ผู้จัดการจักรวาล

20171207_generalmanager

“For peace of mind, we need to resign as general manager of the universe.”
-Larry Eisenberg

มนุษย์นั้นสงสัยใคร่รู้และรักความถูกต้องมาแต่กำเนิด

เมื่อสงสัยใคร่รู้ ก็เลยชอบฟังชอบดู ทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องคนอื่น

และเมื่อรู้แล้วเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง ก็กระฟัดกระเฟียด อยากให้มันเป็นอย่างนั้น-เป็นอย่างนี้

ซึ่งการรู้ไปเสียทุกอย่าง-ตัดสินไปเสียทุกอย่างนั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ดีนัก

หนึ่งคือสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง จริงๆ แล้วมันแค่ไม่ถูกใจเราเฉยๆ

หลวงพ่อชาเคยสอนไว้ว่า “ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”

สองคือถึงจะไม่ถูกใจเราแค่ไหน แต่ 99% ของสิ่งที่เราไม่ถูกใจนั้นเราก็ทำอะไรกับมันไม่ได้

นักการเมืองจะโกง นายกจะพูดจาไม่เพราะ ประชาชนจะเหยียบเท้าพี่ตูน เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย

1% เท่านั้นที่เราพอจะคุมได้คือตัวเราเอง – ไม่ยัดเงินตำรวจเวลาขับรถผิดกฎจราจร ไม่ตวาดคนใกล้ตัว คอยตบมืออยู่ห่างๆ เวลาพี่ตูนวิ่งผ่าน เป็นต้น

สามคือเวลาของเรามีจำกัด ถ้าไปหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้ เราก็จะยิ่งเหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราทำได้น้อยลง

For peace of mind, we need to resign as general manager of the universe.

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังดำรงตำแหน่ง “ผู้จัดการแห่งจักรวาล” อยู่ ถ้าเหนื่อยนักก็ลาออกได้นะครับ

ถ้าคุณคอหัก

20171202_brokenneck

หรือไม่มีอะไรกิน

หรือบ้านไฟไหม้

นั่นถึงจะเรียกว่าคุณมีปัญหา

อย่างอื่นเขาเรียกว่าความไม่สะดวก

If you break your neck, if you have nothing to eat, if your house is on fire, then you got a problem. Everything else is inconvenience.
-Robert Fulghum

—–

ใครที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม น่าจะคุ้นเคยและผูกพันกับ “เบเกอรี่มิวสิค” ค่ายเพลงที่ผลิตศิลปินเจ๋งๆ อย่างโมเดิร์นด๊อก, บอย โกสิยพงศ์, โจอี้ บอย, พอส และ P.O.P ออกมาในยุคดนตรีอินดี้เฟื่องฟู

แต่แล้วการมาถึงของ MP3 และก๊อปเพลงฟังฟรี ก็ทำให้ค่ายเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ “สุกี้” กมล สุโกศล แคลปป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิค ที่บอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตเครียดมาก นอนไม่หลับ กลายเป็นคนแบกทุกข์ไปไหนต่อไหน

แต่คุณ “กมลา” แม่ของคุณสุกี้ และผู้ขับร้องเพลง Live & Learn ก็ถามคุณสุกี้ว่า

ยังมีข้าวกินอยู่รึเปล่า?

ถ้ายังกินอิ่ม นอนอุ่น ก็แสดงว่าชีวิตโอเคมากๆ แล้วนะ

เพียงคำพูดสั้นๆ นี้ ก็ทำให้คุณสุกี้กลับมาตั้งสติได้

แม้ว่าธุรกิจเขาจะเจอปัญหารุมเร้าแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยต้องอดอยาก ไม่เคยต้องห่วงเลยว่าคืนนี้จะนอนไหน

—–

คนเรามี Needs ไม่มาก แต่มี Wants ไม่จำกัด

ยิ่ง Wants เยอะเท่าไหร่ ความทุกข์ก็เยอะขึ้นเท่านั้น

อยากประสบความสำเร็จ อยากให้ธุรกิจไปได้สวย อยากดูดีในสายตาคนอื่น

สำหรับคนที่กำลังรู้สึกเฟลกับชีวิต อาจต้องกลับมาถามตัวเองดูนะครับว่า

ยังกินอิ่ม นอนอุ่น อยู่รึเปล่า?

