Active Patience vs Passive Patience

ผมเจอบทความสั้นๆ ของ Farnam Street ที่เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขอถอดความมาไว้ตรงนี้นะครับ:

การอดทนรอคอยที่ได้ผลน้อยที่สุดคือการรอคอยแบบอยู่เฉยๆ – passive patience

คนประเภทนี้จะรอให้จักรวาลมอบสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้ อีกห้าปีต่อจากนี้เขาก็จะยังรออยู่เหมือนเดิม การรอเฉยๆ นั้นขัดกับกฎข้อที่สามของนิวตันที่ระบุว่า “ทุกแรงกิริยาย่อมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากันแต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ”

ถ้าไม่มีแอคชั่นก็ย่อมไม่มีผลลัพธ์

โลกไม่ได้ติดค้างอะไรคุณ ไม่มีใครที่จะเดินเข้ามาหาคุณเพื่อสะกิดไหล่แล้วมอบโอกาสทองที่คุณรอคอยมาเนิ่นนาน โลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น

ความอดทนรอคอยที่ได้ผลที่สุดคือการรอคอยด้วยการลงมือ – active patience

มันคือการทำในสิ่งที่ทำได้ในวันนี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสำเร็จในวันข้างหน้า มันคือการเตรียมตัวอย่างมียุทธศาสตร์สำหรับสิ่งที่รอเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินให้ได้มากกว่าที่หามา การลงทุนอย่างชาญฉลาด การพัฒนาทักษะที่จะตอบโจทย์การทำงานในอนาคต การเลือกที่จะเป็นคนใจกว้างมากกว่าจะเป็นคนฉลาดแต่อาจเอาเปรียบคนอื่น

บทเรียนสำคัญก็คือ active patience จะช่วยให้โลกมาอยู่ข้างคุณ ถ้าคุณลงมือทำไปก่อนด้วยพลังงานบวกและด้วยความสม่ำเสมอ โลกย่อมจะช่วยเหลือคุณอย่างแน่นอน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Farnam Street: Active Patience

วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

(จริงๆ วิธีนี้ก็ใช้สำหรับผู้หญิงได้เช่นกัน แค่อยากตั้งชื่อหัวข้อให้คล้องจองครับ)

เวลาผมฟังสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จว่าใครเป็นแบบอย่างในชีวิตหรือคนที่เขาชื่นชม เกิน 50% จะมี “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นคำตอบ

บุคคลเหล่านี้มักจะพูดถึงพ่อหรือแม่ในเชิงของความเป็นคนไม่ยอมแพ้ ความอดทน ความใฝ่รู้ ความทุ่มเท

ถ้ามองว่าคนประสบความสำเร็จคือฮีโร่

พ่อแม่ของคนเหล่านี้ก็คือฮีโร่ของฮีโร่

แต่ผมเดาว่า สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นญาติ เพื่อน หรือเพื่อนที่ทำงาน “ฮีโร่ของฮีโร่” เหล่านี้อาจจะเป็นเพียงคนธรรมดาในสายตาของพวกเขา

สมมติว่าในสายตาของลูก ให้คะแนนพ่อแม่ตัวเอง 90 เต็ม 100

ในสายตาของเพื่อน อาจจะให้คะแนนคนเหล่านี้แค่ 70 เต็ม 100

20 คะแนนที่เป็นส่วนต่าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า discrepancy นี้มาจากไหน?

