คุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร เคยเล่าถึงคุณ Jensen Huang , Founder & CEO ของ NVIDIA หนึ่งในบริษัทที่ร้อนแรงที่สุดในชั่วโมงนี้
เมื่อตอนต้นปี Jensen Huang ได้ขึ้นไปให้สัมภาษณ์บนเวทีของงาน SIEPR Economic Forum ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
พิธีกรถามคุณเจนเซ่นว่า สแตนฟอร์ดมีนักศึกษามากมายที่อยากออกไปเป็นผู้ประกอบการ คุณเจนเซ่นมีคำแนะนำอะไรบ้างที่จะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ
คุณเจนเซ่นตอบว่า:
“รู้ไหม หนึ่งในข้อได้เปรียบของผมก็คือการมีความคาดหวังที่ต่ำมาก นักศึกษาที่จบจากสแตนฟอร์ดส่วนใหญ่มักมีความคาดหวังสูง คุณก็สมควรมีความคาดหวังสูงแหละ เพราะคุณจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ถูกรายล้อมด้วยคนที่น่าทึ่ง แถมคุณยังมีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียนอีกด้วย ดังนั้นการมีความคาดหวังสูงจึงเป็นเรื่องธรรมดา
แต่คนที่มีความคาดหวังสูงมักมีความสามารถต่ำในการลุกขึ้นจากความล้มเหลว (low resilience) และ resilience นี่แหละคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
ผมไม่รู้จะสอนอะไรคุณ นอกจากหวังว่าคุณจะได้สัมผัสกับความทุกข์บ้าง
ทุกวันนี้ผมใช้คำว่า “ความเจ็บปวดและความทุกข์” (pain & suffering) กับคนที่บริษัทด้วยความยินดี เพราะนี่คือวิธีฝึกฝนและหล่อหลอมนิสัยใจคอของคนในองค์กร คุณก็รู้ดีว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเฉลียวฉลาด แต่เกิดจากนิสัยใจคอ (character) และนิสัยใจคอที่ดีไม่ได้เกิดในคนที่หัวไว แต่เกิดในคนที่ผ่านพ้นความทุกข์มาแล้ว
ถ้าผมจะขอพรให้นักศึกษาสแตนฟอร์ดทุกคนสักหนึ่งข้อ ผมขอให้พวกคุณได้สัมผัสกับความเจ็บปวดและความทุกข์อย่างเต็มที่
“I wish upon you ample doses of pain and suffering.”
เมื่อปลายปีที่แล้วผมเขียนถึงหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2023
สิ่งหนึ่งในตัวผมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คือความรู้สึกขัดอกขัดใจที่ลดลงเวลาเจอเรื่องที่ต้องออกแรงหรือไม่สบายตัว เช่น
ลูกวัย 7 ขวบและ 9 ขวบขอให้อุ้ม
แบกเป้หนักเวลาไปเดินงานหนังสือ
จอดรถไกลจากทางเข้าห้าง
ถือถุงหลายใบเวลาไปช็อปปิ้ง
เดินอยู่ข้างนอกแล้วเจอไอแดด
เพราะผมรู้สึกว่ามันสอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญของผมหลังจากอ่านหนังสือ Outlive จบ นั่นก็คือผมอยากเป็นคนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองได้
ดังนั้น อะไรที่ทำให้ผมต้องออกแรง มันจะทำให้ผมแข็งแรงขึ้นด้วยเช่นกัน
ตอนนี้เราอยู่ในยุคสมัยที่ชีวิตสะดวกสบายยิ่งกว่ายุคใดที่ผ่านมา แต่ก็น่าแปลกที่ผู้คนกลับป่วยเป็นเบาหวานและโรคซึมเศร้ามากกว่ายุคใดที่ผ่านมาเช่นกัน
เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มาเจอสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายขนาดนี้ เป็นเวลาเกือบ 300,000 ปีที่ Homo Sapiens ต้องอดมื้อกินมื้อ เผชิญภยันตราย ตากแดดตากฝน ทนหนาวทนร้อน มีแค่ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมานี้เองที่มนุษย์ทำให้ทุกอย่างสะดวกสบายและมีอาหารให้กินมากมายจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน
แต่แม้จะสบายกายขนาดนี้ ความสุขของเราก็เหมือนจะไม่ได้กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่ เพราะความสุขที่แท้จริงอาจไม่ได้เกิดจากความสบายกาย และการได้เสพอาหารและความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัด
ความสุขที่แท้น่าจะเกิดจากความรู้สึกว่าเราได้เติบโตหรือสร้างความคืบหน้าเพื่อบรรลุจุดประสงค์อะไรบางอย่าง
ดังนั้น เมื่อผมเจอเรื่องที่ไม่สบายกาย แต่ผมรู้ว่ามันทำให้ผมขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่จะเป็นคนแก่ที่แข็งแรง ผมจึงยินดีปรีดาไปกับ pain & suffering เหมือนที่คุณเจนเซ่นบอก
เมื่อวานนี้ผมได้อ่านสเตตัสของพี่ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
“หลายๆ เดือนมานี้ ผมได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ จากหลากหลายวงการที่ไม่ได้เจอมานาน บางคนสมัยเด็กๆ เรียนเก่งเข้าขั้นเป็นอัจฉริยะ (ไม่ใช่ทนาย) แต่พอโตมา หลายๆ คนกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนคนบางคนเหมือนจะธรรมดาๆ ในสมัยเรียน แต่กลับเฉิดฉายในตอนนี้
พอได้สอบถามประวัติไปๆ มาๆ ทำให้เห็นความน่าสนใจอย่างหนึ่งว่า คนที่ได้เคยทำงานที่ต่างประเทศมานาน จะมีความคิดที่เปิดกว้าง ดูโต ดูมั่นใจ มีแรงบันดาลใจที่ชัดเจน คนที่ทำ startup ก็มีพลังไม่แพ้กัน แม้จะดูมีบาดแผลและความลำบากไม่น้อย คนที่ทำงานองค์กรไทยกลับดูหมดพลัง ยิ่งหลายๆ คนในวงราชการ รัฐวิสาหกิจแทบไม่ต้องพูดถึง
ผมไม่ได้อยากจะ stereotype คนที่ทำงานต่างที่กัน แต่พอเจอคนที่ไม่ได้เจอกันหลายสิบปี แล้วเห็นความแตกต่างขนาดนี้ ทำให้รู้สึกว่า คนที่เก่งๆ ศักยภาพเขามีสูงมากๆ แต่พอไปอยู่ในองค์กรที่ไม่เหมาะสมกับเขา ไม่เปิดให้เขาได้แสดงโอกาส ได้ฉายแสง ได้ลองทำ ลองล้มเหลว ตัวเขาเลยค่อยๆ หมองลง เลิกที่จะกล้าลอง กล้าทำ ทำตัวกลมกลืนไปกับองค์กรแทน”
ตัวผมเองทำงานอยู่ในองค์กรที่เริ่มต้นจากการเป็น startup แม้ตอนนี้จะไม่สามารถถือว่าตัวเองเป็น startup ได้แล้ว แต่ความเข้มข้นและความยากลำบากนั้นก็ยังไม่ลดน้อยถอยลงเลยสักนิด
เมื่อเจองานที่ทำให้เราได้เจอโจทย์ยากอยู่ตลอด แถมมีวัฒนธรรมองค์กรที่คาดหวังให้ทุกคนทำเต็มที่อยู่เสมอ ผมก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเองเก่งขึ้น แกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร และภูมิใจที่ความยากลำบากตลอด 8 ปีที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้เรามีตัวตนแบบนี้
ดังนั้น ผมจะบอกน้องๆ ในทีมอยู่เสมอว่า การได้เจอโจทย์ที่ยากนั้นเป็น good problem เพราะมันจะทำให้เราเติบโตยิ่งกว่าเดิม
ส่วน bad problem นั้นคือการได้เจองานง่ายๆ และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก เพราะเวลาที่เราสบาย เราจะชะล่าใจ และเราจะอ่อนแอลง และยิ่งถ้าเราประมาท มันก็อาจนำไปสู่ความล่มสลาย
เหมือนกับคำกล่าวที่ว่าธุรกิจครอบครัวมักจะจบที่รุ่นที่ 3 เพราะรุ่นแรกสร้าง รุ่นสองรักษาและขยับขยาย แต่รุ่นสามที่เกิดมาโดยไม่เคยรู้จักความลำบากอาจทำลายสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้
“Hard times create strong men. Strong men create good times. Good times create weak men, and weak men create hard times.” — G. Michael Hopf
ดังนั้น อย่ารังเกียจหรือหลีกหนีสิ่งที่สร้างความทุกข์ทางกายหรือทางใจ เพราะมันคือตั๋วรางวัลที่เราได้มาฟรีๆ
และเมื่อผ่านความยากลำบากนี้ อนาคตของเราจะดีขึ้นครับ