ถ้ากินอิ่ม นอนก็อุ่น แสดงว่าชีวิตคุณไม่ได้มีปัญหาจริงๆ หรอก ที่คุณเรียกว่าปัญหา มันเป็นเพียง “ความไม่สะดวก” เท่านั้น

แต่ที่คุณมองว่ามันเป็นปัญหาสาหัส ก็เพราะว่า Wants ของคุณทำให้สายตาพร่ามัวต่างหาก

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ล่มจมเพราะชมเชย

20171126_praise

“The trouble with most of us is that we would rather be ruined by praise than saved by criticism.”

“ปัญหาของมนุษย์ส่วนใหญ่คือเราอยากได้ยินคำชมที่ทำให้เราเหลิงมากกว่าได้ยินคำตักเตือนที่ทำให้เรารู้ตัว”

– Norman Vincent Peale

เชื่อว่าหลายคนอาจะเคยมีประสบการณ์ได้เป็น “เบอร์หนึ่ง” ในกลุ่มที่เราอยู่

เบอร์หนึ่งในที่นี้อาจได้มาด้วยอายุหรือตำแหน่ง เช่นอาจเป็นคนที่แก่ที่สุดในกลุ่มเพื่อน เป็นพนักงานที่อยู่มานานที่สุดในแผนก หรือเป็นข้าราชการที่ซีสูงที่สุดในกระทรวง

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเป็น “พี่ใหญ่” สิ่งที่จะหายไปคือคำตักเตือนหรือคำวิจารณ์

สิ่งที่จะเพิ่มขึ้นมาคือคำชม คำเยินยอ หรือคำที่จะคอยยืนยันว่าเราคิดถูกแล้ว

ดังนั้น ทักษะที่สำคัญมากสำหรับเบอร์หนึ่งคือความสามารถในการสำรวจตัวเอง ว่าเราดีอย่างที่เขาบอกแล้วจริงๆ รึเปล่า

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการรักษาคนที่กล้าวิจารณ์เราตรงๆ เอาไว้ เพราะถ้าเขาพูดสิ่งที่เป็นความจริงและมีเจตนาที่ดี นั่นคือของขวัญล้ำค่าที่น้อยคนนักจะมอบให้เราได้

เป็นการง่ายเหลือเกินที่จะตัดคนที่พูดจาไม่เข้าหูออกไป แล้วเหลือไว้แต่บริวารที่เอาแต่พูดว่า “ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน”

“The trouble with most of us is that we would rather be ruined by praise than saved by criticism.”

ในวันที่ไม่เหลือใครคอยเตือน ดาวจากสรวงก็อาจร่วงลงสู่ดินโดยง่ายดาย

ที่เขาทำกับเราอย่างนี้

20171123_treated

ก็เพราะเราสอนให้เขาทำกับเราอย่างนี้เอง

“You get treated in life the way you teach people to treat you.”
-Wayne Dyer

เราสามารถใช้ชีวิตได้สองโหมด คือโหมดของผู้กระทำ กับโหมดของผู้ถูกกระทำ

คนที่อยู่ในโหมดของผู้ถูกกระทำจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก เรื่องร้ายๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุจากผู้อื่น

เมื่อเล่นบทผู้ถูกกระทำจนช่ำชอง เราก็อาจลืมไปว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก

ถ้าเราถูกเอาเปรียบบ่อยๆ ก็เพราะเราทำตัวให้น่าเอาเปรียบเอง

ถ้าเราโดนหลอกเป็นประจำ ก็ไม่ใช่เพราะเราเจอคนขี้โกงบ่อยกว่าคนอื่น แต่เพราะเราชอบเปิดช่องให้เขาโกงเราได้เอง

เด็กที่โดนรังแกอยู่บ่อยๆ หากลองฮึดสู้ดูซักครั้ง อาจจะทำให้เด็กเกเรหยุดตอแยไปเลยก็ได้

“You get treated in life the way you teach people to treat you.”

