สัมภาษณ์หญิงสาวที่หนีมาจากเกาหลีเหนือ

Park Yeonmi หรือ พัก ย็อน-มี คือสุภาพสตรีวัย 27 ปีที่หนีจากเกาหลีเหนือเข้ามาเกาหลีใต้ตอนอายุ 14 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คและเขียนเรื่องราวของเธอในหนังสือชื่่อ In Order to Live: A North Korean Girl’s Journey to Freedom ปัจจุบันเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในบ้านเกิดของเธอ

Jordan Peterson เป็นผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life และ Beyond Order ที่ผมกำลังอ่านอยู่ตอนนี้

นี่คือไฮไลท์บางส่วนของบทสนทนาของทั้งสองในพ็อดแคสต์ของจอร์แดนครับ

จอร์แดน: คุณและครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่เกาหลีเหนือในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด คือยุคไนน์ตี้ส์หลังจากที่กำแพงเบอร์ลินพังลงมา

ย็อนมี: หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย พวกเขาก็หยุดการสนับสนุนรัฐบาลเกาหลีเหนือ ที่นี่รัฐบาลเป็นคนตัดสินว่าประชาชนแต่ละคนจะได้กินข้าววันละเท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นชนชั้นไหน

ความย้อนแย้งอย่างที่สุดของเกาหลีเหนือก็คือมันถูกก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดแห่งความเสมอภาค การปฏิบัติต่อทุกผู้ทุกนามอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งก็คือแนวคิดของคอมมิวนิสต์ แถมพวกเขายังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสวรรค์แห่งสังคมนิยมด้วย (socialist paradise)

แต่รัฐบาลกลับแบ่งชาวเกาหลีเหนือเป็นสามชนชั้น และภายใต้สามชนชั้นหลักนั้นก็ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก 50 ชนชั้น มันเลยกลายเป็นสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์

ฉันเกิดในทางตอนเหนือของประเทศ และในช่วงที่พวกเราประสบทุพภิกขภัยอันเกิดจากน้ำมือของรัฐบาล ประชาชนมากมายในบ้านเกิดของฉันต้องล้มตาย ในขณะที่ข้าราชการในเปียงยางกลับมีอาหารกินอย่างเพียงพอ

ฉันรู้สึกว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลในตอนนั้นไม่ต่างอะไรกับหนัง The Hunger Games ที่มีเมือง Capitol เป็นศูนย์กลาง และเมืองอื่นๆ ที่เหลือถูกแบ่งออกเป็น 13 เขตและผู้คนในเขตเหล่านั้นต่างถูกบังคับให้มีชีวิตอยู่อย่างกระเสือกกระสนและดิ้นรนเอาตัวรอดจนพวกเขาไม่มีเวลามานั่งคิดว่าความหมายของชีวิตคืออะไร หรือสิทธิเสรีภาพคืออะไร สิ่งเดียวที่พวกเขาคิดถึงคืออาหารมื้อต่อไปว่าจะหาอะไรมาให้ลูกกินได้รึเปล่า ในขณะที่เหล่าชนชั้นปกครองในเปียงยางกลับมีกินมีใช้และทำทุกอย่างเพื่อรักษาให้ระบอบดำเนินต่อไปได้

นี่แหละคือประเทศบ้านเกิดของฉัน ฉันเกิดในปี 1993 และการเห็นศพตามท้องถนนก็เป็นเรื่องปกติ นี่คือประเทศที่ไม่เคยสอนให้เรารู้จักคำว่า “รัก” ไม่มีคำศัพท์สำหรับคำว่า “สิทธิมนุษยชน” “ความมีเกียรติ” หรือ “เสรีภาพ” คนในเกาหลีเหนือจึงไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังถูกกดขี่ข่มเหง ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นทาสอยู่

จอร์แดน: การควบคุมข้อมูลนั้นเบ็ดเสร็จเสียจนคุณไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง และแม้คุณจะรับรู้สิ่งที่เป็นไปในเกาหลีเหนือแต่คุณกลับถูกทำให้เชื่อว่าประเทศอื่นนั้นแย่กว่านั้นมาก

ย็อนมี: แม้ว่าตอนนี้จะเป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่ชาวเกาหลีเหนือยังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของอินเทอร์เน็ต และเราก็ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้ ตอนฉันเรียนหนังสือฉันไม่เคยได้เห็นแผนที่โลกด้วยซ้ำ ปีศักราชในปฏิทินเกาหลีเหนือไม่ได้ตั้งต้นจากวันที่พระเยซูประสูติ แต่ตั้งต้นจากปีเกิดของคิม อิล-ซอง (Kim Il-sung ผู้ก่อตั้งเกาหลีหนือ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 1994)

พวกเขาปกปิดข้อมูลทุกอย่าง และประชาชนจะโดนประหารชีวิตหากพยายามเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เกาหลีเหนือจึงเป็นเหมือนหลุมดำทางข้อมูล (black hole of information) เราไม่รู้เลยว่านอกกะลานั้นมีอะไรบ้าง

แต่แน่นอนว่าผู้นำอย่างคิม จ็อง-อิล Kim Jong-il ได้เรียนหนังสือที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่เคยได้เห็นแม้กระทั่งแผนที่โลก เราไม่รู้จักแอฟริกา ทวีปอื่นๆ หรือชนชาติอื่นๆ และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

