อธิษฐานจิตก่อนคิดทำงานใหญ่

คนโด มาริเอะ (Marie Kondo) เคยโด่งดังมากเมื่อปี 2015 หลังจากเขียนหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ที่พูดถึงวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จนขายดีไปทั่วโลกและทำให้เธอได้รับการขนานนามเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีของนิตยสาร TIME

ในปี 2019 เน็ตฟลิกซ์ ได้ปล่อยสารคดีชื่อ “Tidying Up with Marie Kondo” ที่พามาริเอะไปสำรวจบ้านที่รกรุงรังในอเมริกาและให้เธอช่วยจัดบ้านให้

หลังจากคุยกับเจ้าของบ้านจนรับรู้ปัญหาแล้ว สิ่งหนึ่งที่มาริเอะจะทำก่อนเริ่มลงมือจัดบ้าน คือนั่งคุกเข่าลงกับพื้น หลับตา และตั้งจิต โดยเธอจะชวนเจ้าของบ้านทำไปพร้อมๆ กัน

มาริเอะอธิบายว่ามันคือการแนะนำตัวกับบ้าน ขอบคุณที่มันให้เราอาศัยอยู่ จะขออนุญาตจัดบ้านให้เรียบร้อยขึ้น และขอให้บ้านให้ความร่วมมือกับพวกเธอด้วย

แว้บแรกอาจจะรู้สึกจักจี้ ว่าทำไมเราต้องสื่อสารกับสิ่งไม่มีชีวิต แต่เมื่อลองเปิดใจผมว่ามันเป็นอะไรที่งดงามและมีความหมาย เป็นภูมิปัญญาที่น่าเสียดายหากเราไม่คิดจะหยิบมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์

วิธีการตั้งจิตที่เราอาจคุ้นเคยขึ้นมาหน่อย คือก่อนที่ศิลปินเบอร์ใหญ่อย่างพี่เบิร์ด พี่ตูน หรือพี่โน้ตอุดมจะขึ้นเวทีที่คนมารอดูหลายพันคน พวกเขามักจะนั่งนิ่งเพื่อรวบรวมสมาธิเสมอ

ผมเลยคิดว่า หากเรานำคอนเซ็ปต์นี้มาประยุกต์ใช้กับการทำงานก็น่าจะได้

ก่อนจะเริ่มทำงานชิ้นไหนที่สำคัญกับเรา แทนที่จะกระโจนลงไปทันที ลองสงบนิ่ง แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ส่วนคำอธิษฐานจะเป็นเช่นไรก็ตามแต่อัธยาศัย

อธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่มันคือแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ

อธิษฐานจิตก่อนคิดทำงานใหญ่ แล้วลองสังเกตดูว่าพลังงานและความสัมพันธ์ที่เรามีกับงานชิ้นนั้นเปลี่ยนไปอย่างไรครับ

เมื่อเราไม่ไว้ใจใคร เราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา

Tobias Lütke ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Shopify บอกว่าความไว้ใจนั้นเป็นเหมือนแบตเตอรี่มือถือ

เมื่อเราเจอใครครั้งแรก ความไว้เนื้อเชื่อใจจะมีค่าประมาณ 50%

หลังจากนั้น ถ้าเขาทำให้เราไว้ใจได้ ด้วยการทำในสิ่งที่พูด ด้วยความสม่ำเสมอ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กลับกัน ถ้าเขาผิดคำพูดเป็นประจำ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ ลดลงจนอาจเหลือ 15% หรือ 10%

ถ้าแบตเตอรี่มือถือจะหมด เราจะพะวงถึงมันตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนที่เราไม่ไว้ใจ ที่เราจะคอยพะวงถึงเขาเช่นกัน

แต่ถ้าแบตเตอรี่มือถือเกือบเต็ม เราจะสบายใจและใช้ชีวิตของเราได้โดยแทบไม่ต้องชำเลืองดูแบตเลย

