจะทำให้เขาสูญเสียรายได้อีกด้วย (เวลาจ้างเทรนเนอร์ เราจะซื้อแพคเกจเป็นจำนวนครั้ง เช่น 20/30/50 ครั้ง ถ้านักเรียนบาดเจ็บ ก็จะไม่ได้ใช้สิทธิ์ ทำให้การซื้อแพคเกจครั้งต่อไปต้องกระเถิบออกไป หรือไม่เกิดขึ้นอีกเลยในกรณีที่เจ็บยาว)

สิ่งสำคัญสำหรับเทรนเนอร์ จึงไม่ใช่กล้ามที่ใหญ่ขึ้นในเวลาอันรวดเร็วของนักเรียน แต่คือการที่นักเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีความก้าวหน้า ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ได้รับบาดเจ็บ จะได้มาฟิตเนสและใช้บริการเทรนเนอร์ได้เรื่อยๆ


ในยุคที่เราเสพโซเชียลมีเดียและเห็นคนอื่นไปได้ไกลและไปได้เร็วกว่าเรา มันก็อาจหล่อหลอมให้เราเป็นคนใจร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถ้าใครเป็นสายวิ่ง ก็อยากจะทำสถิติใหม่ของตัวเอง

ถ้าใครเป็นสายทำ content ก็อยากให้ยอดคนติดตามมากขึ้นโดยไว

ถ้าใครลงทุน ก็อยากให้พอร์ตของตัวเองเติบโตแบบก้าวกระโดด

การเป็นคนคิดใหญ่-ไม่คิดเล็กนั้นเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่ถ้าเราเป็นคนคิดใหญ่ที่ใจร้อนก็อาจส่งผลเสีย เพราะเราอาจใช้ทางลัด เราอาจทำอะไรเกินตัว หรือเราอาจใช้ความโลภแทนที่จะใช้สตินำทาง

สิ่งหนึ่งที่ Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เน้นย้ำ ก็คือเราควรวางแผนการเงินของตัวเองให้ “ฆ่าไม่ตาย” – be financially unbreakable.

เราจึงควรมีเงินสดให้เพียงพอ และไม่ทุ่มหมดหน้าตักกับการลงทุนใดลงทุนหนึ่ง เพราะว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ

อะไรก็ตามที่ทำแล้วมีโอกาสเจ๊ง แม้ว่าความน่าจะเป็นจะต่ำแค่ไหน แต่ถ้ามันจะทำให้เราไม่สามารถกลับมาสู่เกมนี้ได้อีกเลย เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงมันให้มากที่สุด


Naval Ravikant นักลงทุนคนแรกๆ ในธุรกิจอย่าง Uber และ Twitter เคยกล่าวไว้ว่า

“All the returns in life, whether in wealth, relationships, or knowledge, come from compound interest.”

ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่ทั้งเรื่องความสัมพันธ์และความรู้ ก็ล้วนตั้งอยู่บนผลตอบแทนทบต้นหรือ compound interest

หมายความว่า เราควรมองอะไรให้ไกลๆ และไม่ต้องใจร้อน ผลตอบแทนแต่ละปีอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ถ้าเราอยู่กับมันได้นานพอ compound interest จะทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อตรง และเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีเราก็อาจไปได้ไกลจนตัวเองยังแปลกใจ

เมื่อบวกสองอย่างเข้าด้วยกัน คือหนึ่ง อย่า “บาดเจ็บ” จนต้องออกจากเกม สองคืออยู่ในเกมนั้นให้นานพอเพื่อให้ผลตอบแทนทบต้นทำงาน ก็จะเป็นแนวคิดที่ช่วยนำทางชีวิตเราได้

ถ้าเราออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เราก็ไม่จำเป็นต้องซ้อมหนักอย่างบ้าคลั่ง แต่ซ้อมให้มีความสุขและไม่ฝืนร่างกายตัวเองเกินไป เพื่อที่ว่าเราจะได้อยากกลับมาซ้อมอีกในวันพรุ่งนี้ และเราจะยังมีร่างกายที่สมบูรณ์เพื่อกลับมาซ้อมได้เรื่อยๆ

สำหรับคนทำงาน เราอาจไม่จำเป็นต้องทำงานเป็นบ้าเป็นหลังจนเป็นออฟฟิศซินโดรมและโรคซึมเศร้า แต่เราควรเลือกหัวหน้าที่เราเคารพและอยากทำงานด้วย และเลือกองค์กรที่มีโอกาสเติบโต จากนั้นเราก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และสนุกไปกับมัน เมื่อเราเอ็นจอยงานและทำได้ดีติดต่อกันเป็นเวลานาน ความก้าวหน้าย่อมตามมาเอง

ถ้าเราลงทุน ก็เลือกการลงทุนที่ถูกจริตของเรา ไม่ทำให้เราเครียดจนนอนไม่หลับ และให้แน่ใจว่าถ้าพอร์ตนี้เจ๊งไป ครอบครัวจะไม่เดือดร้อน

ไม่ว่าจะเรื่องงาน การออกกำลังกาย หรือการลงทุน เราไม่จำเป็นต้องเล็งผลเลิศในเดือนนี้หรือปีนี้ แต่ควรเล็งผลที่ดีพอและพอดีในอีก 10 ข้างหน้า

เมื่อนั้นเราจะเป็นคนที่รอได้ เมื่อนั้นเราจะไม่ทำอะไรผิดธรรมชาติ

เพราะสิ่งสำคัญ คือการกลับมาใหม่วันพรุ่งนี้ครับ