จอร์แดน: สิ่งที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนก็คือความอดอยากยากไร้ ช่วยเล่าให้ผมฟังถึงช่วงที่คุณเป็นเด็กหน่อยว่าอาหารการกินสมัยนั้นเป็นอย่างไร

ย็อนมี: โดยเฉลี่ยแล้วชาวเกาหลีเหนือจะเตี้ยกว่าชาวเกาหลีใต้ประมาณ 7-10 เซนติเมตรเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ฉันเองสูง 157 เซนติเมตรแต่ผู้ชายส่วนใหญ่ในเกาหลีเหนือนั้นตัวเตี้ยกว่าฉัน และถ้าคุณตัวสูงกว่า 147 เซนติเมตรคุณจะต้องเกณฑ์ทหาร ดังนั้นผู้ชายจำนวนไม่น้อยจึงสูงเพียง 147 เซนและหลายคนก็เตี้ยกว่านั้น การขาดสารอาหารนั้นส่งผลกระทบถึงพัฒนาการทางสมองด้วย ถ้าใครอยู่ถึง 60 ปีนี่ถือว่าเป็นคนที่อายุยืนมากแล้ว

ตอนอยู่เกาหลีเหนือ ทางเดียวที่ฉันจะได้รับโปรตีนก็คือการกินตั๊กแตน แมลงปอ แมลงต่างๆ เปลือกไม้ ดอกไม้ และนั่นคือวิธีการประทังชีวิตของพวกเรา

คนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตช่วงฤดูใบไม้ผลิเพราะไม่มีแมลงหรือพืชที่ออกดอกออกผล

จอร์แดน: ฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่ แต่กลับเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของปี

ย็อนมี: ใช่ ฉันจำได้ดีว่าเข้าฤดูนี้ทีไรผิวของฉันจะลอกเพราะขาดวิตามิน ฉันจะมีอาการปวดหัว มันคือฤดูแห่งความตายเพราะผู้คนไม่อาจทนรออยู่ได้ถึงหน้าร้อนที่พืชจะออกดอกออกผล ฉันจำได้ว่าฉันหนีออกนอกประเทศในฤดูนี้แหละ ในเดือนมีนาคม 2007

มีวันหนึ่งที่ฉันปวดท้องมาก และแม่ก็พาฉันไปโรงพยาบาล แต่ในเกาหลีเหนือเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ มีแต่นางพยาบาลที่ใช้เข็มฉีดยาเข็มเดิมในการฉีดยาให้กับคนไข้ทุกคนในโรงพยาบาล คนเกาหลีเหนือจึงไม่ได้ตายเพราะมะเร็ง แต่ตายเพราะติดเชื้อและเพราะความหิวโหย

ระหว่างทางที่ฉันเดินไปห้องน้ำ มีศพมากมายกองทับกันอยู่ และฉันก็เห็นเด็กๆ วิ่งไล่จับหนูที่กำลังกินดวงตาของศพ แล้วเด็กพวกนี้ก็กินหนูอีกที และพวกเขาก็ตายด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แล้วหนูก็กลับมากินเด็กพวกนั้น มันจึงเป็นวัฏจักรที่พวกเรากินหนูแล้วก็โดนหนูกินวนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป


ขอบคุณเนื้อหาจากเพจ Dr Jordan B Peterson

นั่งคุยกับพ่อ: ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย

เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” เพื่อเป็นของชำร่วยในงานวันเกิด 72 ปีของพ่อผมเอง

พ่อเป็นคนที่มีความเคลื่อนไหวด้านการเมืองมายาวนาน ตั้งแต่เขียนจดหมายเปิดโปงการทุจริตในจุฬาลงกรณ์ภายใต้นามปากกา “นายฉันท์แก่น” จนเกิดการเดินขบวนของนักศึกษาในปี 2513

พ่อยังเป็นคนแรกใน 100 รายชื่อผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนเป็นชนวนไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พ่อกับแม่ก็โดนคุกคามจนต้องเข้าป่าจับปืน และจากบ้านเกิดเมืองนอนถึง 5 ปี

หลังกลับมาเมืองไทยก็ยังมีชีวิตที่วนเวียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่ตลอด ไปร่วมประท้วงก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รณรงค์สีลมสีเขียวจนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ตราบจนเป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยบนเวทีของกปปส.

เรื่องราวของพ่อเกี่ยวพันกับตัวละครหลายคนที่เราคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็นมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คุณอานันท์ ปันยารชุน อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ พลตรีจำลอง ศรีเมือง คุณไขแสง สุกใส อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คุณวิสา คัญทัพ คุณรสนา โตสิตระกูล

การเขียนหนังสือเพื่อบันทึกประสบการณ์ของนายประสาร มฤคพิทักษ์ จึงถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเอาไว้ด้วย

ตอนนั้นตั้งใจจะผลิตหนังสือเพื่อแจกคนที่มาร่วมงานวันเกิดของพ่อเท่านั้น แต่สำนักพิมพ์เคล็ดไทยก็เสนอว่าจะพิมพ์และขายให้ด้วย

มาวันนี้ หนังสือ “นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย” จึงวางตลาดแล้ว

นี่คือบางช่วงตอนจากหนังสือ ที่ฉายภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาจนถึงวันที่พ่อตัดสินใจเข้าป่าครับ