แน่นอนว่าการเป็นพ่อแม่นั้นมีแต้มต่อ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรก และเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของลูก (ถ้าได้เลี้ยงลูกเอง) ดังนั้นก็จะได้คะแนนมากกว่าปกติอยู่แล้ว สมมติว่าปัจจัยส่วนนี้อธิบาย 10 คะแนนจาก 20 คะแนนที่ต่างกันอยู่

แล้วอีก 10 คะแนนที่เหลือมาจากไหน? ขอทดประเด็นนี้ไว้ก่อน


คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเล่าเรื่องเปรียบเทียบเด็กสองคนที่เรียนเก่งทั้งคู่

คนแรกนั้นอยากสอบได้ที่ 1 เพราะมีนิสัยไม่ชอบยอมแพ้และต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าทุกคนในห้อง

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเด็กคนที่สองนั้นก็อยากสอบได้ที่ 1 เหมือนกัน เพราะเห็นว่าพ่อแม่ทำงานเหนื่อย อยากทำอะไรให้ท่านภูมิใจ

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

มองเผินๆ ดูจะเหมือนกัน การกระทำเดียวกัน และน่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน

แต่มันมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง

ถามว่าเด็กคนแรกจะยอมติวหนังสือให้เพื่อนช่วงก่อนสอบรึเปล่า คำตอบคืออาจจะไม่ เพราะไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่ม

แต่เด็กคนที่สองมีแนวโน้มที่จะติวหนังสือให้เพื่อน เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การสอบได้ที่ 1 เป้าหมายคือการเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ


ผมได้รับโอกาสไปเรียนมัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ช่วงปี 1994-1997

ที่นิวซีแลนด์มีเรียนสามเทอม ผมเริ่มไปเรียนเทอมที่สามคือประมาณเดือนกันยายนปี 1994

ปรากฎว่าเดือนธันวาคมที่สอบปลายภาค ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข ส่วนหนึ่งเพราะภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง อีกส่วนหนึ่งเพราะข้อสอบนั้นรวมเนื้อหาของทุกเทอม

พอกลับถึงเมืองไทย พ่อแม่มารับที่ดอนเมือง ระหว่างนั่งรถ ผมแจ้งให้พ่อแม่ทราบเรื่องผลสอบ จำได้ว่าพ่อแม่ไม่ได้ถามหรือพูดอะไรเยอะ แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความผิดหวังและความกังวล

พอผมกลับไปเรียนอีกครั้งตอนต้นปี 1995 ผมก็เลยตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ และทำผลการเรียนได้ดีอย่างสม่ำเสมอจนจบมัธยมปลาย

การไปเรียนเมืองนอกสมัยนั้นมีอิสระค่อนข้างเยอะ อยู่ไกลหูไกลตาพ่อแม่ โทรกลับบ้านแค่เดือนละหนึ่งครั้งเพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เป็นการง่ายมากที่จะเถลไถล

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมตั้งใจเรียนมันเกิดจากความรู้สึกที่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวังอีกนี่แหละ


กลับมาที่เรื่องฮีโร่ของฮีโร่ ที่พ่อแม่จะได้คะแนนจากลูกมากกว่าจากคนอื่น

สัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นพ่อเป็นแม่ คือเราอยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก

หลายคนกลับมาดูแลตัวเอง หลายคนเลิกสูบบุหรี่ หลายคนเลิกเจ้าชู้ หลายคนใจเย็นลง หลายคนตั้งใจทำมาหากิน หลายคนเริ่มคาดเข็มขัดเวลานั่งเบาะหลัง

แน่นอนว่าความพยายามนี้มันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ บางทีก็มีหลุด มีอารมณ์เสีย มีไม่ใส่ใจเขาเท่าที่ควร ซึ่งมันไม่ได้แสดงว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้ มันแค่แสดงว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

การที่พ่อแม่อยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก หรือการที่ลูกไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง มันคือการ “ออกแรงเป็นพิเศษ” เพื่อคนที่เรารัก

ดังนั้น ผมเลยคิดว่าวิธีที่จะเป็นผู้ชาย (หรือผู้หญิง) ที่ดีขึ้น ก็คือการหาใครสักคนที่เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง – find someone you don’t want to let down.

