อยากให้ Perfectionist ได้อ่านบทความนี้

ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้คุยกับคนที่บอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ (perfectionist) ไม่น้อยกว่า 3 คน

เวลาผมสัมภาษณ์งาน พอผมถามผู้สมัครว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้าง หนึ่งในคำตอบที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือการบอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เช่นกัน

คำนี้เป็นคำตำหนิตัวเองที่เป็นการชมตัวเองไปในตัว คือรู้นะว่าเป็นปัญหา แต่ก็มีความภูมิใจอยู่เหมือนกันว่าเราเป็นคนที่ทำเต็มที่กับทุกอย่าง

วันนี้ก็เลยอยากจะพาผู้อ่านทำความรู้จักกับเพอร์เฟกชั่นนิสต์มากขึ้น โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มาจากหนังสือ The Perfection Trap: The Science of Why We Never Feel Enough ของ Thomas Curran ครับ

เรามักจะคิดว่าเพอร์เฟกชั่นนิสต์เป็นคนที่คาดหวังกับตัวเองสูงเท่านั้น แต่ผู้เขียนบอกว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นมี 3 มิติด้วยกัน

  1. คาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หรือ SOP: Self-Oriented Perfectionism
  2. รู้สึกว่าคนรอบข้างคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หรือ SPP: Socially-Prescribed Perfectionism
  3. คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ หรือ OOP: Other-Oriented Perfectionism

ที่เราคุ้นเคยก็คือมิติแรก – SOP คือคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ ซึ่งขับเคลื่อนมาจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองยังดีไม่พอ/ยังเก่งไม่พอ/ยังมีไม่พอ (I’m not enough.) ก็เลยต้องพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีไม่มีที่ติ เพื่อกลบความรู้สึกขาดแคลนนี้

ส่วนมิติที่สอง – SPP คือความรู้สึกว่าถูกคาดหวังจากคนรอบตัวให้เราสมบูรณ์แบบ อันนี้จะเกิดกับคนฝั่งเอเชียมากกว่าชาวตะวันตก เพราะคนเอเชียมีความเป็น collectivist สูง คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ พ่อแม่มักจะมีความหวังที่สูงลิ่วให้กับลูก ซึ่งลูกก็มักจะแบกความคาดหวังนั้นไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจนกระทั่งถึงวัยทำงาน

มิติที่สามคือคาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ หรือ OOP ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ สตีฟ จ็อบส์ ที่คาดหวังสูงกับทุกคนรอบตัวและไม่เคยประนีประนอมกับความไม่สมบูรณ์แบบ

Thomas Curran ผู้เขียนหนังสือบอกว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ใช่ขาวหรือดำ แต่เป็น spectrum ที่มีดีกรีความเข้มข้นได้หลายเฉด คนหนึ่งคนสามารถมีความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ได้ทั้งสามมิติ มากน้อยแตกต่างกันไป

ถ้าใครอยากรู้ว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แนวไหน (หรืออยากรู้ว่าคนข้างๆ เป็นแนวไหน) ก็ลองทำแบบทดสอบนี้ โดยให้ 5 คะแนนสำหรับข้อที่เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และให้ 1 คะแนนถ้าเราไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

Self-Oriented Perfectionism
…… เราพยายามที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ
…… เราตั้งมาตรฐานให้กับตนเองไว้สูงมาก
…… หากเราทำผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่อง เราจะตำหนิตัวเองอย่างหนัก
…… เราต้องสมบูรณ์แบบในสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
…… หากไม่สามารถทำอะไรออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราจะรู้สึกผิดและอับอาย

Socially-Prescribed Perfectionism
…… หากเราทำพลาด ก็มีคนพร้อมที่จะวิจารณ์เรา
…… คนอื่นนั้นดูสมบูรณ์แบบ และพวกเขาจะตัดสินเราหากเราไม่สมบูรณ์แบบ
…… คนใกล้ชิดของเราจะรับไม่ได้หากเราไม่สมบูรณ์แบบ
…… ผู้คนมักจะโกรธหากเราไม่ทำอะไรอย่างสมบูรณ์แบบ
…… ทุกคนคาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบ

Other-Oriented Perfectionism
…… เป็นเรื่องยากที่จะอดทนกับการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคนรอบข้าง
…… หากผู้คนไม่พยายามอย่างเต็มที่ เราจะบอกให้พวกเขารู้
…… ทุกคนควรเป็นเลิศในสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา
…… เมื่อคนใกล้ชิดทำพลาดหรือบกพร่อง เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตือนพวกเขา
…… เราไม่ชอบการอยู่ล้อมรอบด้วยคนที่มาตรฐานต่ำ

เอาคะแนนของแต่ละหมวดมารวมกัน หมวดไหนคะแนนเยอะก็จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แบบไหน


แล้วข้อเสียของการเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์คืออะไร?

