ถ้าเราชอบตัวเองมากพอ เราจะไม่ขอให้คนอื่นมาชอบเรา

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่มาพร้อมกับ social media คือการเรียกร้องความสนใจ

ทุกครั้งที่มีคนกดไลค์รูปของเรา สมองจะหลั่งสาร dopamine เมื่อหลั่งบ่อยๆ เข้าเราก็ติดใจไม่ต่างอะไรกับการเสพติด

พวกเราส่วนใหญ่จึงน่าจะเคยโพสต์รูปแล้วลุ้นว่ารูปนี้จะมีคนมากดไลค์เท่าไหร่

ถ้าคนกดไลค์เยอะใจเราก็พองฟู ถ้าน้อยกว่าที่หวังไว้ใจก็แฟบ

เราสนใจไลค์จากคนไม่รู้จัก มากกว่าจะสนใจว่าคนใกล้ตัวจะชอบเราหรือไม่

หนักไปกว่านั้น เราสนใจไลค์จากคนไม่รู้จัก จนลืมถามตัวเองว่าเราชอบตัวเองหรือไม่ด้วยซ้ำ

ลองตั้ง notifications ดูใหม่ ใครกดไลค์ไม่ต้องมาป๊อปอัพให้เรารู้ทุกครั้งก็ได้

ลงรูปถ่ายเพราะอยากเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำที่ดี ไม่ใช่เพื่อโฆษณาว่าชีวิตเราดีและชวนให้คนมาเชื่อ

คอยสังเกตตัวเอง ว่าจิตใจที่โหยหาให้คนอื่นยอมรับเรานั้นแปลผกผันกับการที่เรายอมรับตัวเอง

เพราะถ้าเราชอบตัวเองมากพอ เราจะไม่ร้องขอให้คนอื่นมาชอบเราครับ

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

“ขอนอนต่ออีก 5 นาที”

“เล่นมือถือซักหน่อยดีกว่า”

“ซื้อเลย ของมันต้องมี”

“ทำแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”

“ขอครั้งนี้อีกครั้งเดียว”

“ไม่เป็นไรมั้ง ใครๆ เขาก็ทำกัน”

“มึงทำไม่ได้หรอก”

“พยายามไปก็เท่านั้น”

“เค้าไม่ได้แคร์เราหรอก”

อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าอุปสรรคที่เราสร้างขึ้นมา

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

คนที่ล้มเหลว คนที่คิดสั้นทั้งหลาย ก็เพราะพ่ายแพ้เสียงนี้

ถ้าจัดการมันได้ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกต่อไปแล้วครับ

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

Maslow’s Hierarchy of Needs นั้นเป็นปิระมิดที่มีทั้งหมด 5 ชั้น

ชั้นแรกเป็นเรื่องทางกายภาพ อยากกินให้อิ่มท้อง อยากมีที่พักอาศัย

ชั้นสองคือความปลอดภัย มีงานทำ มีเงินใช้

ชั้นสามคือความรู้สึกได้เป็นที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเพื่อนฝูงที่พึ่งพาได้

ชั้นสี่คือความรู้สึกว่าได้เป็นคนสำเร็จ

และชั้นบนสุดคือการได้บรรลุศักยภาพในตัวตน

การได้บรรลุศักยภาพของตัวเองในทุกมิติเป็นเรื่องที่ทุกคนพึงทำ

เพราะมันคือการเติบโตทั้งในด้านร่างกาย ความสามารถ จิตใจ และจิตวิญญาณ

“ร่างสุดท้าย” ของเราที่สมบูรณ์ที่สุด แข็งแกร่งที่สุดนั้นจะหน้าตาแบบไหนกันนะ

เขาจะนอนต่อบนเตียงหรือจะลุกไปวิ่ง

เขาจะใช้โซเชียลสร้างประโยชน์หรือจะโดนโซเชียลใช้งาน

เขาจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรือจะทำทุกทางเพื่อรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

ถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ

จะได้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่ครับ

Do The Verb Until You Become The Noun

ถ้าอยากเป็นนักวิ่งก็จงออกไปวิ่ง

ถ้าอยากเป็นบล็อกเกอร์ก็จงเขียนบล็อก

ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจก็จงลงมือทำธุรกิจ

ถ้าอยากเป็นคนสำเร็จก็จงทำเรื่องสำคัญให้สำเร็จ

อยากเป็นอะไรก็จงทำสิ่งนั้น

Do the verb until you become the noun

ทำไม่หยุด เดี๋ยวก็เป็นเอง


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ I Hate Running and You Can Too by Brendan Leonard

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong