ไม่ใช่เก่งไม่พอ แค่โฟกัสไม่พอเท่านั้นเอง

20200802

เรากำลังถูก “แฮ็ค” ด้วยเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้นที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ

เราเลยหยิบมือถือขึ้นมาดูทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโนติ เราเลยแวะข้างทางเสมอก่อนจะได้เริ่มงานจริง เราเลยเปิด Chrome ทิ้งไว้ 20 แท็บ

เราเลยกลายเป็นคนใจร้อนที่ไม่สามารถอดทนรออะไรได้

ถ้าได้ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ตัวเทพ” ในวงการ เราจะพบว่าหลายคนไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรมากไปกว่าคนปกติธรรมดาเลย ทักษะสำคัญที่พวกเขามีร่วมกันคือฉันทะที่จะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอจนสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้

เรามีพรสวรรค์เพียงพออยู่แล้ว มีเครื่องมือครบถ้วนอยู่แล้ว เหลือแค่การลงมือทำด้วยความมุ่งมั่นและความอดทนที่จะรอให้มันออกดอกออกผลครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear’s 3-2-1 Newsletter

ความเข้าใจมาช้ากว่าความเจ็บปวดเสมอ

20200728

ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตราบใดที่เรายังมีชีวิต ความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจก็จะแวะเวียนมาหาเราอยู่เรื่อยๆ

ความเจ็บปวดยังนำมาซึ่งความเติบโตอีกด้วย

เมื่อเราวิดพื้น ทำแพลงค์ หรือยกเวท เราจะสร้างความเจ็บปวดให้กับกล้ามเนื้อ อาจถึงขั้นไฟเบอร์ในกล้ามเนื้อบางส่วนฉีกขาดด้วยซ้ำไป แต่ร่างกายนั้นมีกลไกในการ overcompensate หรือการ “ชดเชยเผื่อ” ซึ่งนำไปสู่การซ่อมแซมตัวเองที่ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม

ความเจ็บปวดทางใจก็เช่นกัน เมื่อพรากจากของที่รัก หรือต้องประสบกับสิ่งไม่ชอบ เราจะเจ็บปวด เราจะไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้

แต่กล้ามเนื้อทางใจนั้นมันไม่ได้ overcompensate เหมือนกล้ามเนื้อทางกายเสมอไป อาจต้องเจอความเจ็บปวดซ้ำๆ จนกว่าเราจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อนั้นกล้ามเนื้อใจเราจะแข็งแรงขึ้น และทรมานกับความเจ็บปวดเหล่านั้นได้สั้นลง

ความเจ็บปวดมาก่อนความเข้าใจเสมอ

ถ้าเรากำลังเจ็บปวดอยู่ ให้บอกตัวเองว่าความเข้าใจกำลังจะตามมาในอีกไม่ช้านะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งความเงียบ โดย พศิน อินทรวงศ์

ทำไมคนรวยบางคนไม่อวดรวย

20200722

เมื่อเรามองไปยังคนที่รวยมากๆ เราจะเห็นคนรวยอยู่สองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ซื้อสินค้าที่บอกให้โลกรู้ว่าฉันรวยนะ กลุ่มนี้มักจะเป็นศิลปินหรือนักกีฬา

ไมเคิล แจ็กสันซื้อคฤหาสน์ Neverland ในราคา $19.5 ล้านในปี 1987 ซึ่งเทียบเท่ากับ $44.5 ล้าน หรือ 1400 ล้านบาทในปัจจุบัน

นักฟุตบอลชื่อดังในพรีเมียร์ลีกนั้นซื้อรถหรูกันเป็นว่าเล่น ใครไม่มีสปอร์ตคาร์จะถูกหาว่าเชย ตอนที่คาร์ลอส เตเบสย้ายมาอยู่แมนยูใหม่ๆ เตเบสขับรถ Audi แล้วโดนเพื่อนร่วมทีมล้อ เวย์น รูนีย์เลยให้เตเบสยืมรถลัมโบกินีไปขับพลางๆ ระหว่างที่เตเบสเก็บตังค์เพื่อซื้อรถสปอร์ตของตัวเองได้

ส่วนนักกีฬาที่น่าจะอวดรวยที่สุดในยุคนี้น่าจะเป็น Floyd May Weather Junior นักมวยที่ห้อยสร้อยคอทองคำหนัก 11 กิโล ซื้อเคสไอพอดราคา $50,000 รถราคา $4.7 ล้านเหรียญ นาฬิกาเรือนละ $18 ล้าน และเครื่องบินส่วนตัวราคา $60 ล้าน

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่ได้อวดรวยแบบกลุ่มแรก กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ประกอบการ

ลองมาดูรถของนักธุรกิจที่รวยที่สุดในโลกกัน

Larry Page ขับ Toyota Prius

Mark Zuckerberg ขับ Acura TSX ราคา $30,000

Jeff Bezos ขับ Honda Accord

Jack Ma ขับ Roewe RX5 SUV ราคา $15,000

ทำไมนักธุรกิจที่ร่ำรวยกว่านักกีฬาตั้งหลายเท่าถึงมัธยัส์กว่า?

