เราคือคนเล่านิทานพิน็อคคิโอ

20190422_pinocchio

ปรายฝน ลูกสาววัยสามขวบกว่าของผมกำลังพูดจาเจื้อยแจ้ว ถามคำเดียวตอบได้ยาวหลายประโยค

แต่บางคำตอบก็ดูเหมือนเค้าจะมีความมั่วอยู่บ้าง เช่นถามว่ากินเข้าแล้วรึยัง ตอบว่ากินแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กิน พอถามซ้ำก็ยังยืนยันคำเดิม

ผมเคยอ่านนิทานพิน็อคคิโอให้ปรายฝนฟัง เลยบอกปรายฝนว่า ถ้าพูดโกหกจะจมูกยาวเหมือนพิน็อคคิโอนะ พร้อมทั้งเอานิ้วชี้มาต่อจมูกให้ลูกสาวเห็นภาพ

ปรายฝนก็เลยพูดหน้าเสียๆ ว่า “ปรายฝนไม่อยากจมูกยาว ๆๆ”

“ถ้าไม่อยากจมูกยาว ปรายฝนก็ต้องไม่โกหกนะคะ”

ผมพูดจบประโยคนี้แล้วก็เพิ่งคิดขึ้นได้

พินอคคิโอ้ไม่มีอยู่จริง คนธรรมดาพูดโกหกกี่ครั้งจมูกก็ไม่ยาวขึ้น

นี่ผมกำลังพูดโกหกเพื่อสอนให้ลูกพูดความจริงอย่างนั้นหรือ

เหมือนพี่สอนน้องว่าอย่าเล่นยาขณะที่มือขวาคีบบุหรี่

เหมือนเพื่อนแซวเพื่อนที่ไปเปลี่ยนชื่อว่าชาวพุทธที่แท้เค้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ พูดจบก็กระดกเหล้าเข้าปาก

เหมือนหัวหน้าที่ตำหนิลูกน้องว่าทำงานไม่เสร็จ ทั้งๆ ที่ตัวเองสั่งงานล่าช้า

เรามีความเป็นคนเล่านิทานพิน็อคคิโอกันทุกคน

จะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง

เราจะฉลาดขึ้นเร็วกว่านี้

20190411_smarterfaster

ถ้าเราไม่มัวแต่ปฏิเสธว่าเราไม่ผิด

“More people would learn from their mistakes if they weren’t so busy denying them”

― Harold J. Smith

เพราะเรารักตัวเองเหลือเกิน อะไรก็ตามที่ทำให้อีโก้สั่นสะเทือนเราจึงรีบปกป้องทันที

เวลาโปรเจ็คล่ม เวลาทีมแพ้ เวลาส่งงานไม่ทัน นิ้วของเราพร้อมจะชี้ไปที่คนอื่นก่อนเสมอ

แต่ยิ่งชี้คนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งเสียโอกาสในการเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น

แทนที่จะเอาแรงไปวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงแก้ไข เรากลับเสียแรงไปกับการหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองและอธิบายว่าทำไมความผิดนี้มีต้นเหตุมาจากคนอื่น

ลองเปลี่ยนโจทย์จาก “ทำยังไงถึงจะพิสูจน์ว่าเราไม่ผิด” เป็น “เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง”

เมื่อโจทย์เปลี่ยน เจตนาก็จะเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน การกระทำเปลี่ยน ทิศทางชีวิตก็จะเปลี่ยนไปได้ไม่น้อย

อีโก้เป็นเพียงภาพลวงตา เราจึงไม่ควรปกป้องมันจนเสียโอกาสที่จะฉลาดและเจริญขึ้นครับ

ตอนโกรธหน้าตาเราเป็นยังไง

20191004_angry

ในบาร์ฝรั่งบางร้านจะมีกระจกเงาติดไว้หลังบาร์เทนเดอร์หรือวางอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เพื่อที่ว่า หากมีลูกค้าที่กำลังโกรธๆ เดินเข้ามา ถ้าได้เห็นหน้าตัวเองในกระจก จะช่วยให้มีสติขึ้นได้บ้าง

เพราะไม่มีใครชอบหน้าตัวเองเวลาโกรธ

หน้าตาที่บึ้งตึงนั้นลดความหล่อเหลาและความสะสวยไปอย่างน้อย 30%

ในเมื่อใครๆ ก็ชอบให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น เมื่อเห็นหน้าตัวเองไม่หล่อไม่สวย ความบึ้งตึงของใบหน้าและอารมณ์ก็ผ่อนคลายลงอัตโนมัติ

ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้มีกระจกเงาไว้ให้คอยเตือนสติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราอารมณ์เสียแล้วไม่ลืมที่จะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้หน้าตาเราเป็นยังไง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองดู ก็น่าจะช่วยให้โทสะลดลงได้ในระดับนึงเลยนะครับ

รีวิวเป้าหมาย 2019 หลังจากผ่านมา 3 เดือน

20190401_2019q1review

เมื่อตอนต้นปี ผมเขียนเป้าหมายปี 2019 ลงในบล็อก และบอกว่าอีกสามเดือนจะมารายงานผล

ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้ว จึงขอมารีวิวให้ฟังนะครับ

เป้าหมายปี 2019 ของผมมีดังนี้

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

เจริญสติ – ข้อนี้รู้สึกว่าพร่องที่สุด น่าจะเป็นเพราะสามเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่งานชิ้นใหญ่ๆ มากเป็นพิเศษจนแทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ จนทำให้เรตการเจริญสติของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งครั้งในห้าวันเท่านั้น

อ่านหนังสือ – ข้อนี้ค่อนข้างน่าพอใจ ผมอ่านหนังสือจบไป 10 เล่ม แต่สิ่งที่ยังไม่น่าพอใจคือการเขียนรีวิวหนังสือที่เขียนไปแค่ 5 เล่มเท่านั้น

ออกกำลังกาย – เดือนแรกได้วิ่งเกือบสลับกับวิดพื้นเกือบทุกวัน เดือนที่สองติดๆ ดับๆ แต่ในเดือนที่สามที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute work ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังพรุ่งนี้

วางแผนประจำวัน – อันนี้น่าจะทำน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง เหตุผลคล้ายคลึงกัน คือพอมีงานชิ้นใหญ่ๆ เราก็รู้เลยว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบางจนบางทีก็ขี้เกียจวางแผน ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะจะทำให้เสียนิสัยได้

เขียนบล็อก – ได้เขียนไป 89 ตอน (จริงๆ ควรจะเขียน 31+28+31 = 90 ตอน) ยังขาดความต่อเนื่องอยู่บ้างและวันปราบเซียนคือวันเสาร์ที่ตารางเวลาค่อนข้างสะเปะสะปะและมักจะไม่มีจังหวะได้นั่งลงเขียนบทความจนผ่านช่วงหัวค่ำไปแล้ว หลายครั้งเลยต้องมาเขียนวันละสองตอนชดเชย

จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรีวิวเป้าหมายรายไตรมาส (คล้ายๆ OKR เลย) ซึ่งผมว่ามันก็ดีเหมือนกันนะครับ ดีกว่ารอไปจนจบปีแล้วค่อยมานั่งรีวิวซึ่งบางทีมันก็มักจะสายเกินไป

อีกสามเดือนผมจะมารีวิวอีกรอบครับ เขียนบล็อกเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวผมขอไปทำอีกสี่เรื่องที่เหลือก่อน (ตอนนี้เพิ่งจะตี 5 นิดๆ)

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 8 ที่)

ทุกคนมีความน่ารำคาญในแบบของตัวเอง

20190127_annoying

คนสาย Creative ก็น่ารำคาญในความติสท์

เจ้าของธุรกิจก็น่ารำคาญในความเอาแต่ใจ

เด็กวิศวะก็น่ารำคาญที่ใช้โลจิกมาอธิบายและแก้ปัญหาทุกอย่าง

คนสายวิชาการก็น่ารำคาญในความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีและความรู้ของตัวเอง

ผู้รับเหมาก็น่ารำคาญที่สัญญาไว้อีกอย่าง ทำจริงอีกอย่าง

ผู้ชายก็น่ารำคาญในความเป็นเด็กผู้ชายไม่รู้จักโต

ผู้หญิงก็น่ารำคาญในความเจ้าอารมณ์

แมวก็น่ารำคาญในความเย่อหยิ่ง เรียกดีๆ ไม่เคยมา

หมาก็น่ารำคาญที่เห่าเสียงดังทำเลอะเทอะ

ไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อความสะใจ เพราะผมก็เป็นผู้ชายสายวิศวะ จึงมองเห็นความน่ารำคาญของตัวเองได้เป็นอย่างดี

แค่จะชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีมุมที่น่ารำคาญ ต่างกันแค่รายละเอียด

เมื่อสำนึกได้ว่า “เอ้อ เราเองก็เป็นคนน่ารำคาญเหมือนกันนะ” แล้วยิ้มรับความน่ารำคาญของตัวเอง

เวลาเจอคนน่ารำคาญครั้งต่อไป เราจะได้มีเมตตาต่อกันมากขึ้นครับ