คนใกล้สุดก็คงเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือคู่ชีวิต

แต่ถ้าเราไม่มีหรือเลือกไม่ได้ ก็อาจจะเป็นคนอื่นที่เราอาจไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรารักและเคารพเขามากพอที่เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อเขาครับ

สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสไปร่วมเสวนางานของ Kincentric ซึ่งมี HR และผู้บริหารจากหลายบริษัทเข้าฟัง

เนื้อหาหลักคือการบริหารงานทีม People ของบริษัทที่ผมทำอยู่

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับ คือเรารับมือความแตกต่างของคนทำงานแต่ละ generation อย่างไร ทั้ง Gen X, Y และ Z

ผมนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเจนขนาดนั้น ก่อนจะเลือกตอบไปว่า สุดท้ายแล้วผมคิดว่าคนเราเหมือนๆ กัน เราทุกคนต่างต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยการให้เกียรติกัน อยากมีงานที่ดี มีหัวหน้าที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วยกันทั้งนั้น

สิ่งที่เด็ก Gen Z อาจจะต่างกับเจนอื่นๆ อย่างชัดเจนคือเขาใจร้อนกว่าเรา ถ้าเห็นแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันไม่น่าเวิร์ค เขาก็พร้อมจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะบางบริษัทอาจไม่นิยมรับคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ

เหตุผลที่ Gen Z ต่างจากคนรุ่นผมหรือคนรุ่นก่อนก็มีที่มาที่ไป เพราะเด็กรุ่นนี้มีทางเลือกในชีวิตมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ถ้าไม่ทำงานประจำก็ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คนรุ่นนี้หาเงินได้หลายช่องทางมาก จะเป็น Youtuber ก็ได้ เป็น KOL ก็ได้ เทรดคริปโตก็ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบและไม่ใช่

คำตอบที่ผมให้ในงานเสวนาจบลงที่ตรงนี้ แต่ความคิดของผมยังไม่จบ ก็เลยอยากมาบันทึกต่อในบทความนี้ ว่าความแตกต่างของ generation อาจจะไม่ได้มีมากอย่างที่เราคิด สิ่งที่แตกต่างจริงๆ น่าจะเป็น expectation มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เกิดมาในยุคที่แตกต่างกันก็ย่อมมีความคาดหวังที่แตกต่างกันไป

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ผมว่าคนเราก็เหมือนๆ กัน เราเคยมีปัญหาอะไรเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว เราก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่

ที่บริษัทเก่าผมเคยได้เรียนคอร์ส Emotional Intelligence และอาจารย์ชาวสิงคโปร์ก็บอกว่าคนเรานั้นต้องการแค่ 2S เท่านั้น

S แรกคือ Security

S ที่สองคือ Significance

ถ้าเราสามารถให้คนทำงานมีทั้ง security และ significance ได้ เขาคนนั้นก็จะแฮปปี้

Security ก็คือความรู้สึกมั่นคง ซึ่งอาจจะมาจากความมั่นคงทางการเงินของบริษัท หรือความมั่นคงในตำแหน่งที่เขาทำอยู่ว่าจะไม่ถูกจับไปทำอะไรที่เขาไม่ถนัดหรือทำไม่ได้

ส่วน Significance ก็คือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความสำคัญ ได้ทำงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ และมีคนเห็นคุณค่าและให้เครดิตกับงานที่เขาทำ

เมื่อมองในมุมนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gen X Gen Y หรือ Genz Z ก็ต้องการทั้ง security และ significance ด้วยกันทั้งนั้น

สอง S ที่ว่านี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว ใช้กับชีวิตคู่ก็ได้ กับพ่อแม่หรือลูกหลานเราก็ได้

เวลาระหองระแหงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว มันมักจะหนีไม่พ้นสองเรื่องนี้ ไม่ security ก็ significance

จะเป็นคนรุ่นไหน เพศอะไร จะทำงานหรือไม่ ก็ล้วนแล้วแต่อยากมีความมั่นคงและความหมาย

หากเราเข้าใจและระลึกความจริงข้อนี้ไว้อยู่เสมอ เราก็จะไม่แบ่งเขาแบ่งเรา และความสัมพันธ์น่าจะเรียบง่ายและตรงไปตรงมากว่าแต่ก่อน

