ชีวิตที่เราเลือกได้

20150426_LifeVacaation

“Instead of wondering when your next vacation is, maybe you should set up a life you don’t need to escape from.”

แทนที่จะคิดถึงการหยุดยาวครั้งถัดไป คุณน่าจะลองออกแบบชีวิตที่คุณไม่ต้อง “หนี” ไปไหนดูนะ

– Seth Godin

—–

ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเคยสำรวจมั้ยว่า สัดส่วนของคนที่รู้สึก “ห่อเหี่ยว” ในเช้าวันจันทร์ นับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรวัยทำงาน

คนเราใช้เวลาเกิน 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการทำงาน ถ้างานที่เราทำนำแต่ความทุกข์มาให้ ก็เหมือนชีวิตของเราสั้นลงไป 25 ปีแล้ว

ถ้าย้อนกลับไป 20-30 ปีก่อน ทางเลือกของคนที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง คือตั้งใจเรียนให้จบปริญญา แล้วเข้ารับราชการหรือทำงานบริษัทเอกชน ยากมากที่จะมีคนออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแล้วประสบความสำเร็จ เพราะ “กำแพง” มีมากมายเหลือเกิน

แต่ในยุคนี้ ทางเลือกมีมากมายจริงๆ กำแพงถูกทลายลงด้วยอินเตอร์เน็ท

และเราก็มีทรัพยากรทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีในการทำสิ่งที่เรารักเราชอบอยู่แล้ว

ไม่ว่าคุณอยากจะเรียนเรื่องอะไร คุณแค่เข้า Youtube / Coursera ก็จะมีคอร์สฟรีๆ ให้เรียน

ถ้าอยากเรียนภาษาแบบเอาไปใช้งานได้จริง ก็ลองโหลด Duolingo มาเล่นดู

ถ้าอยากหาคอนเน็คชั่นหรือเพื่อนที่สนใจด้านเดียวกัน ก็เข้าไปหาได้ใน Meetup

อุปสรรคใหญ่ๆ ที่ผมเห็น ก็คือ “ของเล่น” อย่าง Facebook / Line และละครหลังข่าวที่ขโมยเวลาเราไปจนไม่เหลือเวลา/แรงที่จะมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ

ถ้าชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้ยังไม่ตอบโจทย์เรา ก็อาจจำเป็นต้องดูละคร และเล่น social media ให้น้อยลง ซึ่งน่าจะทำให้เราได้เวลาคืนมาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง หรือ 30 ชั่วโมงต่อเดือน และ 365 ชั่วโมงต่อปี

มากเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้กับวิถีชีวิตของเราได้ครับ

นาฬิกายังไม่ตาย

20150403_WorkLifebalance

“ผมว่าชีวิตคนเรามันไม่มีช่วงที่สมดุล
คนเราต้องเอียงซ้ายและเอียงขวาตลอดเวลา
ถ้ามันอยู่สมดุลตรงกลางก็คงเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา
ที่ถ้าจะให้อยู่ตรงกลางได้นานๆ ก็คงเป็นตอนที่นาฬิกาตาย”
– เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข

ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจกับการใช้ชีวิตแบบมี work-life balance (ความสมดุลระหว่างการมีชีวิตกับการทำงาน) เสมอมา

แต่ก็มีบางคำพูดที่ทำให้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Work-life balance เป็นเรื่องที่ดีอย่างที่เขาว่าจริงรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น

1. หัวหน้าผม ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยบอกว่า “Work-Life balance is a myth” (myth = เรื่องเล่าที่ไม่เป็นความจริง คล้ายๆ นิทานปรัมปรา) ผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาอธิบายความต่อว่ายังไง แต่คงเป็นเพราะด้วยเนื้องานที่ต้องคุยกับคนในหลายทวีป ทำให้หลายๆ ครั้ง การประชุมจนดึกดื่นและการเอางานกลับไปทำที่บ้านเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. โจนาธาน ฟีลด์ (Jonathan Fields) ผู้สร้าง Good Life Project ด้วยการไปสัมภาษณ์คนที่เจ๋งๆ ในหลายๆ วงการว่า ชีวิตที่ดีคืออะไร มีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ผมไม่คิดว่าชีวิตที่ดีคือแค่การได้เลิกงานห้าโมงเย็นแล้วไปเล่นโยคะนะ ชีวิตที่ดีคือการได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำในสิ่งที่เราเชื่อ แม้มันจะเหนื่อยมาก แต่เราก็เข้านอนด้วยความอิ่มเอมใจ”