ดังนั้น เราควรตั้งเป้าเป็นคนที่ไว้ใจได้อย่างน้อยซัก 80%

หากหัวหน้าไว้ใจเราระดับนี้ หากแฟนไว้ใจเราระดับนี้ เราก็จะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ ไม่โดน micromanage และไม่โดนโทรตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Hidden Genius by Polina Marinova Pompliano

สิ่งดีๆ อยู่ห่างออกไปแค่ 5 นาที

เรารู้ว่าการออกกำลังกายยามเช้าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้สมองโปร่งใสและมีพลังงานบวกไปได้ทั้งวัน

แต่หลายคนก็ยังไม่ออกกำลังกาย เพราะรู้สึกว่าไม่มีเวลาหรือไม่มีความอยากมากพอ

James Clear บอกว่า จริงๆ แล้วเราไม่ต้องออกกำลังกายถึง 1 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่ง 30 นาทีเพื่อจะรู้สึกดีหรอก เพียงแค่เราได้ออกกำลังกายแค่ 5 นาที ความรู้สึกก็แตกต่างจากตอนอยู่เฉยๆ มากมายแล้ว

พอผ่าน 5 นาทีแรกของการออกกำลังกาย ระดับพลังงานเราจะเปลี่ยน และเราก็จะมีแรงผลักดันให้ออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าวันไหนเราอยากจะออกกำลังกายแต่รู้สึกว่าไม่มี motivation ให้บอกตัวเองว่า “สิ่งดีๆ อยู่ห่างออกไปแค่ 5 นาที” เพื่อให้อย่างน้อยเราได้เริ่ม แล้วจากนั้นโมเม็นตัมจะพาเราไปต่อเอง

ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่กับสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์แต่เรามักจะหลีกเลี่ยง เราก็สามารถใช้หลักการนี้ได้เช่นกัน

ลงทุนแค่ 5 นาที แล้วทิศทางของวันนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมครับ

คำถามเตือนสติที่ผมชอบมากที่สุดในเวลานี้

เป็นคำถามที่ผมได้อ่านจาก The Imperfectionist newsletter ของ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022 ที่ผมเคยเขียนลงในบล็อกนี้ไปหลายครั้ง

คำถามเตือนสติที่ว่าก็คือ “And how’s that working out for you?”

ถ้าให้แปลเป็นไทยก็คือ “ทำแบบนี้แล้วมันเวิร์คมั้ยล่ะ?”

ครั้งแรกที่ผมได้อ่านคำถามนี้ผมก็เฉยๆ แต่กลับพบว่าตัวเองถามคำถามนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น

ผมพบว่ามันใช้ได้กับหลายสถานการณ์มาก

เช่นเวลาลูกงอแง แล้วเราก็พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย แล้วลูกก็ไม่ฟัง แล้วเราก็ยิ่งหงุดหงิดพยายามอธิบายซ้ำหลายๆ รอบ

“And how’s that working out for you?”

หรือตอนที่เราทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ ข้าวปลากินไม่เป็นเวลาโดยหวังว่าจะทำงานเสร็จตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

“And how’s that working out for you?”

หรือเวลาเห็นคนบ่นเรื่องรถติด หรือเรื่องเศรษฐกิจแย่จนทำให้ธุรกิจของตัวเองแย่ตามไปด้วย แล้วก็คาดหวังหรือฝากความหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้

“And how’s that working out for you?”

คำถามนี้ไม่ได้ปฏิเสธสถานการณ์ตรงหน้าว่าไม่เป็นความจริง และไม่ได้ปฏิเสธว่ามันเป็นความคาดหวังที่สมเหตุสมผล แต่มันเตือนสติให้เรากลับมาสำรวจว่ายุทธศาสตร์และวิธีการที่เราใช้มาตลอดนั้นมันสร้างผลลัพธ์ที่เราอยากเห็นหรือเปล่า

ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น แล้วทำไมไม่ลองวิธีอื่นดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่ลองวิธีอื่นต่อ ยังไงก็น่าจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าการเฝ้ารอให้วิธีการเก่ามันเวิร์คไม่ใช่หรือ?