รุตม์: หลังจากที่จบ 14 ตุลาคม พ่อกลับมาทำงานอาชีพตามปกติ
พ่อ: หลัง 14 ตุลาคม การเมืองมันเข้มข้น มันเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง ของประชาชน แปลว่าสิทธิเสรีภาพ การเรียกร้องต่างๆ ก็เกิดขึ้นทั่วไป ชาวนาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องเพราะเจ้าของที่ดินเก็บค่าเช่าไปถึงครึ่งหนึ่ง สมมุติได้ข้าว 80 ถัง เจ้าของที่ดินเอาไปแล้ว 40 ถัง ตอนนั้นยังไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำนะ นายจ้างจ่ายวันละ 3 บาทก็ได้ กรรมกรก็เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ ขอแค่ 12.50 บาท

อเมริกาตั้งฐานทัพ อุดร สัตหีบ นครพนม เอาระเบิดไปทิ้งที่เวียดนาม ทำไมต้องยอมให้อเมริกามาใช้ฐานทัพในเมืองไทย ทำให้ไทยเป็นอริกับเวียดนาม ก็มีการชุมนุมเดินขบวน

อาธีรยุทธกับพ่อและเพื่อนๆ เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ตอนนั้นตั้งกลุ่มขึ้นชื่อ “กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ปช.ปช.) มีสำนักงานเล็กๆ เป็นห้องแถวอยู่ที่ถนนสามเสน เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม เคลื่อนไหวเพื่อความถูกต้อง เคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับฐานทัพอเมริกาในไทย อยากทำอะไรก็ทำ อาธีรยุทธเป็นหัวแถว ไปเห็นหมู่บ้านนาทราย อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ที่นั่นทางการไปเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านเลย มีเด็กกับผู้หญิงตายด้วย เราไปดูก็เห็นซากหมู่บ้านเป็นร้อยหลังคาเรือนถูกเผาหมด เป็นฝีมือของฝ่ายทหารสายเหยี่ยวในยุคนั้น

รุตม์: เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐเหรอครับ
พ่อ: ตอนนั้นเขาเรียก “กอ.รมน.” กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน มีนายทหารสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้ากลุ่มกระทิงแดง ที่นิยมใช้ความรุนแรงกับนักศึกษา ประชาชน เช่น ขว้างระเบิดใส่การชุมนุมไล่ฐานทัพอเมริกา ทีนี้อาธีรยุทธกับพ่อพาผู้ใหญ่บ้านของบ้านนาทรายชื่อผู้ใหญ่ลม มาแถลงข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเปิดปราศรัยที่สนามหลวง เปิดโปงว่าทางการทำร้ายประชาชน

รุตม์: ตอนนั้นเป็นรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ใช่ไหม
พ่อ: ใช่

รุตม์: รัฐบาลป้องกันไม่ได้
พ่อ: เป็นนายก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ คือทหารยังมีอำนาจมาก เราก็ต้องอาศัยวิธีนี้ อาศัยสังคมมาเปิดโปง ช่วงนั้นมีทั้งเหตุการณ์ไล่ฐานทัพอเมริกา เปิดโปงการฆ่าการเผาที่พัทลุง เขาเรียกว่า “ถีบลงเขาเผาลงถังแดง” ตอนนั้นการปราบคอมมิวนิสต์รุนแรง ใครที่ทางการสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์เขาก็จับใส่กระสอบขึ้นคอปเตอร์ถีบลงเขานะ บางส่วนก็เผาลงถังแดง เอาถังแดงถังน้ำมันใหญ่ๆ ใส่น้ำมัน ฆ่าให้ตาย ให้หมดลมหายใจก่อนแล้วค่อยใส่ถังเผาเพื่อทำลายหลักฐาน มีการเปิดโปง คนที่นำในการเปิดโปงคือ พินิจ จารุสมบัติ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายกรณี

รุตม์: งงว่าเขาออกมาเรียกร้องรัฐบาล แต่ทำไมทหารเป็นคนลงมือ
พ่อ: ในยุคนั้น ทหารสายเหยี่ยวยังมีอิทธิพล ตามแนวทางที่อเมริกาปลุกผีคอมมิวนิสต์เอาไว้

รุตม์: คนที่ออกมาเรียกร้องก็มักโดนข้อหาคอมมิวนิสต์
พ่อ: ตอนนั้นคอมมิวนิสต์เหมือนเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว พรบ. คอมมิวนิสต์ ยังมีอยู่ เป็นข้อหาที่หยิบยกมาเล่นงานประชาชนได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน การเข่นฆ่าและเผาที่กระทำต่อประชาชนเป็นปัญหามนุษยธรรม การเคลื่อนไหวต่างๆ มันไปคุกคามฝ่ายนายทุน ไปคุกคามเจ้าของที่ดิน ไปคุกคามเจ้าของโรงงาน ไปคุกคามทหาร จึงเกิดการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมาโดยมีนายทหารระดับพลตรีคนหนึ่งเป็นหัวหอก