3. แกรี่ เคลเล่อร์ (Garry Keller) ผู้เขียนหนังสือ The One Thing เคยบอกไว้ว่า การใช้ชีวิตแบบ Work Life Balance นั้นคือจะทำให้เราทำทุกอย่างกลางๆ ไม่สุดโต่ง แต่ก็ไม่ได้สร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน (Magic doesn’t happen in the middle) ลองมาคิดดูว่า ถ้าไอน์สไตน์หรือสตีฟจ๊อบส์ใช้ชีวิตแบบมี Work-life balance ทำงานห้าโมงกลับบ้านไปดื่มชา โลกเราจะเป็นอย่างทุกวันนี้มั้ย

4. ผู้บริหารใหญ่อีกคนหนึ่งของบริษัทที่ผมทำงานอยู่เคยพูดไว้ว่า “People talk about work-life balance, as if they are two different things. But work IS life! So you’d better enjoy your work to enjoy your life. “คนเราพูดถึงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานราวกับว่ามันเป็นสองสิ่งที่แยกขาดออกจากกัน แต่การทำงานก็คือชีวิตนั่นแหละ ดังนั้นถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราก็ควรสนุกกับงานที่ทำด้วย”

5. ลองเข้าไปที่ https://books.google.com/ngrams แล้วพิมพ์คำว่า work-life balance ลงไปดู แล้วจะพบว่า คำๆ นี้เพิ่งจะเริ่มมีการใช้งานช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง หรือจะพูดในอีกแง่หนึ่ง มันอาจเป็นเพียงวาทะประดิษฐ์ที่เข้ามาอยู่ในแฟชั่นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

ผมไม่ได้จะบอกว่า work life balance ไม่ดี หรือไม่มีอยู่จริง

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนจะต้องนิยามเองว่า อะไรคือความ “พอดี” ของตัวเอง เพราะคนที่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง อาจจะมี work-life balance ที่ดีกว่าคนทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็ได้

ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำอะไร และมีความสุขกับชั่วโมงเหล่านั้นแค่ไหนมากกว่า

—–

Credits

a day bulletin issue 290, 7-13 February 2014

เจ็บปวดแต่งดงาม

20150324_StruggleBeautiful
One day, in retrospect, the years of struggle will strike you as the most beautiful
– Sigmund Freud

วันหนึ่ง เมื่อมองย้อนกลับมา ช่วงชีวิตที่ลำบากยากเข็ญอาจเป็นช่วงที่งดงามที่สุด
– ซิกมันด์ ฟรอยด์

ปีที่แล้ว หลังจากงานแต่งงานหนึ่งสัปดาห์ ผมกับแฟนก็ไปฮันนีมูนที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

หนึ่งในกิจกรรมที่ผมจองตั๋วไว้ล่วงหน้า คือ Deep Canyon ที่เมือง Wanaka ของนิวซีแลนด์

Deep Canyon คือกิจกรรมแนวผจญภัย กระโดดลงห้วย ลื่นสไลด์ตามแนวผา และโรยตัวตามน้ำตก อะไรประมาณนั้น

ค่าเล่นแพงทีเดียว ตกคนละ 5000 บาท โดยผมเลือก Niger Stream ซึ่งเป็นเลเว่ลที่ง่ายที่สุดและเลือกเล่นแบบครึ่งวัน (เขามีแบบเต็มวันด้วย)

http://www.deepcanyon.co.nz/GetIntoIt.html

กลุ่มของเรามีทั้งหมด 5 คน เป็นเจ้าหน้าที่หนึ่งคน คู่รักชาวอังกฤษและคู่ของผม

เขาพาเรานั่งรถตู้โทรมๆ ไปนอกเมือง เปลี่ยนเสื้อผ้าและกางเกง แล้วให้เลือกชุด wet suit คนละหนึ่งชุด

ชุดเว็ตสูท จะทำให้ร่างกายเราไม่หนาวเกินไปหนักเวลาจมลงไปในน้ำ แถมยังช่วยให้เราลอยตัวง่ายขึ้น แต่ข้อเสียของมันก็คือชุดค่อนข้างจะหนัก