หนึ่งในคำอธิบายก็คือ “ความร่ำรวย” ของนักธุรกิจนั้นอยู่ในรูปแบบ “หุ้นในบริษัท” ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ ในขณะที่ความร่ำรวยของนักกีฬานั้นมักจะมาในรูปแบบเงินสดจากค่าตัวและค่าสปอนเซอร์ ดังนั้นนักธุรกิจจึงไม่ได้มีกระแสเงินสดเข้าบัญชีส่วนตัวมากเท่าศิลปินหรือนักกีฬา

แต่อีกหนึ่งคำอธิบายที่ผมชอบมากก็คือ นักธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะเขาใช้สมองและใช้เงินอย่างชาญฉลาด ดังนั้นเขาจะไม่ใช้เงินไปอย่างสิ้นเปลือง (และดูไม่ฉลาด) เพราะมันจะขัดกับตัวตนของเขา – they got rich by being smart so they won’t spend money in a stupid way.

แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ใช้ของแพงๆ เลยนะครับ เสื้อสีเทาที่ Mark Zuckerberg ใส่เป็นประจำนั้นราคาตัวละ $300-$400 และเขาเองก็ซื้อบ้านพักตากอากาศไว้หลายหลัง (ซึ่งถ้าขายไปก็คงจะได้กำไรไม่น้อย)

ผมเชื่อว่าคนรวยเหล่านี้พร้อมจ่ายเงินเพื่อให้ได้ของที่คุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องอวดความร่ำรวย เพราะเขาคงไม่ได้ต้องการให้ผู้คนยอมรับในความรวยของพวกเขา แต่อยากคนให้ยอมรับในผลงานและมันสมองของพวกเขามากกว่าครับ

—–

ขอบคุณรูปจาก Flickr: Mark Zuckerberg by JD Lasica 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

Daily Star: Wayne Rooney lent Carlos Tevez his Lamborghini after Man Utd squad laughed at his Audi

Business Insider:
The 11 most extravagant things Floyd Mayweather has spent his millions on
You can now buy a replica of Mark Zuckerberg’s crazy expensive plain grey t-shirt for $46

CNBC: 9 billionaires who drive cheap Hondas, Toyotas and Chevrolets

อย่าฟูมฟายกับหนึ่งสิ่งที่หายไป

20200716

เมื่อปีที่แล้วผมพาแฟนไปร่วมงานวิ่งชื่อ Olympic Day จัดที่สนามศุภชลาศัย

ผมกับเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศเคยมางานนี้แล้ว แต่มันเป็นงานวิ่งครั้งแรกของแฟนผม เธอก็เลยตื่นเต้นน่าดู แม้ระยะการแข่งขันจะแค่ 5 กิโลเมตร แต่แฟนก็ซ้อมล่วงหน้าหลายสัปดาห์

เมื่อถึงวันแข่งเราตื่นกันตั้งแต่ตีสาม เพื่อไปให้ถึงสนามทันตีสี่ ก่อนจะออกตัวตอนตีห้า

ก่อนวันแข่ง น้องที่ทำงานผมอาสาไปรับ “บิ๊บ” หรือเบอร์วิ่งมาให้เรา แต่พอเขามาถึงสนามตอนตีสี่ครึ่ง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าลืมหยิบบิ๊บของผมกับแฟนมาให้ด้วย

บิ๊บเป็น “เอกสาร” ที่สำคัญที่สุดในการแข่งขันวิ่งระยะทางไกล เพราะมันคือ ID ของนักวิ่ง ข้างหลังบิ๊บจะมีชิพที่เป็นตัวจับเวลาว่าเราได้ออกจากจุดสตาร์ทจริงหรือไม่ และวิ่งไปตามเส้นทางจนถึงเส้นชัยจริงรึเปล่า

เวลาวิ่งอย่างเป็นทางการจะถูกบันทึกไว้ในเว็บการแข่งขัน ตอนเข้าเส้นชัยผู้จัดงานก็จะติ๊กในบิ๊บของเราว่าได้รับเหรียญแล้วรึยัง ได้รับเครื่องดื่มและอาหารแล้วหรือยัง การที่เราไม่ได้เอาบิ๊บมาก็เหมือนเราจะเสียสิทธิ์เหล่านี้ทุกอย่าง

ผมวิ่งไปถามทีมจัดงานว่ามีบิ๊บสำรองมั้ย แต่ปรากฎว่าไม่มีใครหาให้ได้ ส่วนแฟนผมก็ย่อมต้องอารมณ์บูดอยู่แล้ว เพราะอุตส่าห์ซ้อมมาอย่างดี ต้องตื่นนอนแต่เช้า ต้องมารอปล่อยตัวท่ามกลางคนจอแจ แต่กลับไม่สามารถร่วมรายการได้ซะอย่างนั้น ดูท่าทางเหมือนอยากจะกลับบ้านเต็มที