รุตม์: ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ได้มีอะไรรองรับ ไม่ใช่องค์กร
พ่อ: ไม่ใช่องค์กรอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่รู้กันว่าเขาประกาศตัวเป็นกลุ่มกระทิงแดง เขาอาศัยพวกเด็กนักเรียนอาชีวะจำนวนหนึ่งไปเป็นมือเท้า พวกนี้ไม่กลัวตาย พร้อมใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ตอนขับไล่ฐานทัพอเมริกามีการเดินขบวนไปที่สถานทูต ผ่านสยามสแควร์ ก็มีการขว้างระเบิดโดยกลุ่มกระทิงแดง อดีตผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิด ยังฝังอยู่ในร่างกายจนบัดนี้

รุตม์: คือเขาตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปราบปรามนักศึกษาที่เขากล่าวโทษว่าก่อความไม่สงบในบ้านเมือง อันนี้คือสิ่งที่เขาโฆษณาว่าจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ก็เลยเรียกคนออกมาช่วยรักษาความสงบ
พ่อ: ใช่จาก 14 ตุลาคม 16 ไปถึง 6 ตุลา 19 เขามีการเคลื่อนไหว 2 อย่าง หนึ่งคือเคลื่อนไหวทางวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” พระรูปหนึ่งชื่อ กิตติวุฑโฒภิกขุ ซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควรก็ออกมาประกาศว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” นักเขียน นักวิชาการ นักการเมืองหลายคนก็อยู่ฝ่ายขวา มีหน้าที่คอยเปล่งเสียงต่อต้านนักศึกษา ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็ใช้ความรุนแรงมากระทำต่อนักศึกษาประชาชน

รุตม์: เขาออกมาต่อต้านนักศึกษาเพราะอะไรนะ
พ่อ: เขามองว่าสร้างความวุ่นวาย สร้างความปั่นป่วน ไม่รักประเทศชาติ เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วในความเป็นจริงมันต้องยอมรับว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เองก็มีการเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างกว้างขวางในเวลานั้น ความคิดด้านสังคมนิยมเข้ามาเยอะ ทฤษฎีคาร์ล มาร์กซ์ ความคิดของ เลนิน ซึ่งเป็นต้นตำรับคอมมิวนิสต์ มีการนำมาศึกษากัน มันฟังดูดี ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน แรงงานสร้างโลก นายทุนเอาเปรียบกรรมกร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการจัดนิทรรศการจีนแดงยาวนานเป็นสัปดาห์ ความคิดเหมาเจ๋อตงก็เข้ามา เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำการปฏิวัติจีน ขับไล่ญี่ปุ่น ต่อสู้กับอเมริกา เชกูวาร่าเป็นฮีโร่ของทางอเมริกาใต้ ถ้าทำให้ทุกคนในประเทศเท่ากันได้ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีนายทุนมาขูดรีดจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสุข ความคิดสังคมนิยมเข้ามามีบทบาทมาก กลายเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ทางการเขามีเหตุผลที่จะต้องปราบปราม แล้วลุงไขแสง สุกใส กับพ่อและเพื่อนๆก็ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

รุตม์: ซึ่งสังคมนิยมต่างจากคอมมิวนิสต์ใช่มั้ยครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Socialist ใช่มั้ย
พ่อ: Socialist มีดีกรีอ่อนกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ถือว่าปัจจัยการผลิตอย่างที่ดินนั้นเป็นของรัฐ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว แต่ในวันนี้แทบจะหาเส้นแบ่งไม่ได้แล้ว เพราะประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนก็กลายเป็นทุนนิยมไปมากแล้ว แนวคิดหลักของสังคมนิยมเราในตอนนั้นคือต่อต้านจักรวรรดินิยม ไม่เอาต่างชาติเข้ามาครอบงำแบบมีฐานทัพ ต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ที่ดินต้องเป็นของชาวนา กรรมกรต้องได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม ต้องมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

รุตม์: ก็คือเพื่อปกป้องคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม คล้ายๆ ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ คือเหมือนมี Safety Net ให้ประชาชน
พ่อ: จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายๆ รัฐสวัสดิการน่ะ

รุตม์: สวัสดิการที่ทำให้คนตอนนี้เขาอย่างน้อยไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ไม่ได้ขอให้ทุกคนเท่าเทียมกันหรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็คือยังต้องการให้มีการเลือกตั้งเหมือนเดิม เพียงแต่ว่านโยบายมันจะต้องช่วยเหลือคนจนมากกว่าช่วยเหลือนายทุนใช่ไหมครับ
พ่อ: ทำให้คนจนลืมตาอ้าปาก ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดน้อยลง ทำให้คนจนมีอำนาจต่อรอง ทำให้ทุนมีบทบาทที่เอื้ออาทรต่อคนยากคนจน เช่นเรื่องที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุดของประเทศเกษตรกรรมอย่างเรา ถ้าจำกัดการถือครอง ถ้าแต่ละคนมีไม่เกิน 50 ไร่ มันก็จะเป็นเรื่องดี นายทุนครอบครองที่ดินมาเป็นของตัวเองแบบมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ อันนี้ทำไม่ได้ เป็นต้น อันที่จริงสมัยจอมพลป. ก็เคยออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน แต่ถูกยกเลิกไปในสมัย จอมพลสฤษดิ์

รุตม์: แล้วพ่อตั้งพรรคกับลุงไขแสง อาธีรยุทธ
พ่อ: ใช่ตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีคนร่วมเยอะ อาธีรยุทธด้วย แต่เขาไม่รับตำแหน่ง เขาร่วมคิด ธีรยุทธ บุญมี ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ชํานิ ศักดิเศรษฐ์