แม้บางคนจะรู้สึกภูมิใจลึกๆ กับการเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่

เพราะคนที่เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์จะมีความสุขได้ยากกว่าคนทั่วไป

เวลาที่ทำงานสำคัญสำเร็จเรียบร้อยไปได้ด้วยดี เพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ได้รู้สึกภูมิใจหรือชื่นชมตัวเอง

สิ่งที่เพอร์เฟกชั่นนิสต์รู้สึกมากกว่าคือ “ความโล่งใจ” ว่าจบงานนี้ไปได้อีกงาน และไม่มีใครมาว่าอะไรเราได้

แต่ความโล่งใจก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะเพอร์เฟกชั่นนิสต์ก็จะกังวลกับงานชิ้นต่อไป หรือไม่ก็ตั้งเป้าหมายใหม่ด้วยมาตรฐานที่สูงยิ่งกว่าเดิม แล้วทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงตรงนั้น เมื่อทำสำเร็จก็คาดหวังให้ตัวเองทำได้ดีกว่านี้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งถึงจุดนึงที่ไม่สามารถทำได้ตามที่ตัวเองคาดหวัง (หรือคิดว่าคนอื่นคาดหวัง) อีกต่อไป

คนที่เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์จึงมีโอกาส burnout สูงกว่าคนธรรมดามาก

แต่เพอร์เฟกชั่นนิสต์บางคนก็อาจทักท้วงว่า แม้ต้องแลกด้วยการ burnout และการไม่มีความสุข แต่อย่างน้อย performance ก็น่าจะดีกว่าคนทั่วไปไม่ใช่เหรอ เราเห็นคนอย่างสตีฟ จ็อบส์ นักเขียน bestseller หรือนักกีฬาระดับโลกหลายคนก็มีความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์กันทั้งนั้น

แต่ Thomas Curran ผู้เขียนบอกว่า จากงานวิจัยและการเก็บตัวอย่างมากกว่า 40,000 คน เขาพบว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นไม่มีความสัมพันธ์ (correlation) กับ performance หรือผลงาน!

Curran ให้เหตุผลไว้น่าสนใจมาก

อย่างแรก ที่เราเห็นว่าคนเด่นคนดังนั้นเขาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เราต้องระวังด้วยว่าเรากำลังมี survivorship bias

Survivorship bias คือเรามักจะตัดสินจากคนที่ “เหลือรอด”

คนอย่างสตีฟ จ็อบส์นั้นประสบความสำเร็จ และเมื่อจ็อบส์นั้นเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ เราก็เลยคิดว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นทำให้จ็อบส์สำเร็จ

แต่แท้จริงแล้วยังมีเพอร์เฟกชั่นนิสต์อีกตั้งมากมายที่ไม่ได้เดินทางไปถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพ แต่เราไม่เคยเห็นหรือได้ยินได้ฟังคนเหล่านั้น

แถมความสำเร็จนั้นก็เกิดจากหลายปัจจัยมาก ทั้งเรื่องการศึกษา ฐานะทางบ้าน ประเทศที่เกิด โชค จังหวะเวลา เราไม่สามารถให้เครดิตกับความสำเร็จของจ็อบส์ได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์


อีกจุดอ่อนสำคัญของเพอร์เฟกชั่นนิสต์ คือแรงขับเคลื่อนของเพอร์เฟกชั่นนิสต์นั้นไม่ใช่การได้มาซึ่งความสำเร็จหรือบรรลุความเป็นเลิศ

แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของเพอร์เฟกชั่นนิสต์คือความกลัวที่จะล้มเหลว

ทำยังไงก็ได้ที่จะไม่เฟล เพราะถ้าเราเฟล ความรู้สึกที่ว่าเราดีไม่พอจะผุดขึ้นมาทันที

ซึ่งเวลาที่เพอร์เฟกชั่นนิสต์เจองานที่ถนัด พวกเขาก็จะสร้างงานออกมาได้ดีเพราะเป็นคนขยันอยู่แล้ว

แต่พอเจองานที่ยากมากๆ งานที่เคยฝากรอยแผลเอาไว้ และเพอร์เฟกชั่นนิสต์รู้สึกได้ว่าอาจจะยากเกินไปและมีสิทธิ์ที่จะไม่ออกมาอย่างที่หวัง เพอร์เฟกชั่นนิสต์มีแนวโน้มที่จะ “หนี” ด้วยการไม่ยอมทำสิ่งนั้น หรือผัดผ่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเพอร์เฟกชั่นนิสต์จึงไม่ได้มี performance ในการทำงานดีกว่าคนทั่วไป เพราะข้อดีจากความขยันขั้นสุดนั้นถูกหักล้างด้วยข้อเสียของการไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงๆ และการเบิร์นเอาท์ก่อนวัยอันควร