แต่ผมก็คะยั้นคะยอว่า ไหนๆ ก็ซ้อมมาแล้ว และวันนี้ก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว ก็วิ่งกันเถอะ วิ่งแบบคนนอกที่มาร่วมรายการก็ได้ แฟนก็เลยยอมวิ่ง

เพื่อนๆ ที่วิ่งระยะ 10 กิโลเมตรปล่อยตัวตอนตี 5 ส่วนผมกับแฟนวิ่งระยะ 5 กิโลเมตรนั้นปล่อยตัวทีหลัง เส้นทางของเราคือวิ่งวนรอบบล็อคผ่านบรรทัดทอง พระราม 4 ราชดำริ พระราม 1 เพื่อวนกลับเข้าสนามศุภฯ

ระหว่างวิ่ง ผมก็คิดได้ว่า จริงๆ ที่เราขาดไปก็แค่เบอร์วิ่งนี่นะ อย่างอื่นเรายังได้รับเหมือนเดิมหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นการได้มาวิ่งท่ามกลางผู้คนมากมาย ได้สัมผัสบรรยากาศกรุงเทพตอนเช้าตรู่ ได้แวะกินน้ำ ได้วิ่งแซงคนโน้นคนนี้หรือถูกคนอื่นแซงกลับ

ตอนที่วิ่งกลับเข้าสนามศุภชลาศัยนั้นบรรยากาศดีมาก ราวกับเราเป็นนักกีฬาทีมชาติที่วิ่งเข้าสเตเดี้ยมอย่างฮีโร่

พอถึงเส้นชัย ผมถามคนที่ยืนแจกเหรียญว่า ขอเหรียญได้มั้ย พอดีลืมเอาบิ๊บมา เขาก็ให้เหรียญกับผมและแฟนอย่างไม่คิดอะไร ตอนเดินไปรับน้ำก็ไม่มีใครว่าอะไรอีกเช่นกัน จากนั้นเราก็มานั่งรอเพื่อนคนอื่นๆ ทยอยเข้าเส้นชัย

แล้วแฟนผมที่ตอนนี้อารมณ์ดีขึ้นแล้วก็ชวนผมไปถ่ายรูปคู่ชูเหรียญ และอัพสเตตัสเฟซบุ๊คไว้เป็นที่ระลึก

สรุปคือวันนั้นผมกับแฟนได้รับประสบการณ์ครบถ้วนทุกอย่าง ขาดแค่เพียงกระดาษแผ่นเดียวตรงกลางอก ดีนะที่ไม่ได้ตัดใจกลับบ้านไปเสียก่อน

ประสบการณ์ในวันนั้นสอนให้ผมรู้ว่า อย่าฟูมฟายกับหนึ่งสิ่งที่หายไป เพราะถ้าเราเอาแต่จับจดกับสิ่งที่หายไป เราจะมองข้ามสิ่งดีๆ อีกมากมายที่มันยังเหลืออยู่

ช่วงที่กรุงเทพต้องล็อคดาวน์เพราะโควิด-19 หลายคนทุกข์ใจกันมาก เดินห้างก็ไม่ได้ ไปทำงานที่ออฟฟิศก็ไม่ได้ กินข้าวที่ร้านอาหารก็ไม่ได้ อนาคตหลายๆ อย่างก็ไม่แน่นอน

แต่ถ้ามองดีๆ เกือบทุกอย่างเราก็ยังคงเหมือนเดิม เรายังมีอวัยวะครบถ้วน เรายังมีข้าวกิน เรายังดูเน็ตฟลิกซ์ได้ เรายังโทรหาคนที่เรารักได้ โควิดทำให้บางสิ่งหายไป แต่ก็ยังเหลือสิ่งดีๆ อีกมากมายที่เรายังทำได้เหมือนเดิม

อะไรที่เสียไปแล้วก็ต้องให้มันเสียไป ขอแค่เพียงมองให้เห็นสิ่งดีๆ ที่เรายังมีเหลืออยู่

แล้วจะรู้ว่าชีวิตไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นครับ

อีกสิบปีเราจะขำตัวเองกับเรื่องนี้

20200715

ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วหรือเก่ากว่านั้นก็ได้

อาจจะเคยร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเพราะอกหัก

อาจจะเคยเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะงานล่ม

อาจจะเคยทะเลาะกันใหญ่โตด้วยเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญเสียมากมาย

พอมองย้อนกลับไป ความรู้สึกแย่ๆ นั้นอาจจะยังหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ปัญหานั้นมันไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่เคยคิดแล้ว ไม่รู้เพราะว่าก้อนปัญหามันถูกกาลเวลากัดกร่อน หรือตัวเราเองที่เติบใหญ่ขึ้น หรืออาจจะทั้งคู่

เราเคยเจอเหตุการณ์แย่ๆ มาแค่ไหน เราก็ยังผ่านมันมาได้

ตอนนี้เรากำลังเจอเหตุการณ์แย่ๆ เพียงใด เดี๋ยวเราก็จะผ่านมันไปได้เหมือนที่เคยเป็นมาเช่นกัน

แล้วอีกสิบปีเราจะกลับมาขำตัวเองกับเรื่องนี้ครับ