Skin In The Game – คนสร้างสะพานควรใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพาน

เมื่อวานนี้เกิดเหตุสะพานข้ามแยกหน้าโลตัสลาดกระบังที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง เกิดทรุดตัวและร่วงกระแทกพื้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและผู้บาดเจ็บอีกนับสิบราย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เมื่อสิงหาคมปีที่แล้วสะพานกลับรถตรงถนนพระราม 2 ก็มีการถล่ม เวลาผมขับรถไปหัวหินก็ยังหวาดเสียวทุกครั้ง

ทำให้ผมนึกถึงคอนเซ็ปต์หนึ่งที่คิดว่ามีความสำคัญและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์แบบนี้

คอนเซ็ปต์ที่ว่า คือ Skin in the game หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียในเกมที่เราลงเล่น

สมัยกรุงโรมเฟื่องฟู เคยมีกฎบังคับให้วิศวกรที่คุมการสร้างสะพานต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

และในกาลต่อมา ในประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายให้วิศวกรที่สร้างสะพานนั้นต้องพาตัวเองและครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานด้วยเช่นกัน

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าผู้รับเหมาก่อสร้างในเมืองไทยต้องมาอาศัยอยู่ใต้สะพานด้วย โอกาสจะเกิดเหตุการณ์สะพานถล่มแบบที่ลาดกระบังหรือพระราม 2 น่าจะน้อยลงไปเยอะ

แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สมัยกรุงโรม เราคงไปบังคับใครให้ทำแบบนั้นไม่ได้ จึงขอพักเรื่องไว้ตรงนี้ก่อน แล้วชวนคุยเรื่อง Skin in the game ต่ออีกสักนิด

Nassim Nicolas Taleb ผู้โด่งดังจากหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile เคยเขียนหนังสืออีกเล่มซึ่งอาจดังไม่เท่า แต่ผมก็ชอบมากเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ ชื่อว่า Skin in the Game: The Hidden Asymmetries in Daily Life

Taleb เชื่อว่าหากเราอยากให้สังคมมีความเท่าเทียมและยุติธรรม เราต้องสร้างกลไกให้บุคลคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องแบกรับความเสี่ยงจากการกระทำของเขาด้วย

“For social justice, focus on symmetry and risk sharing. You cannot make profits and transfer the risks to others, as bankers and large corporations do. You cannot get rich without owning your own risk and paying for your own losses. Forcing skin in the game corrects this asymmetry better than thousands of laws and regulations.”

ปี 2007/2008 ตอนเกิดเหตุการณ์วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกา มีแบงค์มากมายที่เกือบจะล้ม แต่เพราะว่ามัน too big too fail รัฐบาลจึงตัดสินใจเข้าไปอุ้มหรือที่เรียกกันว่าการ bail out ทำให้ธุรกิจยังไปต่อได้ แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการ bail out ครั้งนั้น ประชาชนผู้เสียภาษีต้องเป็นคนแบกรับ (เพราะรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีประชาชน) กลายเป็นว่าก่อนเกิดวิกฤติแบงค์รวย แต่พอเกิดวิกฤติ แบงค์ล้มบนฟูก และผู้บริหารของบางธนาคารยังได้โบนัสอีกด้วย

Taleb ยกหลายตัวอย่างของการมี skin in the game

เครื่องบิน – สมมติว่ามีเทคโนโลยีที่เอื้อให้กัปตันสามารถคุมเครื่องบินจากที่อื่นได้ เราจะกล้าขึ้นเครื่องบินที่นักบินไม่ได้ขึ้นเครื่องบินไปกับเรามั้ย? ถ้าเลือกได้ ผมจะเลือกนั่งเครื่องบินที่กัปตันขึ้นเครื่องไปกับเรา เพราะกัปตันคนนี้มี skin in the game มากกว่ากัปตันที่ขับเครื่องบินจากพื้นดิน

คนขับรถแย่ๆ – แต่ละวันมีรถวิ่งอยู่บนถนนหลายหมื่นหลายแสนคัน ระยะทางรวมแล้วเป็นล้านกิโลเมตร แม้จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ก็ต้องถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดที่ขับรถ

คำถามคือเพราะอะไร? คำตอบก็คือคนที่ขับรถแย่มากๆ นั้นย่อมจะเจออุบัติเหตุและเสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง เพราะการขับรถคือการมี skin in the game รูปแบบหนึ่ง มันจึงบังคับให้เราต้องขับรถอย่างระมัดระวัง ถ้าไม่ระวังเราเองก็อาจจะไม่ได้ขับอีกต่อไป