ส่วน Other-oriented perfectionist หรือคนที่คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบนั้น มักจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์หรือการการทำงานกับคนอื่น เพราะช่างตัดสินและช่างวิจารณ์จนทำให้เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนร่วมห้องเข็ดขยาด


เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์แล้ว และอยากหายจากอาการนี้ เราสามารถทำอะไรได้บ้าง?

Curran แนะนำเอาไว้หลายอย่าง แต่ผมขอยกมาซัก 3 ข้อแล้วกันนะครับ

ข้อแรก ให้เข้าใจก่อนว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ไม่ใช่ความผิดของเรา

จากงานวิจัย ความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เกิดจากยีนส์ประมาณ 30%-40% คือมันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราเลือกไม่ได้

แถมระบอบทุนนิยมก็คอยบอกเราตลอดเวลาว่า เรายังดีไม่พอ เรายังมีไม่พอ เราสามารถไปได้ไกลกว่านี้อีกถ้าเราซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้หรือเข้าคอร์สตัวนั้น การเปลี่ยนประชาชนให้เป็นผู้บริโภคคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะถ้าเกิดว่าทุกคนรู้สึกว่าดีพอแล้ว มีพอแล้ว ไม่ต้องซื้อของเพิ่มอีกแล้ว เศรษฐกิจก็จะติดขัดและอาจเข้าสู่ recession ก็เป็นได้

การมาถึงของโซเชียลมีเดียก็มีผลเป็นอย่างมาก เพราะมันคอยเตือนเราตลอดเวลาว่ามีคนที่สวยกว่าเรา เก่งกว่าเรา ชีวิตดีกว่าเรา ดังนั้นความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นจึงเกิดขึ้นมากกว่ายุคก่อน

ดังนั้น ให้รู้ว่าความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ของเรานั้นคือผลผลิตจากยีนส์บวกกับผลผลิตจากยุคสมัย เราจะได้โทษตัวเองน้อยลง

ข้อสอง ให้หัดมีเมตตากับตนเอง หรือ self-compassion

อย่าโบยตีตัวเองมากเกินไปถ้าเราทำพลาด ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่มันคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ – Failure is not humiliating. It’s humanising.

ไม่มีใครในโลกนี้ที่เพอร์เฟ็กต์ เพราะกล่าวโดยแท้จริงแล้ว ความไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์

ข้อสาม ให้เดินเข้าหาสิ่งที่กลัว

เพราะที่ผ่านมาเราวิ่งหนีความล้มเหลวมาโดยตลอด อะไรที่ทำท่าว่าจะไม่ไหวเราก็เลยไม่กล้าลอง แต่จากนี้ไปให้เราลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำดู ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่ได้ออกมาได้ดีอย่างที่เราหวัง แต่เราก็จะได้พบว่ามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดเช่นกัน

เมื่อเราผูกมิตรกับความไม่สมบูรณ์แบบบ่อยๆ ความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ของเราก็น่าจะบรรเทาลงเช่นกัน

ใครสนใจศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น ลองไปหาฟัง Thomas Curran ตามพ็อดแคสต์ต่างๆ ได้นะครับ เขาเองก็เป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ขั้นสุดเหมือนกัน เคยเก็บความเครียดความกดดันเอาไว้มากมายจนสุดท้ายเป็น panic attack ดังนั้นข้อเขียนและข้อความของเขาจะเข้าใจเหล่าเพอร์เฟกชั่นนิสต์เป็นอย่างดี

ขอเอาใจช่วยให้เพอร์เฟกชั่นนิสต์ทุกท่านได้พบสันติในใจครับ

อย่าลืมมองตัวแปรอื่นในสมการ

ไม่นานมานี้ Derek Sivers ได้เขียนบทความว่าด้วยสมการแห่งความมั่งคั่ง:

Wealth = Have ÷ Want

ความมั่งคั่ง คือสิ่งที่เรามีหารด้วยความต้องการ

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 100 เราก็เป็นคนจน

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 5 เราก็เป็นคนรวย

ถ้าเรามี 10 แต่เราต้องการ 1 เราก็เป็นคนรวยเอามากๆ

ถ้าชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ค่อยมีอะไร ให้ใส่ใจที่ “Have” ก่อน