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นครับ

ราคากับราคะ

“โปรดสังเกตภาษาไทยให้ดี คำว่า “ราคา” น่าจะมาจากคำว่า “ราคะ” หมายความว่า มนุษย์มีราคะในอะไร สิ่งนั้นจะแพง เช่นทองคำ

แต่ในกระแสธรรมชาตินั้นทองคำกับดินเหนียวนี่เหมือนกัน ไม่เชื่อลองให้หมูเดินผ่าน หมูมันจะไม่สนใจ บางทีมันชอบดินโคลนมากกว่า เพราะมันนุ่มกว่า มันแตกต่างกันทางด้านคุณสมบัติ แต่ด้านคุณค่าของมันแล้วทัดเทียมกัน แต่ทีนี้ถ้าเราเดินไปเจอเพชร เราอาจจะฆ่ากันตายเพื่อแย่งชิงสิ่งสมมติเหล่านั้น”

-เขมานันทะ, หนังสือดวงตาแห่งชีวิต

ธรรมดาแล้วราคาของสิ่งของเป็นตัวสะท้อนอะไรหลายอย่าง

หนึ่งคือเรื่องคุณภาพ ของราคาแพงมักจะมีคุณภาพดีกว่าของราคาถูก

สองคือเรื่องภาพลักษณ์ คนที่ใช้ของราคาแพงก็เพราะว่าอยากจะดูดี อยากจะส่งสัญญาณให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีฐานะและมีกำลังซื้อ

แต่ถ้าราคาเป็นตัวบ่งบอกระดับของราคะด้วย นั่นก็แสดงว่ายิ่งมีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคะจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ซื้อรถราคา 1 ล้าน อาจนับเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำงานและการเดินทาง

ซื้อรถราคา 10 ล้าน น่าจะเป็นการสนองกิเลสเกินกึ่งหนึ่ง

ถ้าเรามีฐานะดีขึ้น เราอาจจะตามใจความอยากของเราจนเคยตัว อยากกินอะไร อยากได้อะไรก็ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เมื่อความอยากถูกตามใจบ่อยๆ มันก็ย่อมจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด และนี่อาจนับเป็น “ข้อเสีย” อย่างหนึ่งของการมีเงิน เพราะการบำรุงกิเลสเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน

เราจึงควรมุ่งหวังเป็นคนที่มีกำลังซื้อสูง โดยที่ราคะของเราไม่ได้สูงตามครับ

เวลาผิดให้ยอมรับ เวลาถูกให้ Shut Up

การยอมรับว่าเราทำผิดหรือคิดผิดไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันทำร้ายอีโก้เราพอสมควร

เวลาคนอื่นผิด เราจะคิดว่าคนนั้นไม่ดี แต่เวลาเราผิด เรากลับคิดว่าเรามีเหตุผลที่ดี

คนที่เป็นผู้ใหญ่ คนที่มีความกล้าหาญ จะเอ่ยปากยอมรับผิดโดยไม่รู้สึกว่าจะต้องแก้ตัวหรือหรือสร้างความชอบธรรมให้กับความผิดนั้น

ในทางกลับกัน

หากเราเคยเถียงกับใคร แล้วสุดท้ายความจริงพิสูจน์ว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราก็คันปากอยากจะตอกย้ำ

ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “I told you so.” – ก็บอกแล้ว ไม่ฟังเอง

เป็นประโยคที่เย้ายวน เพราะพูดแล้วตัวพอง-ใจพองด้วยความลำพอง

แต่ถึงเราไม่พูดเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเราถูก การขยี้ว่าอีกฝ่ายผิดนั้นรังแต่จะสร้างบาดแผลโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาเป็นคนที่เรายังอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้

“Whenever you’re wrong, admit it;
Whenever you’re right, shut up.”

Ogden Nash

เวลาผิดให้ยอมรับ เวลาถูกให้ shut up ครับ