สงคราม – สมัยก่อน คนที่ชอบการสู้รบและกระหายสงคราม ไม่ว่าจะเป็นเจงกิสข่าน หรือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ล้วนแต่เป็นคนนำทัพด้วยตนเอง คนเหล่านี้มี skin in the game ชัดเจน

แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ที่คนกระหายสงคราม (warmonger) ไม่ต้องออกไปร่วมรบ จอร์จ บุชสามารถสั่งอเมริกาบุกอิรักได้โดยที่ตัวเองยังอยู่ในกรุงวอชิงตันโดยไม่มีความเสี่ยงทางกายภาพใดๆ หรืออย่างการที่รัสเซียบุกยูเครน ปูตินเองก็ไม่ได้มี skin in the game เท่ากับ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ที่ปักหลักร่วมสู้รบกับประชาชน จะว่าไปแล้วเซเลนสกีนี่ถือเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากมากๆ ในสมัยนี้


กลับมาที่เรื่องสะพานข้ามแยกถล่ม

เราคงไม่อาจบังคับให้ผู้รับเหมาและครอบครัวมาอยู่ใต้สะพานได้ แต่สังคมควรจะคิดหากลไกที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมี skin in the game มากกว่านี้เพื่อจะได้ป้องกันปัญหา (ส่วนในเชิงลงโทษเมื่อปัญหาเกิดแล้วนั้นมีกฎหมายเอาผิดอยู่แล้ว ส่วนจะเอาผิดได้มากน้อยหรือทันใจแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

สมัยก่อนเวลาผมอ่านบทความบนเว็บของ a day ท้ายบทความจะมีลงท้ายว่าบทความนี้เขียนโดยใคร และพิสูจน์อักษรโดยใคร

ผมคิดว่าการระบุชื่อของผู้พิสูจน์อักษรท้ายไว้ตรงท้ายบทความ ทำให้คนที่ทำหน้าที่นี้มี skin in the game ว่าจะต้องตรวจตราบทความอย่างถี่ถ้วนว่าไม่มีการสะกดผิดเลยแม้แต่จุดเดียว ไม่อย่างนั้นเสียเขาจะเสียชื่อ นั่นทำให้บทความของ a day แทบไม่มีจุดผิดเลยในยุคที่ online content เจ้าอื่นๆ เน้นความรวดเร็วจนขาดความระมัดระวัง

ผมเลยคิดว่า หากเราไม่สามารถเอาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องไปอยู่ใต้สะพานที่กำลังก่อสร้างได้ อย่างน้อยเราเอาชื่อของเขาเหล่านั้น “ไปอยู่ใต้สะพาน” ก่อนได้รึเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัทผู้รับเหมา ชื่อ-นามสกุลผู้บริหารของบริษัท ชื่อของวิศวกรที่คุมการก่อสร้าง ชื่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่เซ็นอนุมัติโครงการ ฯลฯ

ไม่ใช่แค่เอาไว้ใต้สะพานอย่างเดียว แต่เอามาแสดงในออนไลน์ด้วย

ผมคิดว่าเรามีเทคโนโลยีและการ crowdsourcing ที่ดีพอที่จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เอาให้ดูได้เลยว่าตอนนี้มีโครงการก่อสร้างอยู่กี่แห่ง แต่ละแห่งมีรายชื่อผู้รับผิดชอบชัดเจน และยิ่งถ้ามี Facebook page หรือ social account อื่นๆ ของคนเหล่านั้นก็ควรระบุลงไปเพื่อให้มี skin in the game มากขึ้น

ขอจุดประเด็นไว้แต่เพียงเท่านี้ ฝากไปขบคิดและลงมือกันต่อนะครับ

ยุคของการอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ

ยุคของการอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ

ผมเป็นเด็กที่โตมาในยุคที่แกรมมี่กับอาร์เอสรุ่งเรือง

เราจะรอคอยศิลปินคนโปรดที่จะออกเทปสองปีครั้ง ใครที่ฮอตหน่อยก็อาจจะได้ออกปีละครั้ง ต้องรอดูมิวสิควีดีโอเพลงเปิดอัลบั้มที่มาพร้อมกับรายการเพลงช่วงดึกดื่นหรือช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์

จากนั้นก็ไปตามเชียร์ต่อกันในรายการวิทยุ รอฟังว่าเพลงที่เราชอบนั้นจะฮิตติดชาร์ตรึเปล่า

พอเก็บตังค์ได้ครบก็ไปแผงเทป ซื้อเทปกลับมาบ้าน แกะพลาสติก เปิดกล่อง ใส่เทปเข้าเครื่องเล่น เปิดเนื้อร้อง นอนฟังเพลงหรือร้องตามกันไป เพลงไหนชอบมากๆ ก็กรอฟังซ้ำบ่อยหน่อย จะเดินทางไปไหนก็จะต้องเอาเทปไปฟังในรถหรือพกซาวด์อะเบาท์ติดตัวไปด้วย