แต่เมื่อเรามีพอแล้ว ให้กลับมาสำรวจ “Want” ของเราเอง

เพราะการเพิ่มสิ่งที่เรามีนั้นไม่ง่าย ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเยอะ

แต่การลดสิ่งที่เราต้องการนั้นเป็น “เกมข้างใน” (inner game) ล้วนๆ

ที่ผ่านมา Derek โฟกัสกับการเพิ่มสิ่งที่เขามี

แต่เดี๋ยวนี้ Derek โฟกัสกับการลดทอนความต้องการของตัวเอง

(สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Derek Sivers เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ CD Baby และขายธุรกิจไปในราคา 700 ล้านบาท จากนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการหาเงิน รายได้จากหนังสือเล่มหลังๆ ที่เขาเขียน Derek จะบริจาคให้การกุศล)


อ่านสมการของ Derek แล้วทำให้คิดขึ้นได้ว่า บางทีเราก็จดจ่อหรือจับจดกับตัวแปรบางตัวในสมการมากเกินไป จนหลงลืมไปว่าเรามีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านตัวแปรตัวอื่นๆ ได้มากกว่า

เมื่อสามปีที่แล้ว ผมเขียนถึง The Psychology of Money ของ Morgan Housel ซึ่งผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

ข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า:

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett เพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่พวกเขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟตต์เพราะไม่ได้ลงทุนมายาวนานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงอาจไม่สำคัญเท่ากับเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

หลายคนเอาแต่สนใจผลตอบแทน เห็นการลงทุน A ให้ผลตอบแทน 7% แต่การลงทุน B ให้ผลตอบแทน 30% ต่อปีก็เทใจให้การลงทุน B

แต่ถ้าการลงทุน B เสี่ยงมาก และเรามีโอกาสเจ๊ง เวลาที่เราอยู่ในตลาดก็จะต่ำมาก

สมมติว่า:

การลงทุน A ทำให้เราอยู่ในตลาดได้ 30 ปี
การลงทุน B ทำให้เราอยู่ในตลาดได้แค่ 3 ปีก็ต้องรีบขายทิ้ง

การลงทุน A ให้ผลตอบแทน: 1.07^30 = 7.6 เท่า

การลงทุน B ให้ผลตอบแทน: 1.30^3 = 2.2 เท่า (หรือาจจะเจ๊งก็ได้)

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ผิดหรือถูก แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน

ขอแค่ให้ระลึกว่า ผลตอบแทนนั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ยาก เพราะมีปัจจัยเต็มไปหมด แต่เวลาที่เราอยู่ในตลาดนั้นเราควบคุมได้มากกว่า


นอกจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว หลักการ “มองหาตัวแปรอื่นในสมการ” ยังใช้ในความสัมพันธ์ได้อีกด้วย

เวลาเรามีปัญหากับคนอื่น ความคิดของเรามักจดจ่อไปที่ “คู่กรณี” ว่าเขาทำผิดอะไร นิสัยอะไรของเขาที่เราไม่ชอบ

แต่อย่าลืมว่าเราเองก็เป็นตัวแปรหนึ่งในสมการเช่นกัน

เหมือนเรื่องเล่าที่ภรรยาบ่นกับสามีหลายวันว่าบ้านข้างๆ ซักผ้าไม่สะอาดแล้วตากเอาไว้

อยู่มาวันหนึ่งผ้าที่ข้างบ้านตากกลับดูสะอาดขึ้นจนภรรยาประหลาดใจ สามีจึงบอกว่า:

“ผ้าข้างบ้านเขาซักสะอาดมาตั้งนานแล้ว เช้านี้ผมแค่เช็ดหน้าต่างบ้านให้บ้านเราเท่านั้นเอง”

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีปัญหากับคนอื่น ให้มองว่ามันคือโอกาสในการขัดเกลาตัวเองให้เป็นคนที่มีวุฒิภาวะในความสัมพันธ์มากขึ้น

ทุกผลลัพธ์กอปรไปด้วยหลายเหตุปัจจัย ถ้าพบว่าตัวเองพยายามแก้ตัวแปรใดมาเนิ่นนานแล้วไม่ดีขึ้น ก็ขอให้ถอยออกมาดูให้ดี ว่ามีตัวแปรอื่นที่เราหลงลืมไปหรือเปล่าครับ

เราต้องพัฒนาตัวเองไปถึงเมื่อไหร่

ปีนี้เป็นปีที่ผมสนใจเรื่องการพัฒนาตัวเองน้อยลงไปพอสมควร แทบไม่ได้อ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ในหัวข้อเหล่านี้เลย