รุตม์: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว
พ่อ: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว ชื่อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย หัวหน้าพรรคคือ พันเอกสมคิด ศรีสังคม เป็นอดีต ส.ส.จังหวัดอุดรธานี แล้วรองหัวหน้าพรรคก็คือลุงไขแสง สุกใส ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นเลขาธิการพรรค

รุตม์: อันนี้คือปี
พ่อ: ปี 2517

รุตม์: แล้วมีเลือกตั้งเมื่อไหร่นะครับ
พ่อ: เลือกตั้งต้นปี 18

รุตม์: พ่อลงด้วยหรือเปล่าครับ
พ่อ: พ่อลงด้วย ลงเขตโคราช สมัครกัน 30 กว่าคน พ่อได้ที่ 5

รุตม์: ทำไมถึงไปลงโคราช
พ่อ: เพราะลุงคำสิงห์ อยู่ที่นั่น ลุงคำสิงห์เป็นคนบัวใหญ่ ลุงคำสิงห์ดึงพ่อไปลงที่นั่น แล้วลุงคำสิงห์เป็นนักเขียน แวดวงนักเขียนก็รู้จักแกดี เคยเจอกันเคยพบปะสังสรรค์กันก่อนหน้าจะชวนไปลงเลือกตั้ง

รุตม์: นั่นเป็นการสมัคร ส.ส. ครั้งแรก
พ่อ: ใช่ แล้วก็ไม่ได้ เขตนั้นมี ส.ส.ได้ 3 คน พ่อได้คะแนนเป็นที่ 5

รุตม์: หาเสียงตอนนั้นเหมือนกรุงเทพฯ ที่ต้องไปลงพื้นที่ เคาะประตูบ้าน ขึ้นเวทีปราศรัยรึเปล่า?
พ่อ: ต่างจังหวัดบ้านเรือนมันห่างกัน มันไม่ชิดกันแบบห้องแถว แต่ละหมู่บ้านก็ห่างกัน

รุตม์: ก็คือเดินก็ไม่ได้
พ่อ: ระหว่างหมู่บ้านต้องนั่งรถ วันหนึ่งปราศรัย 6-7 หมู่บ้าน ตอนนั้นในพรรคก็มี 3 คนที่ลงด้วยกัน ลุงคำสิงห์ พ่อ และลุงคำพอง พิลาสมบัติ

รุตม์: โอเค ปี 2517-2518 ก็คือเป็นการทำพรรคท่ามกลางบรรยากาศขวาพิฆาตซ้าย สิ่งที่ฝ่ายขวาเชื่อคืออะไรครับ
พ่อ: รักษาสถานะเดิมให้คงอยู่ หมายถึงว่า อย่ามาจำกัดการถือครองที่ดิน อย่ามาไล่ฐานทัพอเมริกา ฐานทัพอเมริกาทำให้ประเทศไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์อะไรอย่างนี้ อย่ามาต่อสู้เรียกร้องกับนายทุน ฝ่ายขวาเขาจะเป็นอย่างนั้น ที่ควรบันทึกไว้คือ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นรุ่นพี่พ่อที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคนที่ชัดเจนมาก บอกเลยว่าต้องการสังคมที่เป็นธรรม ต้องไล่ฐานทัพอเมริกา ต้องการให้กรรมกรได้ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องการปฏิรูปที่ดิน ยืนหยัดในแนวทางสร้างความเป็นธรรม ให้สังคม แต่กลับต้องเสียชีวิตวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 แต่คืนวันที่ 28 ได้คุยกับพ่อ

รุตม์: คุยกับพ่อว่า
พ่อ: “ประสาร พวกเราต้องระวังตัวกันไว้นะ เวลานี้ กอ.รมน. เขาหมายหัวพวกเราไว้ 65 คน ชื่อประสาร ชื่อธีรยุทธ และชื่อเพื่อนๆใกล้ตัวพวกเรามีหมด เขาจะทำอะไรเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไปไหนมาไหนให้ระวังตัวให้ดี” พ่อก็รับฟัง พอรุ่งขึ้นแกก็ถูกฆ่า ถูกยิงทิ้งที่ปากซอยเข้าบ้าน แถววิภาวดี อาจารย์กำลังขับรถเข้าบ้านแล้วโดนดักยิงที่หน้าปากซอยบ้าน เดี๋ยวนี้ยังจับไม่ได้ ผู้นำชาวนาที่เขาต่อสู้เรื่องค่าเช่าที่เป็นธรรม ตายไป 19 คน มันก็มีปรากฏการณ์ ที่มันบ่มเพาะความรุนแรง
จากอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จัดให้มีการเลือกตั้งได้อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช มาเป็นนายก เป็นนายกได้แค่ 11 เดือนก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ได้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช มาเป็นนายก มีการเดินทางกลับจากต่างประเทศในสภาพสามเณรของจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้มีการต่อต้าน ในที่สุดก็มีการปราบรุนแรงตอน 6 ตุลาคม 19 ที่ธรรมศาตร์และที่สนามหลวง