และเนื่องจากค่ายเพลงที่เราฟังสมัยนั้นมีแค่สองค่าย แต่ละค่ายจะกะจังหวะเพื่อให้ศิลปินเบอร์ใหญ่แต่ละคนมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เราจึง “ได้ใช้เวลา” กับพี่เบิร์ด ธงไชยอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อนจะได้ฟังอัลบั้มใหม่ของ เจ เจตริน

เมื่อได้ใช้เวลาด้วยกันนานๆ ก็เลยร้องเพลงเขาได้ไปโดยปริยาย ร้องได้แบบไม่ลืม แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 30 ปีแล้วก็ตาม

หันกลับมาดูตอนนี้ ที่ตลาดเพลงมีการกระจายอำนาจและเป็นโลกาภิวัฒน์กว่าเดิม ข้อดีคือเราได้ฟังเพลงที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่อาจหายไปคือเราไม่ได้อยู่กับศิลปินคนหนึ่งได้ยาวนานเท่าเมื่อก่อน

เพลงที่ฮิตสุดขีดในเมืองไทยจะมีช่วงชีวิตที่สั้นลง อาจจะแค่ 2 เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์แล้วก็จะหายไปแบบไร้ร่องรอย

เราได้ฟังเพลงใหม่ๆ กันเยอะมาก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเด็กสมัยนี้จะมีเพลงที่ “นิยาม” (define) ชีวิตช่วงใดช่วงหนึ่งเหมือนเด็กสมัยก่อนหรือไม่

ไม่ใช่แค่เรื่องเพลง แต่ซีรี่ส์ก็มีช่วงชีวิตที่สั้นลงเช่นกัน เพราะเราไม่ต้องรอดูสัปดาห์ละตอนสองตอน แต่สามารถดูรวดเดียว 12 ตอนจบภายใน 2-3 คืนได้เลย

อารมณ์เหมือนการไปเที่ยวกับทัวร์ที่หวังจะเก็บที่เที่ยวดังๆ ให้ครบ ลงจากรถแล้วรีบถ่ายรูป ก่อนจะต้องขึ้นรถไปที่อื่นต่อ ไม่ได้มีเวลาเพียงพอที่จะซึมซับและเข้าไปรู้จักกับสถานที่นั้นจริงๆ

เมื่อเราเสพสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว ก็น่าสนใจว่ามันจะมีผลต่อความทรงจำอย่างไร

อีก 30 ปีเราจะยังร้องเพลง “เฮอร์ไมโอน้อง” หรือ “เลือดกรุ๊ปบี” ได้รึเปล่า หรือเราจะยังหวนระลึกถึงซีรี่ส์ดังๆ ที่เราเคยดูในเน็ตฟลิกซ์ด้วยความคิดถึงหรือไม่

นี่ยังไม่นับเรื่อง Generative AI ที่จะทำให้เกิด content ใหม่ๆ มากขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า

อาจจะใกล้หมดยุคที่เราจะอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอแล้วก็ได้

ขอให้เราโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคนคอยเตือน

สังคมไทยตอนนี้มี “แรงขับเคลื่อน” สองอย่างที่เมื่อรวมกันแล้วน่าสนใจ

แรงขับเคลื่อนที่หนึ่ง ก็คือ social media โดยเฉพาะ Facebook ที่ขยายขอบเขตของ “เพื่อน” ไปครอบคลุมคนที่เรา “รู้จักกันเพียงผิวเผิน” เวลาบางคนมาคอมเมนท์โพสต์ของเรา เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร รู้จักกันที่ไหน

แรงขับเคลื่อนที่สอง คือคนไทยไม่ชอบการเผชิญหน้า ไม่ชอบทำให้ใครเสียหน้า ยิ่งถ้าเราเป็นผู้น้อย เรายิ่งไม่อยากมีปัญหากับผู้ที่อาวุโสกว่า ไม่ว่าจะทางวัยวุฒิหรือคุณวุฒิ

เมื่อแรงขับเคลื่อนสองอย่างนี้รวมกัน จะส่งผลต่อ “ผู้ใหญ่” เป็นพิเศษ

เมื่อเราอายุมากขึ้น เริ่มมีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะทางสังคมที่สูงขึ้น เราจะยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดนั้นถูกต้อง และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปนั้นเป็นเรื่องถูกต้องด้วยเช่นกัน

จะเป็นอย่างไร หากสิ่งที่เราคิดว่ามันถูก แท้จริงแล้วมีคนไม่เห็นด้วย หรือมองว่ามันหมิ่นเหม่