คนรอบตัวในโลกโซเชียลยังเขียนเรื่องพัฒนาตัวเองกันค่อนข้างเยอะ มีแนะนำแอปพลิเคชันและเทคนิคต่างๆ เห็นคนไปลงคอร์สและสรุปเรื่องราวที่ได้ฟังจากตัวท็อปในวงการ

ช่วงนี้ผมก็เลยคิดถึงประโยคหนึ่งเป็นพิเศษ เป็นคำของพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร ที่เคยเปรยกับผมและเพื่อนอีกสองคนไว้เมื่อปีที่แล้วว่า

“บางทีเรียนมาเยอะๆ ก็เอาไปใช้ไม่ทันเหมือนกันนะ”


ผมเพิ่งกลับมาจากเมืองเพิร์ธ ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย

ทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศ ผมมักจะแวะเวียนไปร้านหนังสือ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือหนังสือประเภท how-to นั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือนิยาย สุขภาพ การเลี้ยงลูกเสียมากกว่า

ถ้าเรากลับมาดูหนังสือแนว how-to ในบ้านเรา จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แปลมาจากนักเขียนในอเมริกา ญี่ปุ่น หรือไม่ก็เกาหลีใต้

ทั้งสามประเทศนี้มีความเหมือนกัน คือแม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ผู้คนก็ยังต้องแข่งขันกันสูง ผิดกับยุโรป ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ที่เราแทบไม่เคยเห็นหนังสือแนว how-to มาจากนักเขียนสัญชาติเหล่านี้เลย ถ้าจะมีเล่มไหนที่โด่งดังหน่อยในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาผมก็คิดออกแค่เรื่อง Four Thousand Weeks ที่ผู้เขียนเป็นชาวอังกฤษ แต่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็แตกต่างจากฝั่งอเมริกาอย่างชัดเจน

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรป น่าจะมี social safety net ที่ดีพอสมควร ประชาชนเลยไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเป็นคนที่เก่งขึ้นอยู่ร่ำไป

ผิดกับคนไทย ที่รู้สึกว่าถ้าเราไม่เก่งขึ้น ไม่พัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา นั่นคือความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง เพราะเราอาจโดนทิ้งไว้ข้างหลัง


ในหนังสือ “Between Hello and Goodbye. ครู่สนทนา” ของคุณจิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ เคยสัมภาษณ์คุณภิญโญเมื่อปี 2560 เอาไว้ว่า

[ถาม]: คุณคิดว่าหนังสือ ปัญญาอนาคต และ ปัญญาอดีต ขายดีมาก มันเกิดจากการตลาดอันแม่นยำหรือคนกำลังโหยหาปัญญาจริงๆ

[ตอบ]: อาจจะเป็นอย่างหลังมากกว่า สินค้าที่ขายดีตามหลักการตลาดคือสิ่งที่คนไม่มี คุณต้องขายสิ่งที่คนอยากได้แต่เขาไม่มี ถ้าพูดอย่างแหลมคม สิ่งนั้นก็คืออนาคต ประเทศนี้ไม่มีอนาคต เวลาคุยกันในวงเหล้า เราก็คุยกันว่าเฮ้ย ประเทศนี้ไม่มีอนาคต ผมเลยขาย future ไง ขายสิ่งที่คนอยากได้แล้วไม่มีในประเทศ ถามว่าแล้วทำไมยังขายได้เรื่อยๆ ก็ตอนนี้มันยังไม่มีอยู่ (หัวเราะ)


ที่ปากซอยบ้านผมเป็นห้างโลตัส มีพื้นที่จอดรถมากมาย และมีอาคารหนึ่งชั้นที่เคยเป็นเนอสเซอรี่มาก่อน แต่ก็ถูกทิ้งร้างมานาน

เมื่อประมาณต้นปีนี้ ก็มีกิจการมาเปิดใหม่และคึกคักมาก ระดับต้องพึ่งตำรวจจราจรมาช่วยอำนวยความสะดวกช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

กิจการที่ว่าคือโรงเรียนกวดวิชาให้เด็กประถม วันที่โรงเรียนเปิดนี่มีพ่อแม่ผู้ปกครองมาอออยู่หน้าอาคารไม่ต่ำกว่า 50 คน เป็นธุรกิจที่มี demand สูงจริงๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว พื้นที่ข่าวในเมืองไทยถูกครอบครองด้วยธุรกิจขายตรงแบบ MLM* ที่มีดาราเป็นพรีเซนเตอร์ แต่มีคนเสียหายมากมาย สุดท้ายจึงนำไปสู่การจับกุมเจ้าของและผู้เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อย