และแล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินขึ้นเขาที่ชันเอามากๆ เราต้องแบกชุดเว็ตสูทที่ว่าขึ้นไปด้วย และใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะไปถึงจุดสตาร์ท ซึ่งน่าจะอยู่สูงกว่าพื้นที่ที่เราจอดรถตู้ไม่ต่ำกว่า 100 เมตร

พอใส่ชุดเว็ตสูทเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินลงน้ำ

น้ำโคตรเย็นเลยขอบอก เพราะวันนั้นอากาศครึ้มๆ ทำท่าเหมือนฝนจะตก อุณหภูมิธรรมดาน่าจะอยู่ที่ 17-18 องศา แต่น้ำเย็นกว่านั้นมาก

แค่ “ด่านแรก” ที่เราต้องปีนหินขึ้นไปประมาณ 10 เมตร และโดดลงมา แฟนผมก็ปีนไม่ไหวแล้ว

พอเจอด่านที่สอง ่ที่ต้องเดินไปตามสะพานเชือก แล้วค่อยโรยตัวลงมาเป็นระยะทางประมาณ สิบกว่าเมตร แฟนจึงขอถอนตัว และขอโทษผมที่ไปด้วยไม่ไหวจริงๆ

ตอนนั้นผมก็อยากจะโน้มน้าวให้ไปนะ เพราะคิดว่ามันจะเป็นประสบการณ์ร่วมกันที่ดี

แต่ถ้าเขายังกล้าๆ กลัวๆ แถมไม่ค่อยมีแรง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

ผมเลยจำใจต้องให้แฟนถอนตัว ส่วนแฟนก็บอกให้ผมเล่นต่อไปเถอะ เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ส่วนเธอจะเดินลงไปตามทางที่ขึ้นมาแล้วจะไปรอที่รถตู้

พวกเราสี่คนเลยต้องมุ่งหน้าเล่นกันต่อไป โดยผ่านหลายต่อหลายด่าน เพื่อ “ล่อง” ลงมาตามทางน้ำ น้ำตก และหน้าผา

สนุกมากคร้บ แต่เหนื่อยน่าดูเลย ขนาดผมที่ค่อนออกกำลังกายเป็นประจำยังแทบจะไม่ไหว และในบางช็อตก็คิดว่าดีแล้วล่ะที่แฟนไม่ได้มาด้วย เพราะจะอันตรายมากๆ ถ้าแรงไม่พอ

กิจกรรมของเรากินเวลาถึง 3 ชั่วโมง

ในชั่วโมงที่ 2 ผมก็ฉุกคิดได้ว่า แย่แล้ว ลืมไปว่าแฟนผมนั้นไม่มี sense เรื่องทิศทางเอาซะเลย แถมฝนก็เริ่มตก อากาศย่อมหนาวขึ้น แถมเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่าล็อครถตู้ไว้ แล้วแฟนผมจะไปหลบที่ไหนล่ะเนี่ย

ชั่วโมงสุดท้ายจึงเล่นไปกังวลไป

พอเล่นเสร็จแล้ว ผมรีบเดินกลับมาที่รถตู้

เพื่อที่จะพบว่าแฟนผมไม่อยู่ตรงนั้น

ผมถอดอุปกรณ์เกะกะบางส่วนออก เช่นหมวกกันน็อคและอุปกรณ์เซฟตี้ แต่ชุดเว็ตสูทถอดยากเลยใส่ไว้อย่างนั้น แล้ววิ่งขึ้นไปตามทางเดิม

วิ่งไปก็ตะโกนหาแฟนผมไป ในใจก็เดาว่า เขาอาจจะไปหลบฝนใต้ต้นไม้ที่ไหนซักแห่ง หรือกำลังเดินหลงทางอยู่กลางภูเขา

ผมวิ่งขึ้นไปจนถึงจุด start ของเรา แต่ก็ไม่พบเธอ

คราวนี้เลยยิ่งกังวลใหญ่ ตะโกนเรียกชื่อแฟนดังกว่าเดิม
มองไปรอบๆ ตัวมีแต่ทุ่งหญ้าและฝนโปรยปรายราวกับ อยู่ในหนังที่ดำเนินมาถึงฉากเศร้า

เจ้าหน้าที่ที่วิ่งตามขึ้นมาเลยตะโกนบอกให้ผมสงบสติอารมณ์ แล้วบอกว่า เขามองเห็นแฟนผมแล้ว อยู่ข้างบนขึ้นไปอีก