ด้วยแรงขับเคลื่อนแรกของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้คนที่รู้จักเราโดยผิวเผินเห็นภาพของเราดีเกินจริง แต่ยังเข้ามาเชียร์และส่งกำลังใจ ว่าสิ่งที่เราทำนั้นดี ถูกต้อง และเหมาะสมแล้ว

และด้วยแรงขับเคลื่อนที่สองของคนไทยที่ไม่ชอบหักหน้ากัน คนที่รู้จักเราจริงๆ ที่เห็นข้อบกพร่องหรือไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเรา ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่เฉยๆ ไม่แสดงความเห็นอะไร

เมื่อมีแต่คนเชียร์ และไม่มีคนปราม เราก็ยิ่งมั่นใจ และเดินหน้าต่อโดยไม่ได้คิดพิจารณาให้ดี

คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ย่อมลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะกว่าจะรู้ตัวว่ามาผิดทาง ก็อาจจะเสียหายไปแล้วไม่น้อย

สังเกตว่าไม่มีใครประสงค์ร้าย คนกระทำก็แค่ทำในสิ่งที่คิดว่ามันดี คนไกลตัวเห็นดีเห็นงามก็เลยช่วยเชียร์ ส่วนคนใกล้ตัวก็ไม่เอ่ยปากเพราะอยากถนอมความสัมพันธ์มากกว่า

การเป็น “ผู้ใหญ่” ในสังคมไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเราเป็นคนชอบคิดโปรเจ็คใหม่ๆ โอกาสที่จะเดินเกมผิดย่อมเกิดขึ้นได้ตลอด

สิ่งที่อาจจะพอช่วยได้ คืออย่าไปฟังกองเชียร์ให้มากนัก เพราะเขาไม่ได้รู้จักเราดี และเขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเราเท่าไหร่ ยิ่งเชียร์เยอะยิ่งทำให้เราประมาท

อีกสิ่งหนึ่ง คือหมั่นถามความเห็นคนที่เราไว้ใจ ว่ามีอะไรที่เขามองว่าไม่เหมาะสมหรือควรระวังหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่เอ่ยปากถาม เขาก็คงเลือกที่จะไม่พูด

และสุดท้าย เราต้องรักษาคนที่กล้าเตือนเรา เพราะกัลยาณมิตรที่กล้าพูดออกมาเวลาเรากำลังไปผิดทางนั้นหาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

ขอให้เราโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคนคอยเตือนครับ

เมื่อนักการเมืองร้องเพลงร็อคและแม่บ้านส่องกระจก

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ ผมเห็นคลิปไวรัลที่น.ต.ศิธา ทิวารี ขึ้นเวทีร้องเพลงในผับ

แถมเพลงที่ร้องก็คือเพลง “คุกเข่า” ของวง Cocktail ที่แม้จะไม่ได้ใหม่มากนัก แต่ก็เป็นเพลงที่ถือว่ายัง “วัยรุ่น”

ณ วันที่เขียนบทความ คลิปร้องเพลงคุกเข่าถูกแชร์ใน TikTok 10,000 ครั้ง และในเฟซบุ๊คของคุณศิธาอีก 11,000 ครั้ง

ผมเดาว่าที่คลิปนี้เป็นที่ถูกใจเพราะเป็นภาพที่ไม่คุ้นตา ไม่คิดว่านักการเมืองรุ่นใหญ่จะมากินเหล้าร้องเพลงอยู่ในผับเดียวกับ “คนธรรมดา” อย่างพวกเราได้


เมื่อได้ดูคลิปนี้ มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างที่ผมไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านตอนเช้าตรู่

ผมเดินผ่านคลับหน้าเฮาส์ของหมู่บ้าน ที่ข้างในมีสระว่ายน้ำและห้องฟิตเนส

ตรงห้องฟิตเนส จะมีเครื่องเล่นเวท และมีกระจกทรงสูงอันหนึ่งติดอยู่ตรงกำแพงเพื่อให้คนที่มาเล่นเวทได้เห็นตัวเองว่าทำท่าถูกต้อง

จากระยะไกล ผมมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้ากระจก

ไม่ใช่คนที่มาออกกำลังกาย แต่เป็นแม่บ้านประจำคลับเฮาส์ อายุประมาณห้าสิบต้นๆ ผิวสีเข้ม ยืนส่องกระจกและหวีผมตัวเองอยู่อย่างพิถีพิถัน

เป็นภาพที่ผมไม่คุ้นตา เพราะทุกครั้งที่ผมเจอพี่แม่บ้านคนนี้ที่คลับเฮาส์ จะเป็นตอนที่เขากำลังถูพื้นอยู่เสมอ

การได้เห็นเขายืนส่องกระจก ทำให้ผมตระหนักได้ว่า ผู้หญิงย่อมรักสวยรักงาม ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไรก็ตาม


Wikipedia ได้อธิบายคำว่า “การเหมารวม” ไว้ดังนี้

“การเหมารวม[1] (อังกฤษ: Stereotype) คือ คตินิยมหรือทัศนคติของสังคมทั่วไปที่มีต่อกลุ่มคนอื่น ชาติอื่น หรือลักษณะของบุคคลบางประเภทจนกลายเป็นมาตรฐาน”

กับบางอาชีพ เรามีภาพจำค่อนข้างชัด เมื่อภาพมันชัดและเกิดขึ้นซ้ำๆ จึงเกิดการเหมารวมไปโดยปริยาย

แขกในร้านขึ้นเวทีร้องเพลงในผับเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราแปลกใจเพราะเขาเป็นนักการเมือง

ผู้หญิงยืนหวีผมหน้ากระจกเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมแปลกใจเพราะว่าเขาเป็นแม่บ้าน

เมื่อเราเห็นภาพที่ขัดกับ stereotype จึงเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในใจ ก่อนจะคิดได้ว่าเขาเองก็เป็นคนธรรมดา

การมองให้เห็นว่าคนอื่นเป็นคนธรรมดานั้นสำคัญมาก

เพราะด้วยกระแสการเมืองที่ร้อนแรง เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง และ social media ที่คอยขยายเสียงให้กับเรื่องที่เป็นดราม่า เรามีแนวโน้มที่จะมอง “อีกฝ่าย” แบบเหมารวม ว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ เป็นคนประสงค์ร้าย เป็นคนไม่ฉลาด

การเหมารวมช่วยให้สมองเราไม่ต้องทำงานหนัก เพราะมันช่วย simplify คนกลุ่มหนึ่งให้อยู่ใน “กล่อง” ที่เรากำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน และช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองว่าฉลาดกว่าหรือคุณธรรมสูงกว่า

แต่การเหมารวมนั้นมีจุดอ่อนสำคัญ เพราะว่ามันจะทำให้เราหลงลืม “ความเป็นมนุษย์” ของคนคนนั้น

เมื่อเราหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวคนอื่น เราก็จะหลงลืมความเป็นมนุษย์ในตัวเราเช่นกัน

วิจารณญาณย่อมถดถอย อคติย่อมยึดครอง มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน

หากเราสามารถมองคนให้เต็มคน เราจะเห็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ต่างจากเรา มนุษย์ที่มีหลายมิติเกินกว่าจะนิยามได้ด้วย “กล่อง” ใดๆ

เมื่อเรามองเห็นคนธรรมดา ภาพต่างๆ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ควรประหลาดใจ

พลเอกไปรับหลานที่โรงเรียนอนุบาล คนเก็บขยะอ่านหนังสือ non-fiction

ดารานั่งจิบชาคุยกันเรื่องศาสนา อดีตศาลฏีกานั่งกินก๋วยเตี๋ยวริมทาง

คุณพ่อเลี้ยงลูกอยู่บ้าน คุณแม่ขึ้นกล่าวปาฐกถางานประชุมที่เมืองนอก

นักการเมืองร้องเพลงร็อค และแม่บ้านส่องกระจกครับ

ถ้อยคำที่ผ่านเข้ามาหลังวันเลือกตั้งปี 66

ถ้อยคำที่ผ่านเข้ามาหลังวันเลือกตั้งปี 66

ถ้อยคำแรก จาก Nassim Nicholas Taleb ในหนังสือ Skin in the Game ปี 2018

“You will never fully convince someone that he is wrong; only reality can.”

เราไม่อาจโน้มน้าวใครได้หรอกว่าเขาคิดผิด ต้องรอให้ความจริงพิสูจน์ตัวมันเอง


อีกหนึ่งถ้อยคำ มาจากคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของ openbooks ที่เคยมาพูดให้ Wongnai WeShare เมื่อสิงหาคม 2019

[ถาม]: เวลาอ่านหนังสืออย่างปัญญาอนาคต อ่านบทสัมภาษณ์คุณภิญโญ หรือดูวีดีโอที่คุณภิญโญให้สัมภาษณ์ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ก็คือคุณภิญโญดูจะโปรคนรุ่นใหม่ (pro – เข้าข้าง) คำถามก็คือทำไมต้องโปรคนรุ่นใหม่ด้วยครับ แล้วคนรุ่นเก่าอยู่ที่ไหนในสมการของอนาคต

[ตอบ]: ที่ต้องโปรคนรุ่นใหม่มากเพราะคนรุ่นเก่าโปรตัวเองกันเยอะไปแล้ว หลงใหลในความรุ่งเรืองในอดีตของตัวเองมากจนเกินไป คนรุ่นเก่ามีอำนาจอยู่ในมือเพราะว่าอยู่ที่นี่มานาน เมื่ออยู่มานานก็มีอำนาจเยอะ แล้วก็ไม่อยากสูญเสียอำนาจนั้นไป

อำนาจในการตัดสินใจบงการชีวิตลูกหลาน อำนาจในการตัดสินใจบงการชีวิตอนาคตธุรกิจ อำนาจในการตัดสินใจบงการอนาคตการเมือง อำนาจในการกำหนดนโยบายอนาคตของประเทศ

ซึ่งถ้าท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้น รวมทั้งรุ่นผมหรือตัวผมด้วยทำได้ดี เราคงอยู่ในประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามีความสุขสะดวกสบายอิ่มหนำสำราญใกล้ๆ ยุคพระศรีอาริย์เข้าไปเต็มที จากเพชรบุรีตัดใหม่บ้านผมมาถึงสุขุมวิทคงไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงอย่างนี้ เมื่อกี้ต้องลงจากรถเพื่อนั่งมอเตอร์ไซค์มา ระยะทางมันแค่ 2 กิโล นี่คือผลงานของคนรุ่นเก่าที่ทำเอาไว้หรือไม่ได้ทำเอาไว้

ฉะนั้นคนรุ่นผมถือเป็นคนรุ่นเก่า มีประโยชน์อะไรที่จะมาชมเชยตัวเอง ถ้าเราทำดีไว้ในอดีตที่ผ่านมา เราคงไม่ต้องส่งมอบสังคมที่ทำให้ลูกหลานต้องลำบากแบบนี้ ถ้าเราใช้เวลา 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ผมเริ่มทำงานหรือ 30 ปีที่ผ่านมาสำหรับคนรุ่นที่กำลังจะเกษียณ ทำงานอย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพและทำในวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง เราจะส่งมอบสังคมที่น่าอยู่ ความขัดแย้งต่ำ แล้วทุกคนมองเห็นอนาคตร่วมกันได้ให้กับลูกหลาน ซึ่งก็คือทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ แล้วลูกหลานจะไม่มีคำถามย้อนกลับมาที่เรา

ผมว่าคนรุ่นผมต้องทำความผิดพลาดอะไรบางอย่าง หรือไม่ได้ทำบางอย่างให้ดี มันจึงไม่ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น นั่นคือเหตุผลที่เราต้องละวางอดีต ละวางคนรุ่นเก่าไว้ เพราะว่ามีอำนาจ แต่ไม่สามารถสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะให้คนรุ่นใหม่อยู่อาศัยและเดินทางต่อไปสู่อนาคตได้

คำถามคือ แล้วถ้าผมอยู่ตรงกลาง ผมควรที่จะไปยึดอดีต แล้วโปรคนมีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว มีทรัพยากรล้นฟ้าอยู่แล้ว หรือผมควรจะหันหน้ากลับมาสนทนากับคนรุ่นใหม่แล้วบอกว่านี่คือปัญหาที่คนรุ่นผมสร้างมา หรือว่าไม่ได้สร้างมาแต่เราล้มเหลว เราทำไม่สำเร็จ

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผมขอฝากอนาคตไว้กับคนรุ่นใหม่ แล้วทำสิ่งที่มันดีขึ้นให้กับประเทศนี้ ไม่งั้นผมจะอยู่ในสังคมแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร

คนรุ่นผมเหลือเวลาไม่มากในการมีชีวิตอยู่ ความหวังก็คือหวังว่าคนรุ่นใหม่จะสร้างสังคมที่ดีขึ้น กำลังเราเหลือน้อย ปัญญาเราเหลือน้อย เราจำเป็นต้องฝากชีวิตเราไว้อยู่ในมือคนรุ่นใหม่ทุกท่าน

เราต้องให้ปัญญา ให้กำลัง ให้ทรัพยากร และให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมสร้างสังคมที่ดี เราจำเป็นต้องอยู่อาศัยในสังคมนี้ ถ้าคนรุ่นใหม่ทำไม่สำเร็จ เราจะไม่เหลือใครที่มีกำลังพอที่จะแบกรับอนาคตของประเทศชาตินี้ไว้ได้เลย…ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องที่น่าขมขื่นมาก…พูดแล้วน้ำตาจะไหลนึกออกไหมครับ…

…ไหลมาเอง ไม่ได้ตั้งใจ…ขออภัย…

นี่คืออารมณ์ของสังคมตอนนี้ ผมว่ามันเป็นอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ในหัวใจคนไทย ที่ผมพูดอย่างนี้น้ำตามันไหลออกมาเอง ไม่ได้ตั้งใจจะดราม่า แต่คำถามมันโดนใจ

ถ้าเราไม่ฝากความหวังกับคนรุ่นใหม่ ใครจะสร้างอนาคตให้ประเทศไทย ผมดีใจมากที่มีโอกาสได้มาพูดกับทุกท่านในวันนี้ ขอบพระคุณที่ให้เกียรติ อยากมาพูดกับคนรุ่นใหม่มากกว่าคนรุ่นเก่า อยากมาพูดกับ startup ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวมากกว่าพูดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องปรับตัวอะไรอีกแล้ว เพราะทุกท่านคือความหวังของคนรุ่นผม

ผมจึงพยายามกำลังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่า ช่วยมีความมั่นใจและสร้างอนาคต เดินทางต่อไปเถอะ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก คนรุ่นผมฝ่าฟันกันมาเยอะ ทำสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ สำเร็จบ้างก็มี ผลงานไม่ได้มากมายนัก แต่ประเทศนี้จะเดินทางต่อไปสู่อนาคตท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความยากลำบากขนาดนี้ได้ ไม่มีใครที่จะฟันฝ่าไปได้นอกจากคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อที่จะฟันฝ่าไปให้ได้

คนรุ่นใหม่คือบริษัทเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมา คือวงในและอื่นๆ อีก 500 บริษัท นี่ผมใช้คำเปรียบเปรย ห้าร้อยไม่ได้หมายถึงตัวเลข 500 นะ ห้าร้อยมาจากทหารพระเจ้าตาก ทหารเสือที่ฟันฝ่าและสร้างธนบุรีให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้

วันนี้เราต้องการ 500 ธุรกิจต้องการ 500 ชีวิตต้องการ 500 ผู้มีวิสัยทัศน์เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้มันเดินต่อไปได้ ไม่งั้นเราจะอยู่อย่างไร เราจะส่งมอบอนาคตแบบไหนให้กับสังคมไทย คนรุ่นเก่าต้องเข้าใจว่าประเทศมันต้องสร้างด้วยคนรุ่นใหม่ หน้าที่ของคนรุ่นเก่าคือให้ทรัพยากร ให้เวลา ให้ปัญญา ให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศนี้ในทุกๆ ภาคส่วน เศรษฐกิจ สังคม การเงิน วัฒนธรรม ศิลปะ ต้องให้เขาสร้าง ต้องเปิดโอกาส อย่ากดสังคมนี้ไว้อีกต่อไป มันเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

อย่าใช้อำนาจเป็นตัวนำสังคม ให้ใช้ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ให้เขาได้มีโอกาสสร้างอนาคตให้กับประเทศในวันที่มันพอจะสร้างได้ เพราะในวันที่มันสร้างไม่ได้ เราเหลือกลยุทธ์เดียวคือเราต้องหนี อย่าให้คนรุ่นใหม่ อย่าให้เยาวชนต้องหนีจากประเทศนี้ไป

ให้ประเทศนี้เป็นดินแดนแห่งความหวัง ให้ประเทศนี้เป็นดินแดนแห่งอนาคต ไม่ใช่เป็นดินแดนที่ถูกอดีตกดทับ แล้วเราต้องอยู่กับความทรงจำกับความรุ่งเรืองในอดีตที่จางหายไปแล้วแต่คุณยังไม่ตระหนัก

นี่คือทำไมผมต้องคุยกับคนรุ่นใหม่ ผมจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในอนาคตที่คนรุ่นใหม่สร้าง ฉะนั้นไม่มีทางที่ผมจะปฏิเสธกำลัง ความคิด ความฝันของคนรุ่นใหม่ ผมมีหน้าที่ต้องให้เวลา พลังงาน ปัญญากับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้พวกคุณทุกท่านทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แล้วผมจำเป็นต้องฝากชีวิตน้อยๆ ของผมอยู่ในสังคมที่สร้างโดยคนรุ่นใหม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจนที่สุด แล้วจำเป็นต้องเปิดโอกาสทางสังคม ต้องทำให้สังคมตระหนักรู้ได้ว่า เราคนรุ่นเก่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ในทุกมิติได้แล้ว หยุดการครอบงำสังคมด้วยอคติและความทรงจำเดิมๆ และความสำเร็จในอดีตของเราเสียที

(เสียงปรบมือยาวนาน)

[ถาม]: คราวนี้จะทำยังไงดี ในเมื่อคนรุ่นเก่าเขาไม่เห็นความจำเป็นต้องหลีกทาง ต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนตัวเล็กๆ 500 คน

[ตอบ]: เรื่องแบบนี้ตอบง่ายที่สุดและสั้นที่สุด ท่านท่องไว้หนึ่งคำ 3 ครั้ง disruption, disruption, disruption

สวดมนต์ไว้ disruption, disruption, disruption

คุณไม่มีทางไปร้องขออำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงจากคนที่หวงอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณขอสิ่งที่เขาไม่อยากให้มากที่สุดได้อย่างไร สิ่งที่คนรุ่นเก่าหวงมากที่สุดก็คืออำนาจ สิ่งที่คนรุ่นเก่ากลัวมากที่สุดคือความเปลี่ยนแปลง คืออยากจะรักษาอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงคือการสูญเสียอำนาจในทุกๆ มิติ

ฉะนั้นสิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือการ disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยไม่ต้องร้องขออำนาจ เมื่อคุณ disruption ไปทีละจุด ทีละจุด ทีละจุด 500 จุดหรือมากกว่าไปเรื่อยๆ สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเอง โดยที่คนรุ่นเก่าก็ได้แต่มองตาปริบๆ แล้วค่อยๆ ถอยออกจากบทบาทที่ตัวเองยืนอยู่

คลื่นลูกใหม่ย่อมเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่า คลื่นลูกใหม่ไม่เคยขอร้องให้คลื่นลูกเก่าหลีกทางให้ แต่คลื่นลูกใหม่สร้างตัวเองเข้าสู่ชายหาดเรื่อยๆ เราเป็นต้นไม้เล็กๆ ต้องหาทางที่จะหลบร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เพื่อเตรียมตัวเข้าไปหาแสงแล้วเติบโตขึ้นมา แม้ว่ามันจะบิดงอไปตามทิศทางของแสง แต่ในเมื่อมันเติบใหญ่ขึ้นมาได้ แม้ว่าจะบิดงอ ยากที่จะเหยียดยืนหยัดตรงเป็นต้นไม้เหมือนรุ่นเก่า แต่มันก็จะเติบโตขึ้นมาได้แล้วกลายเป็นป่าแห่งใหม่

อย่าร้องขอ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง แต่จงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองอยากเป็นด้วยตัวของคุณเอง แล้วใช้พลังของการ disruption สร้างมันขึ้นมาทุกจุดในสังคม แล้วสังคมจะเปลี่ยน อยากทำงานธุรกิจสร้างธุรกิจ อยากทำงานวัฒนธรรมสร้างวัฒนธรรมใหม่ อยากทำงานสังคมสร้างสังคม อยากทำงานการเมืองสร้างการเมือง อยากเขียนหนังสือเขียนหนังสือ อยากทำอะไรทำ ใช้พลังแห่งความเชื่อมั่น disrupt มันไปทีละส่วน แล้วสังคมจะเปลี่ยนแปลงจากความเปลี่ยนแปลงมวลรวมของปัจเจกชนขึ้นมาได้

ยากที่เราจะหา platform และฉันทามติร่วมกันในเวลานี้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด รอไปถึงชาติหนึ่งก็อาจจะไม่เปลี่ยน แต่ง่ายกว่าที่ปัจเจกชนจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างแล้วเปลี่ยนแปลงทีละจุด เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจึงเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงธุรกิจแล้วก็เปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วค่อยไปเปลี่ยนแปลงโลก อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกแล้วย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ฉะนั้นง่ายสุดคือลงมือทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น อย่าสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อตนเอง อย่าสูญเสียศรัทธาที่มีต่อตนเอง อย่าหมดหวังกับตนเอง อย่าหมดหวังกับประเทศ ถ้ามีความหวังกับตัวเอง มีความหวังกับสังคม เราจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตนเอง เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเปลี่ยนแปลงประเทศได้ เราไม่มีโอกาสหมดหวังกับประเทศนี้ เราไม่มีโอกาสหมดหวังกับสังคม เพราะเราจะไม่มีประเทศและไม่มีสังคมให้เราเดินต่อไปได้

คนรุ่นผมอาจจะต้องขออภัยที่ไม่สามารถส่งมอบสังคมในอุดมคติให้กับคนรุ่นใหม่ได้ แต่ผมหวังว่าคนรุ่นคุณจะสามารถแผ้วถางทางสร้างธุรกิจ สร้างสังคมวัฒนธรรมใหม่ที่ดีกว่าเพื่อสร้างสังคมให้คนรุ่นลูกหลานของคุณใน 20 ปีข้างหน้า แล้วคุณคือคนที่จะมานั่งคุยอยู่ตรงนี้ในอนาคต แล้วบอกกับคนรุ่นหลังว่า เราได้พยายามเต็มที่แล้ว”