ผมเคยได้เข้าไปฟังธุรกิจขายตรงอยู่หลายเจ้า และได้คำตอบว่าเขาไม่ได้ขายสินค้า สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือความฝันว่าวันหนึ่งคนธรรมดาอย่างเราจะมีอิสรภาพทางการเงิน

แม้กิจการที่เป็นข่าวจะถูกจัดการไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมีกิจการคล้ายๆ กันเกิดขึ้นมาอีก เพราะ “อนาคตที่ดีกว่านี้” เป็นสิ่งที่คนไทยขาดแคลนเสมอ


มีอาจารย์คนหนึ่งเคยเล่าเรื่องติดตลกไว้ว่า

นักเรียนเกรด A จะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาก็รับราชการและออกกฎหมายและกำกับดูแลความเป็นไปในสังคม

นักเรียนเกรด B มักจะทำธุรกิจ ซึ่งก็ถูกควบคุมโดยกฎหมายและกฎกติกาที่เขียนโดยนักเรียนเกรด A

นักเรียนเกรด C โตมาเป็นนักการเมือง แล้วก็ได้รับเลือกตั้ง/แต่งตั้งมาคุมกระทรวง มีนักเรียนเกรด A เป็นลูกน้อง

ส่วนนักเรียนเกรด D นั้นเป็นหมอดู ที่นักการเมืองเชื่อถือและขอคำปรึกษาอยู่เสมอ

นักเรียนเกรด C และ D จึงคุมประเทศ โดยมีนักเรียนเกรด A และ B ทำงานให้


เมื่อประเทศไทยเป็น (เสีย) อย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหนังสือ how-to ถึงขายดี ทำไมโรงเรียนกวดวิชาถึงมีคนเรียนเยอะ และทำไมธุรกิจที่ใช้ความร่ำรวยเป็นจุดขายและคนธรรมดากลายเป็นเหยื่อจึงจะเกิดขึ้นอยู่ร่ำไป

กลับมาที่คำถามที่ว่า เราต้องพัฒนาตัวเองไปถึงเมื่อไหร่

ผมคิดว่าหากชีวิตวัยทำงานของเราเพิ่งเริ่มต้น การมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เราต้องพึ่งพาตัวเองเพราะเราไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลได้มากนัก

แต่หากชีวิตของใครเดินทางมาถึงจุดที่โอเคระดับหนึ่ง เราอาจไม่จำเป็นต้องยึดการพัฒนาตัวเองเป็นสรณะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในความหมายที่คุ้นเคยในหนังสือ how-to ที่เน้นความ productive และสร้างความร่ำรวย

ไม่อย่างนั้นเราจะเสพติดการพัฒนาตัวเอง กว้านซื้อหนังสือ เข้าคอร์ส ฟังพอดแคสต์ โดยที่เราอาจลืมตั้งคำถามเป็นครั้งคราวว่าที่ “เราวิ่ง” อยู่ทั้งหมดนี้นั้นทำไปเพื่ออะไร

และที่สำคัญกว่านั้น คือเรายังต้องการชุดความรู้เหล่านี้อยู่จริงหรือเปล่า คนที่เราติดตามและยึดว่าเป็นไอดอลนั้นเขาอยู่ stage ชีวิตเดียวกับเราหรือไม่ และสิ่งที่เราขาดไปคือความรู้แน่หรือ?

บางที สิ่งที่เราขาดแคลนอาจไม่ใช่ความรู้ แต่คือสติและความกล้า

กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะปฏิเสธ กล้าที่จะดูไม่ดี

เมื่อเราหมั่นตั้งคำถามและมีความชัดเจนกับตัวเอง สิ่งที่เราเคยคิดว่าต้องทำมาโดยตลอดอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอีกต่อไปครับ

ความขยันก็เป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง

พรสวรรค์มักถูกมองว่าเป็นคำที่สงวนไว้ให้ “คนพิเศษ” เพียงส่วนน้อยในโลกนี้

พรสวรรค์ด้านดนตรี พรสวรรค์ด้านกีฬา พรสวรรค์ด้านวิชาการ เหล่านี้คือบริบทที่เราคุ้นเคยกับคำว่าพรสวรรค์

เราจึงคิดว่าพรสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัวและไม่เกี่ยวกับเรา เรารู้แหละว่าโมสาร์ทมีพรสวรรค์ เมสซี่มีพรสวรรค์ ไอน์สไตน์มีพรสวรรค์ แต่คนธรรมดาอย่างเรานั้นไม่ได้มีพรสวรรค์ใดๆ ติดตัวมาหรอก

ผมจึงชอบนิยามของคำว่าพรสวรรค์ที่ Scott Galloway เขียนเอาไว้ในหนังสือ The Algebra of Wealth: A Simple Formula for Financial Security เป็นพิเศษ