รุตม์: 6 ตุลาคมก็คือต่อต้านจอมพลถนอมที่กลับมาหรือ
พ่อ: ชนวนอยู่ตรงนั้น อยู่ที่การกลับมาของจอมพลถนอมตอนนั้น วีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์) เขาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช วีระเขาอภิปรายในสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของตนเองว่าทำไมยอมให้จอมพลถนอมบวชเณรกลับเข้าประเทศมาได้ อภิปรายแรงมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ประกาศลาออกกลางสภา ถือว่าโดนลูกพรรคหยามหยัน
แล้วการชุมนุมในธรรมศาสตร์มันเกิดขึ้นเนื่องจากถนอมกลับมา แรงปะทะระหว่างซ้ายกับขวาแรงมากในเวลานั้น

รุตม์: ตอนนั้นพ่ออยู่ไหน
พ่อ: ตอนนั้นพ่อเข้าป่าแล้ว

รุตม์: พ่อเข้าไปก่อนเกิดเหตุ
พ่อ: พ่อเข้าไปตั้งแต่ 7 สิงหาคม 19

รุตม์: อะไรเป็นสัญญาณที่บอกว่าต้องเข้าแล้วล่ะ
พ่อ: พ่อถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายซ้าย มีสัญญาณว่ารัฐบาลคงจะอยู่ยากเพราะมีความขัดแย้งกันแรง สิ่งที่เห็นคือ ผู้นำชาวนาถูกฆ่า ผู้นำกรรมกรถูกขว้างระเบิด ดร.บุญสนอง ถูกยิงทิ้ง รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นอีกไม่นานคงมีการยึดอำนาจ และพวกเราก็จะอยู่ได้ยาก อาจถูกปราบหรือโดนกำจัดด้วยวิธีรุนแรง

รุตม์: สัญญาณมาจากสายคอมมิวนิสต์เหรอครับ
พ่อ: ไม่มีการบอกว่าเขาเป็นหรือไม่เป็น แต่พอรู้เป็นเลาๆ เขาชี้ให้เห็นว่าชีวิตไม่ปลอดภัยนะ อาจถูกฆ่าหรือถูกจับ จึงเสนอมาว่าจะเข้าป่าไหม เขาจะดูแลจัดการให้ อนาคตข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที

รุตม์: ก่อนที่พ่อจะเข้าป่าพ่อก็ต้องไปร่ำลาใครบ้างไหมครับ ตอนนั้นย่ารู้รึเปล่า
พ่อ: ไม่รู้ ตอนนั้นใช้วิธีส่งจดหมาย จดหมายถึงปู่กับย่า บอกอยู่ไม่ได้ ขอเข้าป่า ส่งจดหมายถึงเจ้านาย ตอนนั้นพ่อทำงานเป็น Personnel Manager ของบริษัทไทยฟูจิ เป็นบริษัทผลิตงานพิมพ์ถุงพลาสติก

รุตม์: Personnel Manager เป็น HR หรือเป็นอะไร
พ่อ: ก็คืองาน HR นั่นแหละแต่สมัยนั้น มีเรื่องรับคน เรื่องสัมภาษณ์คน เรื่องค่าจ้างเงินเดือนอะไรต่างๆ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียก HR เขาเรียกว่าผู้จัดการฝ่ายบุคคล ออฟฟิศอยู่ฝั่งธนที่ใกล้ๆ วงเวียนใหญ่ พ่อก็ต้องเขียนจดหมายลาออก ก็ส่งจดหมายไปว่าลาออกจากตำแหน่ง แล้วก็จดหมายถึงปู่กับย่า

รุตม์: ทำไมถึงไม่ไปลาปู่กับย่าด้วยตัวเองล่ะครับ
พ่อ: ถ้าไปลาถึงตัวก็โดนเบรคสิ แล้วอาจจะข่าวรั่วไปถึงหูทางการอีก ใช้จดหมายดีที่สุด


เรื่องราวในป่าก็สนุกและตื่นตาไม่แพ้กัน ใครสนใจเรื่องการเมืองไทย หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปพบเรื่องราว behind the scenes ที่หาอ่านไม่ได้ที่ไหน

และเมื่ออ่านจบ นอกจากจะเข้าใจอดีตและปัจจุบันมากขึ้นแล้ว คุณอาจจะรู้สึกอยากนั่งคุยกับพ่อมากขึ้นด้วยครับ

นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย ราคาเล่มละ 170 บาท หาซื้อได้ที่เว็บเคล็ดไทย นายอินทร์ และซีเอ็ดครับ

3 ความคิดจากโควิดรอบที่ 3

เมื่อวานนี้เมืองไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,335 คน เป็นสถิติใหม่ของผู้ติดเชื้อภายในหนึ่งวันและสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก

เลยอยากแชร์ความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันครับ

1. ฟุตบอลจะอันตรายที่สุดช่วง 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้าย

สมัยผมเล่นฟุตบอลให้ทีมประจำเมืองเล็กๆ ในนิวซีแลนด์ สิ่งหนึ่งที่โค้ชจะพร่ำสอนเสมอก็คือ 5 นาทีแรกและ 5 นาทีสุดท้ายของเกมนั้นเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

เพราะช่วง 5 นาทีแรก เรายังไม่ได้เข้ามาสู่เกมเต็มตัวเท่าไหร่ ส่วน 5 นาทีสุดท้ายนั้นร่างกายก็ล้าเต็มทีและรอฟังเสียงนกหวีดแล้ว