ผมเงยไปก็เห็นตัวคนผลุบๆ โผล่ๆ ท่ามกลางต้นหญ้าที่ขึ้นสูง ผมจึงวิ่งขึ้นไปหาทั้งๆ ที่ขาแทบไม่มีแรงแล้ว

พอเราห่างกันแค่ 5 เมตร เธอก็หยุดเดินแล้วนั่งลงยองๆ

ส่วนผมก็หยุดเพื่อยืนหอบ

พอเงยหน้ามองเธออีกรอบ จึงเห็นว่าหน้าแข้งของเธอมีแผลถลอกยาวเกือบ 1 ฟุต

แล้วเจ้าสาวของผมก็ร้องไห้ออกมา

คงร้องไห้เพราะโล่งใจ หลังจากที่เดินอยู่สามชั่วโมงท่ามกลางฝนอยู่คนเดียว

ผมเข้าไปกอดผึ้งไว้แล้วกระซิบขอโทษที่ปล่อยผึ้งไว้คนเดียว

จากนี้ไป ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว

—–

แปลกมั้ยครับ ว่าทำไมเดินลงเขาถึงหลงทางได้

แต่คนบางคนไม่มีทักษะเรื่องทิศทางขั้นเทพ และแฟนผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

เขาบอกว่าเดินลงมาแล้ว แต่ไม่คุ้นทางเลย เลยพยายามเดินกลับขึ้นไปใหม่ เพื่อหาทางอื่น

แต่พอเดินไปเดินมาดันไปเจอฝูงวัว บางตัวก็ยืนจ้อง แฟนเลยกลัวจะโดนขวิด ก็เลยยิ่งหาทางลงไม่ได้เข้าไปใหญ่

พอฝนเริ่มตก อากาศเริ่มหนาว เดินอยู่คนเดียวไม่มีใครเลย มีแต่ฝูงวัว และฝูงแกะ แฟนผมถึงกับคิดว่า สงสัยถ้าชั้นตายอยู่แถวนี้ ชาติหน้าได้มาเกิดเป็นแกะแน่ๆ เลย

แฟนผมเดินขึ้นไปถึงยอดเขา แล้วกำลังจะลงไปอีกฝั่งหนึ่งแทน ดีที่เจ้าหน้าที่เห็นแล้วตะโกนเรียกไว้ก่อน เรื่องราวจึงไม่บานปลายเกินไปนัก

—–

สรุปก็คือ วันนั้นแฟนผมไม่ได้เล่น Deep Canyon ผมเสียตังค์ฟรีๆ ไป 5000 บาท แฟนผมได้แผลเป็นที่ขามาหนึ่งแผลจากการโดนรั้วหนามบาด และพวกเราทำให้เจ้าหน้าที่ไม่พอใจที่ทำให้แผนการต่างๆ ล่าช้าไปหมด

แต่ถ้าถามแฟนผมว่า ไปฮันนีมูนคราวนี้ประทับใจอะไรมากที่สุด

พนันกันได้เลยว่า แฟนผมจะตอบว่าประทับใจวันที่ไป Deep Canyon นี่แหละ

เหตุการณ์แห่งความยากลำบาก เมื่อเราผ่านมันมาได้ มักจะงดงามในใจเราเสมอ

เรามีความสุขอยู่แล้ว

20150318_HappinessTime

“เรามีความสุขอยู่แล้ว แต่เราต้องมีเวลาให้มันด้วย”
– นิ้วกลม

ผมเพิ่งกลับมาจากอยุธยาครับ

เราไปเยี่ยมโรงเรียนวัดราษฎร์นิยม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

โรงเรียนนี้มีเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงป.6 โดยทั้งโรงเรียนมีแค่ 50 คน

ครูที่โรงเรียนนี้มีกัน 3 คน วนเวียนกันสอนจนครบทุกวิชาที่เด็กประถมต้องเรียน

เมื่อประมาณกลางปี 2013 บริษัทเราริเริ่มโครงการ English Learning Hub ซึ่งเป็นไอเดียจากเพื่อนพนักงานของเราที่จะสร้างโอกาสให้เด็กโรงเรียนนี้ได้เรียนภาษาอังกฤษแบบดีๆ บ้าง

พนักงานของเราจึงไปติดตั้งระบบ Video Conference ให้กับโรงเรียน และพนักงานของเราอาสาเป็นคุณครูช่วยสอนภาษาอังกฤษน้องๆ ผ่านระบบนี้จากห้องประชุมที่ออฟฟิศ