เขาบอกว่า พรสวรรค์คืออะไรก็ตามที่เราทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

“Talent is anything you can do that others can’t or won’t”

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ คำว่าพรสวรรค์ก็ดูเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้มากกว่าเดิม

ขยัน ประหยัด มักน้อย สันโดษ สังเกตสังกา อดทน รอได้ ไม่อิจฉา มีมุทิตา เป็นคนตลก อารมณ์ดี เล่าเรื่องสนุก เข้ากับคนง่าย ชอบออกกำลังกาย ไม่เครียด ไม่ติดของแบรนด์เนม ไม่แสวงหาการยอมรับ

หลายเรื่องที่กล่าวมา เราอาจทำได้โดยไม่ต้องพยายาม นั่นแสดงว่ามันเป็นพรสวรรค์ของเรา เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำไม่ได้

Galloway ยังมองว่าพรสวรรค์ไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถหรือนิสัยใจคอ แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องทางกายภาพอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเป็นคนตัวเล็กก็นับเป็นพรสวรรค์ ถ้าเราเป็นนักกีฬาขี่ม้าแข่ง เพราะม้าแบกคนตัวเล็กย่อมวิ่งได้เร็วกว่าม้าแบกคนตัวใหญ่

เมื่อมองแบบนี้ ความสวยก็เป็นพรสวรรค์ได้เช่นกัน

คนอาจจะมองว่าความสวยไม่น่าจะนับเป็นพรสวรรค์ได้ เพราะไม่เห็นต้อง “ลงมือ” ทำอะไรสักอย่าง ไม่เหมือนนักกีฬาหรือนักดนตรี ที่กว่าจะฝึกปรือขึ้นมาจนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ย่อมต้องอาศัยทั้งพรสวรรค์และความพยายาม

แต่ความสวยนั้นไม่ต้องใช้ความพยายามจริงหรือ?

ผมว่าความสวยความหล่อไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายๆ โอเคว่าอย่างน้อยพื้นฐานหน้าตาต้องไม่ขี้เหร่ แต่มันก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกเช่นการดูแลสุขภาพ วินัยในการกินและดื่ม การแต่งตัว บุคลิก วิธีพูดจา ของเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนทำได้หรือยอมทำ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความพยายามและการเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ

เราเห็นศิลปินหรือนักแสดงบางคนที่อยู่ในวงการมานานแต่ก็ยังดูดีอยู่ ในขณะที่ดาราร่วมรุ่นพากันโรยราไปหมดแล้ว การที่เขายืนระยะมาได้ขนาดนี้ไม่ใช่ลูกฟลุกแน่นอน

ใครที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ ลองถามตัวเองอีกทีว่าเรามีข้อดีอะไรที่เราเคยมองข้ามไป (และเพราะว่าเรามีมันมาแต่ไหนแต่ไร เราจึงนึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่จริงแล้วมีหลายคนที่อยากมีอย่างเรา แต่เขาทำไม่ได้)

อะไรที่เราทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

อะไรที่เราเป็น แต่คนอื่นเป็นไม่ได้หรือไม่ยอมเป็น

หาพรสวรรค์ของเราให้เจอ แล้วใช้พรสวรรค์นั้นสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเองและของคนรอบข้างกันครับ

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman ว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือให้เรายอมรับใน “ความจำกัด” ของตัวเอง (finitude)

โลกทุนนิยมชอบสอนว่าเราไม่มีขีดจำกัด เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้ เพียงเรายอมจ่ายเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ได้ของชิ้นนี้มา หรือได้ความรู้ชุดนี้มา แล้ว productivity เราจะสูงขึ้น ชีวิตเราจะดีขึ้น และเราจะ “เอาอยู่” ทุกอย่าง

แต่ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือมากี่เล่ม ลองแอปมาแล้วกี่ตัว ฟังพ็อดแคสต์มาแล้วกี่ตอน ก็ยังไม่เห็นว่าจะจัดการชีวิตได้อยู่หมัดสักที

เพราะพอเราคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย ชีวิตก็มักจะส่งอะไรที่เราคิดไม่ถึงมาให้เสมอ ดั่งคติพจน์ของชาวยิวที่ว่า

“Mann Tracht, Un Gott Lacht”

“Man plans and God laughs.”