“And how’s that working out for you?”

เวลาพบเจอตัวเองว่ากำลังหงุดหงิดกับสิ่งใด ลองถามคำถามนี้ดูนะครับ

Miswanting – เมื่อสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด

คำสาปหนึ่งของมนุษยชาติ คือเรามักคาดการณ์ผิดว่าเราจะมีความสุขขนาดไหนหากเราได้ “สิ่งนั้น” มาไว้ในครอบครอง

ไม่ว่าจะเป็นรถในฝัน บ้านในฝัน หรือแม้กระทั่งคนในฝัน

เรามีแนวโน้มที่จะ overestimate ทั้งระดับและระยะเวลาของความสุขที่เราจะได้มาจากการบรรลุเป้าหมาย

นักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า miswanting คือการไขว่คว้าในสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ แต่เมื่อได้มันมาแล้วเรากลับรู้สึกแปลกใจที่มันไม่ได้สร้างความอิ่มเอมเท่าที่เราคิด

และแม้ว่าเราจะคิดผิดมาแล้วหลายครั้ง เราก็ยังเจ็บไม่จำอยู่ดี

แม้ว่ารถคันที่แล้วจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขนาดนั้น แต่พอมีรถออกใหม่ให้ใฝ่ฝันถึง เราก็ยังแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าหากได้รถคันนี้มา มันจะนำพามาซึ่งความสุขมากกว่ารถคันเดิม

จะว่าไป ช่วงเวลาแห่งการไขว่คว้านั้นมีรสชาติกว่าช่วงเวลาแห่งการได้มาเสียอีก เพราะเมื่อได้มันมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วก็จะเริ่มจืดจาง สิ่งที่เคยแสนพิเศษก็จะกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Mark Manson เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

“The only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.”

วิธีทำลายล้างความฝัน คือการทำให้มันกลายเป็นจริง

เมื่อรู้แล้วว่ามนุษย์ต้องคำสาปที่ไม่อาจถอดถอนได้ แล้วเราจะมีความสุขขึ้นได้อย่างไร?

Dr. Laurie Santos อาจารย์มหาวิทยาลัย Yale และผู้จัดพ็อดแคสต์ “The Happiness Lab” บอกว่า จากงานวิจัย คนที่มีความสุขนั้นมักจะมี 5 สิ่งนี้

  1. มีความสัมพันธ์ที่ดี – social connection
  2. โฟกัสที่คนอื่นมากกว่าเรื่องตัวเอง – other-orientedness
  3. เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี – gratitude
  4. ดื่มด่ำกับประสบการณ์ดีๆ ในชีวิต – savoring
  5. ร่างกายได้เคลื่อนไหว – exercise

ข้อ 3 กับ 4 นั้นสอดคล้องกับประเด็นข้างต้น เพราะคนเรามักไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่เราได้แต่ฝันถึงด้วยซ้ำ

หากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ในชีวิต วิธีหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยได้คือการเขียน gratitude journal

หลักการนั้นง่ายมาก ก่อนจะเข้านอนให้เขียน 3-5 เรื่องที่เราอยากจะขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือแม้กระทั่งฟ้าฝน

อาจจะขอบคุณคนในครอบครัว ขอบคุณคนแปลกหน้าที่ยิ้มให้ ขอบคุณฝนที่ทำให้อากาศเย็นสบาย

ช่วงแรกของการเขียน gratitude journal มันจะขัดๆ เขินๆ เป็นธรรมดา แต่เมื่อทำไปได้สัก 2 สัปดาห์เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

หากสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด วิธีแก้อาจไม่ใช่การออกไปหาความสุขครั้งใหม่ แต่คือการเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีให้มากกว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Big Think: How to be happier in 5 steps with zero weird tricks | Laurie Santos