จะพอประมาณหรือจะตัดขาด

20180704_moderator

วันก่อนได้ฟังคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาเล่าให้ฟังครับ

เขาบอกว่าคนเรามีสองประเภทคือ moderator หรือ abstainer

moderator คือคนที่สามารถคุมตัวเองได้ จึงสามารถเสพอะไรได้ในระดับที่พอประมาณ

ส่วน abstainer คือคนที่ไม่สามารถคุมตัวเองได้ ถ้าทำก็ทำสุด ถ้าจะหยุดก็ต้องหยุดแบบตัดขาดไปเลย

ยกตัวอย่างเช่นคนดื่มเหล้า เราจะมีเพื่อนบางคนสามารถกินแก้วสองแก้วแบบกึ่มๆ ก็พอ (moderator) แต่ก็จะมีเพื่อนบางคนที่ถ้ากินแล้วจะหยุดไม่ได้ ลองถ้าได้เริ่มดื่ม คืนนี้ความเมาเละเทะเป็นสิ่งที่พึงหวังได้แน่นอน ดังนั้นทางที่ดีคืออย่าเริ่มกินเสียดีกว่า (abstainer)

เราต้องรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ถ้าเราเป็น abstainer แต่ดันไปพยายามทำตัวเป็น moderator มันก็จะกลายเป็นปัญหา

โดยส่วนตัว ผมว่าเราอาจจะเป็น moderator ในบางเรื่อง และเป็น abstainer ในบางเรื่องด้วย

ถ้าต้องดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคม ผมเองจะเป็น moderator เพราะไม่ได้ชอบรสชาติมันขนาดนั้น แต่ถ้าผมเล่นเกมที่ชอบ ผมจะไม่สามารถเล่นแบบพอประมาณได้เลย จบตีสามตีสี่ประจำ (สมัยที่ยังโสดอยู่นะครับ)

ดังนั้น ลองสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในชีวิตตัวเองดูนะครับว่า เราเป็นคนแบบไหน อะไรที่เราสามารถเสพได้แต่พอดี และอะไรที่เราควรตัดขาดอย่างสิ้นเชิงครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก Gretchen Rubin: Back by Popular Demand: Are You an Abstainer or a Moderator? 

หมุดหมายประจำวัน

20170516_peg

ขอโทษที่หายหน้าหายตาไปหลายวันนะครับ ไปงานแต่งงานเพื่อนที่ปราณบุรีมา กลับมาบ้านก็ป่วยออดๆ แอดๆ ทั้งผม แฟน และลูกเลย เลยไม่มีสมาธิเขียนบทความเท่าไหร่ แต่สัญญาว่าจะเขียนชดเชยให้นะครับ!

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าทำแล้วดีเลยอยากจะเอามาแชร์กัน

นั่นคือการกำหนดกิจกรรมซัก 3-4 อย่างที่เราตั้งใจจะทำทุกวัน

ผมอยากเรียกกิจกรรรมเหล่านี้ว่าหมุดหมายประจำวัน เพราะมันเป็นเหมือนหลักยึดที่จะส่งให้เราทำเรื่องอื่นๆ ได้ดีในวันนั้น

หมุดหมายประจำวันของผมมีดังนี้

  • เขียนไดอารี่ 5 นาที
  • วิดพื้น 50 ครั้ง หรือทำแพลงก์ 5 นาที
  • เรียนภาษาใหม่กับ Duolingo
  • สวดมนต์และหรือนั่งสมาธิ

ทั้ง 4 กิจกรรมนี้ ใช้เวลาอย่างละแค่ 5 นาที (ยกเว้นเรื่องนั่งสมาธิซึ่งอาจยาวนานกว่านั้น) ถ้าวันไหนผมตื่นเช้าหน่อย ก็จะทำทั้ง 4 อย่างนี้ให้เสร็จก่อนออกจากบ้าน แต่ถ้าวันไหนสถานการณ์ไม่เป็นใจ ก็อาจจะทำกิจกรรมบางอย่างระหว่างวัน หรือไม่ก็กลับมาทำบางข้อตอนกลางคืนแทน

แม้วันไหนทำงานมาเหนื่อยๆ แล้วไม่มีกะจิตกะใจจะวิดพื้นเยอะๆ ผมก็ยังบอกตัวเองให้วิดพื้นซัก 10 ทีก็ยังดี หรือถ้าง่วงเกินจะนั่งสมาธิ ก็ขอดูลมหายใจซัก 1 นาทีก็ยังดี

การทำกิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์หลายแง่

  • เป็นชัยชนะเล็กๆ ที่จะทำให้เรามีแรงฮึดไปสู้งานชิ้นใหญ่ๆ
  • เป็นการเดินทีละก้าวบนเส้นทางที่มีประโยชน์กับเราในระยะยาว
  • เป็นการให้ “เวลา” เป็นของขวัญกับตัวเอง แทนที่จะยกให้คนอื่นหมด

ข้อสังเกตอีกอย่างคือหมุดหมายประจำวันควรจะครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ

แต่ละคนย่อมมีหมุดหมายประจำวันไม่เหมือนกัน แต่อยากให้ลองคิดดูครับว่า อะไรบ้างที่เราชอบทำ และใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก (แต่ละกิจกรรมควรจะทำได้ในเวลาไม่เกิน 5 นาที เราจะได้ไม่มีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา) จากนั้นก็ทดลองทำดูติดต่อกันซักสามวันหรือห้าวันก็ได้

ลองแล้วได้ผลยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

 


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วินัยคืออิสรภาพ

20170410_discipline

Discipline equals freedom
– Jocko Willink, retired Navy SEAL Commander

เวลาเรานึกถึงคำว่าวินัย เรามักจะนึกถึงทหารในกองบัญชาการหรือพระที่เคร่งครัดกับการปฏิบัติ

ต้องทำทุกอย่างตามระเบียบและมีตารางเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้จะเรียกว่ามีอิสรภาพได้อย่างไร?