Four Thousand Weeks เลยบอกให้เรายอมรับความจริงที่ว่า วันที่เราจะเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์ ทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เราจะมีงานค้างอยู่เสมอ และเราไม่สามารถทำตามความต้องการของทุกคนได้อย่างไร้ที่ติ

เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ เราจะพบความโล่งใจอย่างประหลาด เพราะเราจะเปลี่ยนบทบาทจากคนที่ทำอะไรเพราะ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” เป็นคนที่ทำอะไรเพราะ “อยากทำ” มากขึ้น โดยไม่ต้องมีเหตุผล และไม่มัวกังวลว่าการกระทำนั้นจะทำให้เราเป็นคนดีขึ้นหรือเก่งขึ้นหรือไม่

การตระหนักถึงจุดนี้เป็นเครื่องเตือนสติที่สำคัญสำหรับคนรักการพัฒนาตัวเอง และคนที่เป็น “เดอะแบก” ทั้งในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งในที่สาธารณะ

เมื่อเรารู้สึกว่าเราต้องเก่งขึ้นทุกวัน และต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน เราก็อาจรู้สึกว่าเราไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง “ไร้สาระ” และไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

นานวันเข้าเราก็เลยกลายเป็นคนไม่กล้าอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข


ผมนึกถึงฉากหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในซีรี่ส์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance” (2019) ที่นำแสดงโดย ซันนี่ (เป้ง) ใหม่ ดาวิกา (ทานตะวัน) สกาย วงศ์ระวี (ฉลาม) และ ต้าเหนิง กัญญาวีร์ (บะหมี่)

เป้งคบกับทานตะวันมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเป้งมีพลังวิเศษที่หากทานตะวันเรียกหาเป้งเมื่อไหร่ เป้งก็สามารถทะลุมิติไปเจอทานตะวันได้ทันที

แต่ด้วยภาระหน้าที่ของความเป็นแพทย์ ทำให้หมอเป้งไม่ได้ดูแลทานตะวันเท่าที่ควร จนทานตะวันเริ่มมีใจให้ “ฉลาม” แพทย์ฝึกหัด ส่วน “บะหมี่” ที่เป็นคนขับรถพยาบาลก็แอบชอบหมอเป้งมานานแล้ว

ใน EP7 หมอเป้งขอให้บะหมี่ไปช่วยลองแหวน เพราะไซส์นิ้วนางของบะหมี่และทานตะวันใกล้เคียงกัน หมอเป้งตั้งใจจะขอทานตะวันแต่งงาน แต่พอคืนนั้นได้คุยกับทานตะวันและรู้สึกได้ว่าทานตะวันเริ่มมีใจให้ฉลาม ก็เลยทะเลาะกันจนหมอเป้งท้าให้ทานตะวันเลิก และทานตะวันก็ดันตอบตกลง

หมอเป้งที่ยังช็อคๆ งงๆ เดินกลับมาเจอบะหมี่พอดี

บะหมี่: หนูบังเอิญมาเดินเล่นแถวนี้พอดีอ่ะพี่…บังเอิญดีเนอะ…(เห็นหน้าหมอเป้งจ๋อยๆ) พี่ไม่เป็นไรแน่นะ?

หมอเป้ง: เลิกกันแล้วอ่ะ…

บะหมี่: ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเลยนะพี่

หมอเป้ง: (ยิ้มเศร้าๆ คูลๆ) ร้องทำไม…ร้องแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

บะหมี่: อย่างน้อยก็ได้ร้องไงพี่

หมอเป้งพยายามกลั้นน้ำตา ไฟตึกโดยรอบค่อยๆ ดับลง หมอเป้งบอกบะหมี่ว่าไปกันเถอะ บะหมี่เดินเข้ามาหา เอามือวางบนไหล่หมอเป้ง

บะหมี่: ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่

(หมอเป้งยิ้มส่ายหน้า แล้วบอกว่าไปกันได้แล้ว)

บะหมี่เลยเดินเข้าไปโอบกอดหมอเป้ง แล้วหมอเป้งก็ปล่อยโฮออกมา


ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เรา “ต้องเป็น” หรือ “ต้องทำ” ทั้งนั้น

เราเลือกได้ว่าเราอยากเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้ามากเกินไป จนเราหลงลืมไปว่าทำไมเราถึงมุ่งไปข้างหน้าตั้งแต่แรก

วง Aerosmith เคยกล่าวไว้ว่า Life’s a journey, not a destination.

การมีจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าลืมสนุกกับการเดินทางด้วย

เราไม่ต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนในทุกที่และทุกเวลา

ทำตัวไร้สาระบ้างถ้าหากมันทำให้เรามีความสุข และหากมีความทุกข์ก็แค่ระบายมันออกมา

“ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่”

ทิ้งความกังวลที่จะไม่ได้บรรลุตัวตนอันสมบูรณ์แบบ อยู่กับปัจจุบันให้ไม่น้อยกว่ามุ่งมั่นสร้างอนาคต

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ครับ