เราสอนเด็กๆ ครั้งละ 1 ชั่วโมง 4 ครั้งต่อสัปดาห์

และพอหมดเทอม เราก็จะไปหาน้องๆ ที่โรงเรียน เพื่อพบหน้า พูดคุยกับอาจารย์ และแจกรางวัลเด็กๆ กัน

การได้ออกไปนอกเมืองเพื่อทำกิจกรรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นการบำบัดตัวเองอย่างหนึ่ง

เพราะผมมีโอกาสใช้ชีวิตให้ช้าลง

เราไปถึงโรงเรียนประมาณ 10 โมงครึ่ง อาจารย์ใหญ่ชื่อครูปรีชาก็เดินมาต้อนรับถึงรถตู้

เราเดินขึ้นอาคารเรียนที่ทำจากไม้ทั้งหลัง ครูปรีชาบอกว่าให้นั่งพักทานน้ำให้หายเหนื่อยก่อน ไม่ต้องรีบ

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็น คือลมดีมาก ไม่ต้องใช้พัดลม ไม่ต้องมีแอร์ ก็นั่งได้ชิวๆ

มองทะลุหน้าต่างออกไปด้านหลังโรงเรียน เป็นทุ่งนากว้างขวาง ไม่มีตึกอะไรเบียดบังเลย

แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ากรุงเทพมีทุ่งหญ้าเยอะๆ อย่างงี้ จะลมเย็นดีอย่างนี้บ้างรึเปล่า

พวกเราพาเด็กๆ ชั้น ป.4-ป.6 ไปสอนเกม Crossword (หรือ Scrabble) ที่เราซื้อมาฝาก

ผมอยู่กลุ่มเด็กป.4 มีกัน 7 คนชื่อน้องกอล์ฟ น้องเวฟ น้องแซง น้องปอ น้องนุ๊ก น้องฟิล์ม และน้องเบียร์

นั่งเล่น scrabble จนถึงเที่ยง เด็กๆ รู้คำศัพท์ใหม่ไม่น้อยกว่า 10 คำ

จากนั้นเราก็มานั่งกินข้าวเที่ยง โดยพี่ๆ แม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้เราอย่างดี

ผมเลือกกินก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่เขาใส่มาให้ในถาดหลุม

จริงๆ เขาเตรียมชามไว้ให้พวกเราแล้ว แต่ผมคิดถึงสมัยประถมที่เคยกินจากถาดหลุมแบบนี้ เลยขอจัดซะหน่อย

เรากินกันไปเรื่อยๆ ซักพัก ก็มีเกาเหลามาให้ มีแกงมาเพิ่ม ต่อท้ายด้วยฝรั่งจิ้มพริกเกลือ

กินเสร็จอิ่มได้ที่จึงเรียกเด็กๆ ทั้งหมดมารวมตัวกัน

เราให้เด็กๆ เล่นเกม เช่นเปิดเพลงฝรั่งให้น้องๆ ร้องตาม (โดยมีเนื้อร้องให้อ่าน) แล้วถามว่าแต่ละคำแปลว่าอะไร (เป็นเพลงสำหรับเด็ก จึงมีแต่ศัพท์ง่ายๆ อยู่แล้ว)

เด็กทั้ง 6 ชั้นเรียน มานั่งอยู่กับเราตลอดบ่าย จนผมอดคิดไม่ได้ว่า เค้าไม่ต้องไปเรียนหนังสือกันเหรอ

แต่เด็กๆ ไม่มีทีท่าเบื่อหรือหงุดหงิดเลย พี่ใช้ให้ทำอะไรน้องทำหมด!

20150318_HappinessTimeSchool

บ่ายสามโมงครึ่ง ผมเริ่มเห็นผู้ปกครองมาจอดจักรยานยนต์ รอรับเด็ก

ผมไม่เห็นผู้ปกครองคนไหนเล่นมือถือ

ส่วนใหญ่จะมองมาที่กลุ่มเรา หรือไม่ก็คุยกันเอง

เราตบท้ายด้วยการแจกโดนัทจาก Mister Donut เด็กรุ่นเล็กๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนเสื้อเลอะช็อคโกแล็ตเต็มไปหมด

จากนั้นเราก็ทยอยแจกของรางวัลให้เด็กๆ ที่ตั้งใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษของเรามาตลอดทั้งเทอม (เราจะมีดาวแจกให้นักเรียนที่ขยันตอบคำถามในห้อง และคนที่ได้ดาวเยอะๆ ก็จะได้รางวัลใหญ่หน่อย แต่เด็กทุกคนจะได้อะไรติดมือกลับบ้านแน่นอน)