เมื่อขาดสมาธิหรือชะล่าใจ โอกาสเสียประตูจึงสูงมาก

ผมว่าการระบาดรอบนี้เกิดจากความคิดแบบ 5 นาทีสุดท้ายนี่แหละ เพราะที่ผ่านมาเมืองไทยควบคุมการติดเชื้อได้ดีมาโดยตลอด แถมวัคซีนก็เริ่มทยอยฉีดกันแล้ว เราก็เลยเที่ยวกันเต็มที่ ปาร์ตี้กันเต็มที่ ราวกับไวรัสตัวนี้ไม่เคยมีอยู่ในโลก

เมื่อชะล่าใจก็เลยโดนโควิดยิงประตูแบบเซอร์ไพรส์ และความเสียหายครั้งนี้ก็หลายแสนนัก

2. การระบาดของโควิดไม่ใช่แบบ geographic แต่เป็นแบบ demographic

การระบาดของโควิดรอบที่แล้วช่วงใกล้วันคริสต์มาส เป็นการระบาดในหมู่คนใช้แรงงานชาวพม่า ติดกันวันละหลายร้อยที่สมุทรสาคร

แต่ผู้คนในกรุงเทพก็ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ ยังเข้าออฟฟิศทำงาน ยังมีกินดื่มเที่ยวราวกับสมุทรสาครกับกรุงเทพนั้นอยู่คนละประเทศกัน

ส่วนการระบาดรอบล่าสุดที่ตั้งต้นจากทองหล่อ สิ่งแรกๆ ที่พบเห็นคือโรงเรียนอินเตอร์ประกาศปิดแทบจะทันที

เพื่อนผมคนหนึ่งเปรยว่า “รอบนี้รอบคนรวย”

คนรู้จักบางคนที่ติดโควิดก็ไปติดจากหัวหินและภูเก็ต ทั้งสองเมืองอยู่ไกลจากกรุงเทพยิ่งกว่าสมุทรสาคร แต่ในเชิง socio-economic หรือสังคมและเศรษฐกิจนั้นก็นับได้ว่าใกล้เคียงกับคนกรุงมากกว่าคนที่อยู่ตลาดกลางกุ้งมหาชัย

ที่อเมริกา การติดเชื้อและเสียชีวิตนั้นมีสัดส่วนของคนผิวสีสูงมาก ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานที่อยู่กันอย่างแออัดและไม่ได้มีทางเลือกในการ social distancing มากนัก

เมื่อตอนต้นสัปดาห์ แฟนผมเกิดอยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือ เรารอจนบ่ายแก่ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอคนเยอะ ร้านที่กินประจำนั้นปิดทั้งสัปดาห์ ผมเลยไปอีกร้านหนึ่งที่เป็นเพิงไม้เชิงสะพานข้ามคลอง พอสั่งอาหารเสร็จ ผมก็เพิ่งสังเกตว่าคนจดออเดอร์ไม่ใส่หน้ากาก พอมองไปที่เด็กในร้านคนอื่นๆ ก็ไม่ใส่หน้ากาก เจ้าของก็ไม่ใส่หน้ากาก แม้กระทั่งคนทำก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใส่หน้ากาก เราเลยขอยกเลิกออเดอร์และเดินออกจากร้าน

อาจจะเป็นแค่ร้านนี้ร้านเดียวก็ได้ แต่การที่เขาไม่ใส่หน้ากากกันเลย นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าการระบาดรอบนี้อยู่ใกล้ตัวเขาเหมือนกับที่(พวก)เรารู้สึก

3. Make the best of it

นี่คือช่วง 5 นาทีสุดท้ายที่หน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้ว่าเราจะกลับมาตีเสมอหรือจะเสียประตูเพิ่ม

ส่วนตัวผมยังมีหวังอยู่ว่าคนไทยจะตื่นตัวและตั้งการ์ดสูงกันใหม่ แน่นอนว่าความล่าช้าของวัคซีนนั้นเป็นปัญหาที่ผู้รับผิดชอบต้องแก้ไขกันต่อไป แต่ในระดับปัจเจก สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในปี 1665 เกิดกาฬโรคระบาดในอังกฤษ Trinity College ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย Cambridge ถูก “ล็อคดาวน์” เพื่อป้องกันการสูญเสีย นักศึกษาคนหนึ่งจึงต้องกลับไปอยู่ฟาร์มและนั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่คนเดียวเป็นระยะเวลาเกือบสองปี

เมื่อกาฬโรคที่ชื่อว่า The Great Plague of London จบลง มีคนเสียชีวิตไปทั้งสิ้น 75,000 คน นักศึกษาคนนั้นกลับมาเรียนอีกครั้ง และตีพิมพ์หนังสือชื่อ Principia Mathematica ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Calculus และกฎแรงโน้มถ่วง จน Principia ได้ชื่อว่าเป็นตำราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

นักศึกษาคนนั้นชื่อว่าไอแซค นิวตัน

เราคงไม่ต้องคาดหวังให้ตัวเองทำอะไรระดับนิวตัน แต่เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ก็จงใช้มันให้เกิดประโยชน์กันเถอะ

เราเรียนรู้จากโควิดรอบแรกมาแล้วว่าการต้อง work from home ติดต่อกันหลายสัปดาห์นั้นมีข้อดีและข้อเสียอะไรบ้าง รอบนี้ถ้าต้องเจอสถานการณ์เดียวกันอีก ก็ขอให้เราใช้เวลาอย่างฉลาดขึ้น

อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อไม่ให้วิกฤติรอบนี้ต้องสูญเปล่าครับ

ท่ามกลางความวุ่นวาย อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงปั่นป่วนกับเรื่องโควิด-19 ที่กลับมาอีกครั้ง

สามเดือนที่ผ่านมาดูเราจะชะล่าใจ เราจึงลดการ์ดและสนุกสนานราวกับไวรัสตัวนี้ไม่มีอยู่จริง ทั้งๆ ที่มันอยู่แถวนี้มาโดยตลอด พอมันโผล่ออกมาหลายคนเลยตกอยู่ในความเสี่ยง

ผมไม่มีข้อแนะนำอะไรนอกจากขอให้อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ บ้างเป็นครั้งคราว

เมื่อเรารู้ตัวว่าเราหายใจ เราจะหลุดออกจากโลกของความคิด หลุดจากโรคของความเครียดได้ แม้เพียงไม่กี่วินาทีก็ยังมีประโยชน์

ต้องถือว่าโชคดีแค่ไหนที่เราพ้นภัยมาได้จนถึงวันนี้ วันที่เริ่มมีวัคซีน วันที่การแพทย์รู้วิธีการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อจนอัตราการหายดีนั้นสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน

ที่เราทำได้คือทำสิ่งที่เรารู้ว่าควรทำอยู่แล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ต้องใช้ความอดทน

ท่ามกลางความวุ่นวาย อย่าลืมสูดลมหายใจลึกๆ กันนะครับ

ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยเข้าฟิตเนส ทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่อ้วน

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นมีค่าเฉลี่ยของคนอ้วนต่ำที่สุด คือเพียง 4.3% (อเมริกามีคนอ้วนมากกว่า 30%)

แต่สำหรับใครที่เคยไปญี่ปุ่น อาจจะพอสังเกตว่าคนญี่ปุ่นไม่ได้คลั่งไคล้การเข้าฟิตเนสหรือการออกกำลังกาย เผลอๆ อาจจะสนใจน้อยกว่าคนไทยด้วยซ้ำไป

Rakuten เคยสำรวจความคิดเห็นคนญี่ปุ่นจำนวน 1,000 คนที่อายุระหว่าง 20-60 ปี ประมาณครึ่งหนึ่งตอบว่าพวกเขาออกกำลังกายแค่เดือนละหนึ่งครั้งหรือไม่ได้ออกเลยด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา ไม่ชอบการออกกำลังกาย และไม่มองว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของ lifestyle

การที่คนญี่ปุ่นหุ่นดีนั้น หนึ่งในเหตุผลที่เรามักจะนึกถึงเป็นอย่างแรกก็น่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ที่คนญี่ปุ่นกินปลาและกินผักกันเยอะ

แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมาก นั่นก็คือการเดินครับ

คนญี่ปุ่นเดินเฉลี่ยวันละ 6500 ก้าว และถ้าเป็นผู้ชายญี่ปุ่นในวัย 20-50 ปีจะเดินถึงวันละ 8000 ก้าว ชาวโอกินาว่าซึ่งขึ้นชื่อว่าอายุยืนมากก็เดินเป็นกิจวัตร

จังหวัดนากาโน่ (Nagano) เคยมีอัตราผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกสูงที่สุดในประเทศ จนทางการต้องออกมารณรงค์ให้บริโภคเกลือน้อยลง (ชาวนากาโน่บริโภคเกลือวันละ 15 กรัมซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานถึงสามเท่า)

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จังหวัดนี้ทำก็คือการรณรงค์ให้คนเดินมากขึ้น โดยเมือง Matsumoto ซึ่งอยู่ในจังหวัดนากาโน่มีทางเดินมากถึง 100 เส้นทาง (routes) และอาสาสมัครก็มักจะนัดหมายชาวบ้านออกมาเดินชมเมืองด้วยกัน

ผู้ว่าเมืองมัตสึโมโตะ ซึ่งเคยเป็นศัลยแพทย์กล่าวไว้ว่า

“The first thing we wanted was just to get people walking. Everyone can do that. You walk, you talk, you get exercise and that helps build up a sense of community,”

“สิ่งแรกที่เราต้องการคือทำให้คนออกมาเดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ คุณเดิน คุณคุย คุณได้ออกกำลังกาย และนั่นคือวิธีที่เราสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งชุมชนนี้”

เนื่องจากผังเมืองในญี่ปุ่นนั้นเหมาะแก่การเดินอยู่แล้ว แถมขนส่งมวลชนก็มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง คนเลยไม่มีความจำเป็นต้องขับรถ เวลาคนญี่ปุ่นไปทำงานก็เดิน ไปซื้อกับข้าวก็เดิน ไปช็อปปิ้งก็เดิน ไปดินเนอร์ก็เดิน การเดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ต่างอะไรกับการหายใจ

มองกลับมาที่เมืองไทย การเดินให้เป็นกิจวัตรอาจเป็นเรื่องลำบากกว่าในญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียเลย

ใครที่อยากจะมีสุขภาพที่ดี แต่ไม่ได้มีแรงใจที่จะเข้าฟิตเนสทุกวัน ลองหาโอกาสให้ตัวเองได้เดินมากขึ้น ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่เวิร์คและยั่งยืนก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Kaki Okumura: How Japanese People Stay Fit for Life, Without Ever Visiting a Gy