แต่สิ่งที่ Jocko พยายามจะบอกก็คือ การมีวินัยของเราในวันนี้จะทำให้เรามีอิสรภาพในระยะยาว

หากเรามีวินัยในการเรียนและอ่านหนังสือ เราก็จะสอบได้คะแนนสูงพอที่จะเลือกเข้าคณะอะไรก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการตื่นแต่เช้า เราก็จะถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องเจอรถติด แล้วเราก็จะมีเวลามากพอที่จะเอางานอะไรขึ้นมาทำก่อนก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการใช้จ่ายและในการอดออม ถึงวันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้วันที่เราแก่ตัวไป เราก็จะยังมีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันทำไม่ไหวแล้ว

หัดใส่ข้อจำกัดให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะมีทางเลือกมากกว่าใครครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ถ้าไม่มีเวลาห้านาที

20170130_fivemins

คุณก็ไม่มีชีวิตแล้วล่ะ

If you don’t have five minutes, you don’t have a life.

-Tony Robbins

ลองมาคิดเล่นๆ เวลาเพียงห้านาที สามารถเอาไปทำอะไรดีๆ ได้ไม่น้อย

เขียนไดอารี่ 

ทำแพลงก์ให้หุ่นเฟิร์ม

เก็บที่นอนให้เรียบร้อย

เรียนภาษาด้วย Duolingo

วางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง

ลุกไปเข้าห้องน้ำเวลาปวด

โทรศัพท์หาแม่

อ่านนิทานให้ลูกฟัง

สวดมนต์ก่อนนอน

ยังมีอีกหลายอย่างที่สามารถทำได้โดยใช้เวลาแค่ 5 นาที ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อชีวิตของเราและคนที่เรารัก

ถ้าแค่ 5 นาที เรายังจัดเวลาให้ไม่ได้

ก็คงต้องถามตัวเองแล้วล่ะ ว่าเราทำชีวิตหล่นหายไปตอนไหน


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

รองเท้าที่พังเร็วที่สุด

20161027_shoes

คือรองเท้าที่ไม่ได้ใช้

เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นลูกเจ้าของบริษัทรองเท้าชื่อดังในเมืองไทย

สมัยเรียนหนังสือ ถ้าได้ไปบ้านเพื่อนคนนี้ พ่อของเพื่อนมักจะหยิบรองเท้าใหม่ให้ผมเอาไปใช้ฟรีๆ

ครั้งหนึ่งคุณพ่อเคยกำชับว่า เอาไปแล้วให้รีบใส่ ไม่งั้นรองเท้าจะพังเร็วเพราะกาวจะเสื่อมสภาพ

ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับผมในตอนนั้น

สัปดาห์ที่แล้วผมก็ได้รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ เมื่อแฟนเริ่มหันมาสนใจการวิ่งออกกำลังกายรอบหมู่บ้าน แต่รองเท้าที่เธอซื้อไว้สองสามปีที่แล้วนั้น พื้นรองเท้าด้านนอกมันหลุดออกจากตัวรองเท้าเกือบจะรอบด้าน ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งใช้มันไปแค่ไม่กี่ครั้ง


ใครที่อยู่ย่านพัฒนาการ อาจรู้จักร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำโคตรอร่อยปากซอยพัฒนาการ 76 (ตรงข้ามซอยพัฒนาการ 65) เพราะมีคนมากินแน่นร้านเกือบตลอด

ด้านหลังร้านนี้ เคยมีโชว์รูมฮาร์เล่ย์เดวิดสันที่ใหญ่และดูดีมาก แต่ไม่รู้เพราะเหตุอันใดถึงปิดตัวไปเมื่อตอนต้นปี

เมื่อวานซืนผมกับแฟนไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้ จึงได้พบว่าด้านหลังของร้านกลายเป็นที่รกร้าง มีแต่วัชพืชขึ้นเต็มไปหมด ราวกับว่าพื้นที่นี้ไม่เคยมีอะไรมาก่อน


ผมว่าคงยังมีอีกหลายอย่างที่มีแพทเทิร์นคล้ายกับรองเท้าและที่ดิน ที่หากไม่ได้ใช้นานๆ แล้วจะพังเร็ว

เช่นสมองและร่างกายของเราเป็นต้น

ถ้าเราไม่ค่อยได้ใช้งานและไม่ดูแลให้ดี ไม่นานทั้งร่างกายและสมองก็อาจทรุดโทรมและเต็มไปด้วย “วัชพืช”

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่เกษียณอยู่กับบ้านเฉยๆ ถึงมักจะแก่เร็วกว่าคนที่ยังทำโน่นทำนี่อยู่

อย่าปล่อยให้ “รองเท้า” เราพังเพราะไม่ได้ใช้เลยนะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com