จบพิธีการ ถ่ายรูปกับเด็กเสร็จแล้ว พวกเรานั่งรอให้เด็กๆ กลับบ้านจนหมด อาคารเรียนเงียบเชียบลงทันตา

พนักงาน 12 ชีวิต นั่งคุยกับคุณครูอยู่สักพัก ก่อนจะเก็บของขึ้นรถตู้

เรากล่าวลาครูปรีชา ที่เดินมาส่งเราถึงรถตู้เหมือนตอนขามา

เราแวะซื้อขนมสายไหมจากในตัวเมือง และไปแวะกินอาหารริมแม่น้ำกันแบบสบายๆ

นานแค่ไหนแล้ว ที่ผมไม่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้านแบบ “ทอดหุ่ย” อย่างนี้

กินน้ำเย็นๆ สอน Crossword น้อง นั่งดูเด็กเต้นเพลงเดิมๆ

กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้อย่างใด

แต่เพิ่มพลังใจให้ไม่น้อย

การใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ
การได้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อช่วยให้อีกชีวิตหนึ่งดีขึ้น
การนั่งมองออกไปที่รวงข้าวแล้วปล่อยให้ลมตีหน้า

มันคือความสุขที่ใครๆ ก็สามารถมีได้

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีเวลาให้กับมันบ้างรึเปล่าเท่านั้นเอง

ทุกอย่างมีเหตุผล

20150317_WhyMe2

“Sometimes I say to myself…’Why me? What have I done to deserve this?’…Then I say to myself ‘Oh…right.'”
– Unknown

บางครั้งผมก็พูดกับตัวเองว่า ‘ทำไมต้องเป็นกูอีกแล้ว? ไปทำเวรกรรมอะไรไว้นักหนาถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’  ….แล้วผมก็พูดต่อว่า ‘อ้อ…ก็สมควรแล้วล่ะ’
– นิรนาม

—–

ในทางศาสนาพุทธ โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ

ทุกสิ่งที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เกิดจากการกระทำในอดีตของเราทั้งสิ้น

ทั้งการกระทำที่เราจำได้ การกระทำที่เราจำไม่ได้

และการกระทำที่เราทำเป็นลืมๆ มันไปแล้ว

—–
ใครเคยเรียนฟิสิกส์ อาจจะพอจำ Newton’s Law of Motion ซึ่งมีทั้งหมดสามข้อได้

กฎข้อที่สามคือ For every action, there is an equal and opposite reaction

ทุกแรงกิริยา (action) ย่อมมีแรงปฏิกิริยา (reaction) ซึ่งมีขนาดเท่ากัน แต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ

คล้ายๆ กฎแห่งกรรมเนอะ

อีกคำพูดหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่พอๆ กันก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งกล่าวไว้ว่า “God doesn’t play dice with the universe” พระเจ้าไม่ได้ทอยลูกเต๋าเพื่อตัดสินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในจักรวาลนี้

ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคหรือการสุ่มเดาใดๆ

—–

หากเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ถึงเวลาเลิกโทษคนอื่น และหันมาดูแลความคิด คำพูด และการกระทำของตัวเอง

ซึ่งย่อมจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว

แต่ถ้าทำดีแล้ว เรื่องร้ายยังเกิด ก็คิดเสียว่ากรรมในอดีตกำลังส่งผล และนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชำระเรื่องเก่าๆ ที่เคยติดค้างกันไว้

แต่ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะโทษเรื่องเวรกรรม หรือ “คิดซะว่าฟาดเคราะห์” หมดนะครับ เพราะถ้าไม่เก็บบทเรียนไว้เสียบ้างประวัติศาสตร์ก็อาจซ้ำรอยอีก

เราเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม เพื่อช่วยให้เราสบายใจขึ้น และเลิกตีโพยตีพายว่า “โลกนี้ไม่แฟร์”

เมื่อใจเป็นปกติแล้ว จึงค่อยทบทวนสาเหตุของความผิดพลั้งหรือสถานการณ์ที่เราประสบอยู่

และแม้จะไม่สามารถ “อธิบาย” ทุกๆ อย่างได้ จะเป็นไรไป

ก็แค่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

และเดินหน้าต่อไปก็พอแล้ว

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover