หน้าหนาวใครเขาพูดเรื่องโลกร้อน

กรุงเทพอากาศเย็นสบายมาสองวันแล้ว เป็นเหตุการณ์พิเศษที่เราต้องรีบซึมซับเอาไว้เพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน

ช่วงอากาศหนาวๆ นี่ยอดขายแอร์และไอติมน่าจะตก และคงไม่มีใครออกมารณรงค์เรื่องโลกร้อน เพราะถึงพูดไปคนก็ไม่อิน

แล้วถ้าคนไทยไม่อินเรื่องโลกร้อนในช่วงอากาศเย็น ฝรั่งจะอินเรื่องโลกร้อนกันหรือ ในเมื่อบ้านเขาอากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไม่น้อยเชื่อว่าภาวะโลกร้อนนั้นเป็นทฤษฎีสมคบคิด เป็นเรื่องหลอกหลวง ทั้งๆ ที่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์มากมาย

แต่ข้อมูลและตัวเลขนั้นเข้าได้ถึงแค่สมอง ไม่อาจเข้าถึงจิตถึงใจจนเปลี่ยนความเชื่อหรือพฤติกรรมได้

ดังนั้น การจะสื่อสารหรือโน้มน้าวอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เนื้อหา คือจังหวะเวลาและบริบท

เพราะแม้สิ่งที่เราพูดจะถูก แต่ถ้ามันมาในเวลาที่ผิด ความพยายามของเราก็อาจจะสูญเปล่าครับ

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องมุมมองที่ผมเห็นว่าจำเป็นสำหรับทศวรรษถัดไป

ผมเล่าย้อนกลับไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 63 ช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดจากจีนเข้ามาในภูมิภาคนี้

ลูกสาวของผมยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 มีเพื่อนร่วมห้องที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นชาวจีนที่เพิ่งบินจากเมืองจีนมาเยี่ยมลูกสาว ไม่มีใครในครอบครัวแสดงอาการอะไร แต่พอมีคนรู้ก็กลายเป็นข่าวใหญ่จนผ.อ.สั่งปิดโรงเรียนเพื่อทำการฆ่าเชื้อ และให้นักเรียนทุกคนในห้องลูกสาวผมหยุดเรียน 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการ

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะผู้ปกครองของชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 ก็แจ้งมาอีกว่านักเรียนในห้องนี้มีพี่ชาย/พี่สาวที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน ต้องถือเป็นกลุ่มเสี่ยงและให้เด็กกลุ่มนี้หยุดเรียน 14 วันด้วยเช่นกัน มีการเปิดโพลในกรุ๊ปไลน์เพื่อให้ผู้ปกครองท่านอื่นมาลงชื่อว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่เพื่อเป็นการกดดันกลายๆ จนผู้ปกครองห้องลูกสาวผมรู้สึกเหมือนกำลังโดน sanction ไปโดยปริยาย

ผมอ่านบทสนทนาแล้วรู้สึกว่ามันชักจะเหมือนการล่าแม่มดเข้าไปทุกที

ปรากฎการณ์ “ล่าแม่มด” นั้นเกิดขึ้นในยุโรปช่วงค.ศ. 1700 หากชาวบ้านไม่ชอบใจคนไหนก็จะกล่าวหาว่าคนคนนั้นเป็นแม่มดหรือตกอยู่ภายใต้เวทมนตร์ของแม่มด และคนที่ถูกกล่าวหาก็จะถูกบังคับให้ซัดทอดว่าใครเป็นคนที่พาตัวเองไปเข้าลัทธิ หากไม่ยอมซัดทอดก็มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ผ่านมา 300 กว่าปีแล้ว การ “ล่าแม่มด” ก็ยังเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

ภายนอกเราเดินทางมาไกลมาก แต่ภายในเหมือนเรากำลังย่ำอยู่กับที่ ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 2563 ปีก่อน

ยังมีทั้งชอบและชัง รักและกลัว ถ่อมตนและถือดี พวกเราและพวกมัน ด้านสว่างและด้านมืด เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย

เมื่อปัญหามันซับซ้อนและตึงเครียด คนเรามีแนวโน้มจะสาดความมืดเข้าหากันโดยมีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่ใช้จนคล่องมือ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่าไม่มีใครที่ถือความจริงทั้งหมด เราถูกของเรา เขาก็อาจจะถูกของเขาเพียงแต่เรายังไม่เข้าใจ ก็อาจจะช่วยลดอุณหภูมิในใจเราได้

พี่วรพจน์ พันธุ์พงศ์เคยกล่าวไว้ว่า เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

ในโมงยามนี้ ขอให้ทุกคนใช้แสงสว่างนั้นก่อนจะพูดหรือทำอะไรลงไปนะครับ

วิธีเอาผิดของคนโบราณ

20200824

เห็นข่าวซื้อเรือดำน้ำแล้วผมนึกถึง Hammurabi กษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เขียนกฎหมายฉบับแรกของโลก

นี่คือข้อความตอนหนึ่งของ Code of Hammurabi ซึ่งมีอายุกว่า 3,800 ปี

“ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้เจ้าของบ้านเสียชีวิต นายช่างที่สร้างบ้านหลังนั้นจะต้องโทษประหาร

ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้ลูกชายเจ้าของบ้านเสียชีวิต ลูกชายคนใดคนหนึ่งนายช่างจะต้องโทษประหาร

ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้ทาสในบ้านเสียชีวิต นายช่างจะต้องชดใช้ด้วยทาสที่มีมูลค่าเท่ากัน”

การเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้ ก็เพื่อให้นายช่างมี skin in the game หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับงานที่เขาสร้างเอาไว้

สมัยกรุงโรมเฟื่องฟูก็มีกฎบังคับให้วิศวกรที่คุมการสร้างสะพานต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

และในกาลต่อมา ในประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายให้วิศวกรที่สร้างสะพานนั้นต้องพาตัวเองและครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานด้วยเช่นกัน

นี่ไม่ใช่การลงโทษย้อนหลัง แต่เป็นการป้องกันล่วงหน้า เพราะเมื่อรู้ตัวว่าต้องพาลูกเมียมาอยู่ใต้สะพานที่เขาสร้าง วิศวกรคนนั้นย่อมต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นชาวบาบิโลน ชาวโรมัน หรือชาวอังกฤษโบราณ ล้วนออกกฎหมายที่ผูกมัดให้แต่ละคนรับผิดชอบในงานของเขาอย่างถึงที่สุด

ในหนังสารคดีเรื่อง Farenheit 9/11 หลังจากผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด จอร์จบุชก็สั่งให้อเมริกาบุกอิรักทั้งๆ ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนานาชาติ

Michael Moore ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ จึงไปดักรอหน้ารัฐสภาแล้วถามบรรดาส.ส.ที่ยกมือสนับสนุนให้อเมริกาบุกอิรักว่ามีใครสนใจจะส่งลูกชายตัวเองไปร่วมรบที่อิรักด้วยมั้ย ปรากฎว่าไม่มีใครตอบรับแม้แต่คนเดียว

ปัญหาของการเมืองและเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะ “คนที่มีอำนาจตัดสินใจ” นั้นไม่ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่จะตามมาเท่าที่ควร พอพวกเขาไม่มี skin in the game จึงตัดสินใจโดยเอาผลประโยชน์ของตัวเองหรือพวกพ้องเป็นที่ตั้ง เพราะรู้ว่าแม้จะผิดพลาดไป อย่างมากเขาก็แค่อดได้โบนัสหรือโดนปลด แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับส่วนรวม

ไม่ได้จะเรียกร้องให้เอากฎหมายของ Hammurabi กลับมาใช้ใหม่ แค่จะชวนคิดว่ามีตรงไหนบ้างที่เราจะปรับกฎกติกาเพื่อให้คนทำงานคิดถึงคนอื่นมากเท่ากับที่คิดถึงตัวเองครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ Antifragile by Nicolas Nassim Taleb

การใช้เงิน 4 แบบ

20200729b

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง อันนี้ตรงไปตรงมา ทำกันประจำ เราจะซื้อของที่เราอยากได้ และเป็นของที่เราคิดมาแล้วว่าคุ้มค่า

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น เช่นการซื้อของขวัญวันเกิด ตรงนี้เราก็จะมีความใส่ใจเช่นกัน เราจะทำการบ้าน จะไปค้นหาว่าเขาอยากได้อะไร ของที่เราซื้อให้ก็เป็นของคุณภาพดี บางทีดีกว่าของที่เขาจะซื้อให้ตัวเองด้วยซ้ำไป

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง เช่นผู้บริหารใช้เงินบริษ้ท อันนี้เราจะกล้าใช้จ่ายเต็มที่ ตราบใดที่ยังอยู่ในงบ อาจจะมีความสุรุ่ยสุร่ายอยู่บ้างเพราะยังไงมันก็ไม่ใช่เงินเราเอง แต่อย่างน้อยเราก็ยังต้องการของที่มีคุณภาพและคุ้มค่า

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น เช่นรัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งเปราะบางมาก มีแนวโน้มที่จะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อซื้อของที่เขาไม่ได้อยากได้ แถมยังเป็นของคุณภาพต่ำและไม่ค่อยคุ้มค่าอีกด้วย

การใช้เงินสี่แบบก็จะมีธรรมชาติเช่นนี้ และใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่เราเห็นกับตัวเอง คนรอบตัว และคนในสังคมได้เป็นอย่างดีครับ

ทำไมคนรวยบางคนไม่อวดรวย

20200722

เมื่อเรามองไปยังคนที่รวยมากๆ เราจะเห็นคนรวยอยู่สองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ซื้อสินค้าที่บอกให้โลกรู้ว่าฉันรวยนะ กลุ่มนี้มักจะเป็นศิลปินหรือนักกีฬา

ไมเคิล แจ็กสันซื้อคฤหาสน์ Neverland ในราคา $19.5 ล้านในปี 1987 ซึ่งเทียบเท่ากับ $44.5 ล้าน หรือ 1400 ล้านบาทในปัจจุบัน

นักฟุตบอลชื่อดังในพรีเมียร์ลีกนั้นซื้อรถหรูกันเป็นว่าเล่น ใครไม่มีสปอร์ตคาร์จะถูกหาว่าเชย ตอนที่คาร์ลอส เตเบสย้ายมาอยู่แมนยูใหม่ๆ เตเบสขับรถ Audi แล้วโดนเพื่อนร่วมทีมล้อ เวย์น รูนีย์เลยให้เตเบสยืมรถลัมโบกินีไปขับพลางๆ ระหว่างที่เตเบสเก็บตังค์เพื่อซื้อรถสปอร์ตของตัวเองได้

ส่วนนักกีฬาที่น่าจะอวดรวยที่สุดในยุคนี้น่าจะเป็น Floyd May Weather Junior นักมวยที่ห้อยสร้อยคอทองคำหนัก 11 กิโล ซื้อเคสไอพอดราคา $50,000 รถราคา $4.7 ล้านเหรียญ นาฬิกาเรือนละ $18 ล้าน และเครื่องบินส่วนตัวราคา $60 ล้าน

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่ได้อวดรวยแบบกลุ่มแรก กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ประกอบการ

ลองมาดูรถของนักธุรกิจที่รวยที่สุดในโลกกัน

Larry Page ขับ Toyota Prius

Mark Zuckerberg ขับ Acura TSX ราคา $30,000

Jeff Bezos ขับ Honda Accord

Jack Ma ขับ Roewe RX5 SUV ราคา $15,000

ทำไมนักธุรกิจที่ร่ำรวยกว่านักกีฬาตั้งหลายเท่าถึงมัธยัส์กว่า?

หนึ่งในคำอธิบายก็คือ “ความร่ำรวย” ของนักธุรกิจนั้นอยู่ในรูปแบบ “หุ้นในบริษัท” ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ ในขณะที่ความร่ำรวยของนักกีฬานั้นมักจะมาในรูปแบบเงินสดจากค่าตัวและค่าสปอนเซอร์ ดังนั้นนักธุรกิจจึงไม่ได้มีกระแสเงินสดเข้าบัญชีส่วนตัวมากเท่าศิลปินหรือนักกีฬา

แต่อีกหนึ่งคำอธิบายที่ผมชอบมากก็คือ นักธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะเขาใช้สมองและใช้เงินอย่างชาญฉลาด ดังนั้นเขาจะไม่ใช้เงินไปอย่างสิ้นเปลือง (และดูไม่ฉลาด) เพราะมันจะขัดกับตัวตนของเขา – they got rich by being smart so they won’t spend money in a stupid way.

แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ใช้ของแพงๆ เลยนะครับ เสื้อสีเทาที่ Mark Zuckerberg ใส่เป็นประจำนั้นราคาตัวละ $300-$400 และเขาเองก็ซื้อบ้านพักตากอากาศไว้หลายหลัง (ซึ่งถ้าขายไปก็คงจะได้กำไรไม่น้อย)

ผมเชื่อว่าคนรวยเหล่านี้พร้อมจ่ายเงินเพื่อให้ได้ของที่คุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องอวดความร่ำรวย เพราะเขาคงไม่ได้ต้องการให้ผู้คนยอมรับในความรวยของพวกเขา แต่อยากคนให้ยอมรับในผลงานและมันสมองของพวกเขามากกว่าครับ

—–

ขอบคุณรูปจาก Flickr: Mark Zuckerberg by JD Lasica 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

Daily Star: Wayne Rooney lent Carlos Tevez his Lamborghini after Man Utd squad laughed at his Audi

Business Insider:
The 11 most extravagant things Floyd Mayweather has spent his millions on
You can now buy a replica of Mark Zuckerberg’s crazy expensive plain grey t-shirt for $46

CNBC: 9 billionaires who drive cheap Hondas, Toyotas and Chevrolets