ที่เขาทำกับเราอย่างนี้ ก็เพราะเราสอนให้เขาทำกับเราอย่างนี้เอง

แม้เราจะไม่ได้ “สอน” เขาตรงๆ แต่การที่เราอยู่เฉยๆ อย่างผู้ถูกกระทำ ก็ถือว่าเรามีส่วนผิดอยู่กึ่งหนึ่งนะครับ

เจ็บจินตนาการ

20171109_imageindpain

วันนี้ที่บริษัทมีเจาะเลือดตรวจสุขภาพ จึงทำให้คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ สมัยที่ยังกลัวเข็มเอามากๆ

ช่วงเรียนป.5 ผมต้องไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันตับอักเสบ B ซึ่งต้องฉีดทั้งหมดสามเข็ม ไปฉีดทีไรเป็นอันได้ร้องไห้ทุกครั้งเพราะมันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ

พอขึ้นป.6 ผมมีอาการตาแดงเรื้อรังอยู่หลายสัปดาห์ ตรวจไปตรวจมาจึงพบว่าเป็นภูมิแพ้ วิธีรักษาคือต้องไปฉีดยาทุกสองสัปดาห์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเว้นช่วงเป็นเดือนละครั้งและสองเดือนครั้ง

ในช่วงเวลาปีเศษๆ ผมจึงโดนฉีดยาไปไม่ต่ำกว่า 20 เข็ม พอโดนบ่อยๆ เข้าผมก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ความกลัวยังมีอยู่ทุกครั้งนะครับ แต่พอเริ่มได้ใกล้ชิดกับเข็ม จึงสังเกตเห็นว่า แม้โดนเข็มฉีดยาจะเจ็บก็จริง แต่ระดับความเจ็บและระยะเวลาที่เจ็บนั้นน้อยกว่าเดินเตะขาโต๊ะหรือโดนครูเอาไม้เรียวฟาดเป็นไหนๆ

บางคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ยังยอมเจ็บจากการเดินเตะขาโต๊ะมากกว่าโดนเข็มฉีดยา

ผมเลยมีสมมติฐานว่า เหตุผลที่เรากลัวเข็มฉีดยามากกว่าขาโต๊ะ ก็เพราะว่าเข็มฉีดยานั้นเร้าจินตนาการเราได้มากกว่าขาโต๊ะ

ถ้าเขียนเป็นสูตร ก็น่าจะได้ประมาณนี้

ความเจ็บที่แท้จริง x จินตนาการ = ความเจ็บจินตนาการ

เตะขาโต๊ะ มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 5 หน่วย แต่ขาโต๊ะไม่ได้เร้าจินตนาการอะไร เลยมีค่าแค่ 1 หน่วย

ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

5 x 1 = 5

โดนฉีดยา มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 1 หน่วย แต่เข็มฉีดยาปลุกเร้าจินตนาการได้มากกว่าขาโต๊ะเป็น 10 เท่า ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

1 x 10 = 10

ความเจ็บของการโดนฉีดยาจึงมากกว่าเดินเตะขาโต๊ะ อย่างน้อยก็ในจินตนาการ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากลดความเจ็บ ก็ต้องลดจินตนาการ

ในกรณีโดนฉีดยา วิธีลดจินตนาการที่หลายคนทำ คือดูเข็มฉีดยาวินาทีที่มันจิ้มลงตรงแขน

พอเห็นความเจ็บแบบตรงๆ แบบไม่มีจินตนาการมาเกี่ยวข้อง เราก็จะเข้าใจว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ยังมีอีกหลายกรณีที่ความเจ็บในจินตนาการดูใหญ่โตเกินจริงเสมอ เช่นเจ็บจากการถูกปฏิเสธ เจ็บจากการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด เจ็บจากความผิดพลาด

เรื่องเหล่านี้ ความเจ็บที่แท้จริงมีเพียงนิด แต่ถูกจินตนาการของเราขยายให้ใหญ่เว่อร์ๆ เป็นสิบเป็นร้อยเท่า

พอจินตนาการเยอะ ก็กลัวเยอะ พอกลัวเยอะ ก็เลยเดินหนี พอเดินหนีก็เลยเสียโอกาสไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า เรากำลังกลัวเจ็บจากอะไรอยู่บ้าง

แล้วแยกให้ออกว่า ส่วนไหนคือเจ็บจริง และส่วนไหนคือเจ็บจินฯ ครับ