ความโกรธคือความเจ็บปวด

20161220_angerpain

“Anger is often what pain looks like when it shows itself in public.”

-Krista Tippett.


ไม่มีใครไม่เคยโกรธ

และไม่มีใครไม่เคยโดนโกรธ

เราคุ้นเคยและอยู่ใกล้ชิดกับความโกรธจนเราอาจไม่ทันดูให้ดีว่า จริงๆ แล้วความโกรธคืออะไรกันแน่

ถ้าเราเห็นตรงกับคุณคริสต้าที่บอกว่า ความโกรธคือความเจ็บปวดที่แสดงตนออกมาในที่สาธารณะ เราอาจจะเข้าใจคนที่โกรธเรามากขึ้น

คนที่โมโหโกรธาอาจจะทำร้ายคนอื่นทั้งทางวาจาและการกระทำ

แต่คนที่โดนทำร้ายมากที่สุดก็คือตัวคนที่โกรธเอง

ดังนั้นแล้ว ถ้าเราโดนใครโกรธใส่ ก็ใจเย็นๆ  เห็นใจเขาให้มากๆ เพราะข้างในของเขาคงกำลังเจ็บปวดน่าดู

ถือซะว่าเรากับเขาเป็นเพื่อนร่วมคุกที่มีผู้คุมสามคนคุ้มกันอย่างแน่นหนา

สุขภาพจิตเราจะได้ไม่เสียหายจนเกินไปครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่าเชื่อทุกสิ่ง

20161214_donotbelieve

ที่ตัวเองคิด

“Don’t believe everything you think.”

– Allan Lokos

พระท่านว่า ถ้าเรามีสติเสียหน่อย ก็จะเห็นว่าสมองไม่ใช่ตัวเรา ความคิดก็ไม่ใช่ตัวเรา เราบังคับมันไม่ได้

เมื่อเราพบเจอเหตุการณ์บางอย่าง กระบวนการความคิดจะเริ่มทำงาน เหตุการณ์อาจจะมีแค่หนึ่ง แต่ความคิดพาเราไปถึงสิบถึงร้อย

เมื่อเราจมอยู่กับความคิด เราก็จะลืมไปเลยว่า 2-100 นั้นเป็นสิ่งที่เรามโนขึ้นทั้งนั้น

แม้เราจะเชื่อมั่นในประสบการณ์และตรรกะแค่ไหน ความคิดก็ยังเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง

หากยังโชคดีพอที่จะรู้ตัวว่าความคิดพาเราเตลิดไปไกล เราจะได้กลับมามองสถานการณ์อีกทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเองคืออะไร

แยกแยะให้ได้ จะได้ไม่โดนตัวเองหลอกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เกณฑ์วัดว่าเราควรหยุดได้หรือยัง

20160712_criterion

คำโบราณเขาบอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

แต่คำโบราณก็บอกด้วยว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

กับเรื่องบางเรื่องที่ต้องลงแรงและมีแรงเสียดทานมากมาย เราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าควรจะหยุดหรือควรจะไปต่อ?

บางทีตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ – ถ้าหยุดตอนนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ยกตัวอย่างเวลาผมซ้อมวิ่ง ถ้าวันนี้ผมตั้งใจว่าจะวิ่งให้ได้ 5 กิโลเมตร แต่พอวิ่งไปได้ซักสามกิโลเมตรแล้วมันเหนื่อยกว่าที่คิด

สมองของผมก็จะเริ่มหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาสร้างความชอบธรรมให้ผมหยุดวิ่ง – แดดแรงเกินไป รองเท้ากัด ท้องมันจุกๆ เมื่อคืนนอนไม่พอ ฯลฯ

แต่พอถามคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าผมหยุดวิ่งตอนนี้ ผมจะภูมิใจกับตัวเองรึเปล่า

คำตอบคือไม่ – เพราะรู้ว่าจริงๆ เรายังไปไหว ผมก็เลยต้องวิ่งต่อไปจนกว่าจะครบ 5 กิโลตามที่ตั้งใจไว้

การวิ่งออกกำลังกายนั้นตัดสินใจได้ง่ายเพราะมีตัวเลขชัดเจน

แต่กับโปรเจ็คที่เราลงทุนลงแรงมายาวนาน และยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ล่ะ?

ผมว่าเกณฑ์นี้ก็ยังใช้ได้อยู่นะ

ถ้าเราล้มเลิกและหยุดทำโปรเจ็คนี้ เราจะภูมิใจรึเปล่า?

ถ้าไม่ภูมิใจ แสดงว่าลึกๆ แล้วเรารู้ว่ายังไปได้อีก ยังมีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า ถึงแม้จะต้องล้มเลิกโปรเจ็คนี้ เราก็ยังภูมิใจ เพราะรู้ว่าได้ทำสุดความสามารถแล้ว

ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะหยุด และให้โอกาสตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

เพราะอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

คนที่ตอบได้มีแค่คนเดียวครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

โชคดีที่ล้าหลัง

20160606_Underdeveloped

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ใครกันนะเป็นคนจัดว่าประเทศไหนคือประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศไหนด้อยพัฒนา

และที่สงสัยยิ่งกว่าก็คือ มันจะมีพิจารณา “เลื่อนชั้น” เหมือนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกบ้างมั้ย?

แล้วถ้ามีเลื่อนชั้นได้ จะมีการ “ตกชั้น” บ้างรึเปล่า?


ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เมืองไทยเราอยู่ในกลุ่ม”ประเทศด้อยพัฒนา” มาแต่ไหนแต่ไร

ก็เลยทำให้เรามองชาติที่พัฒนาแล้วด้วยความชื่นชมปนอิจฉา

เพราะการคิดค้นอะไรใหม่ๆ ก็ล้วนมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น internet, social media, driverless cars, Artificial Intelligence

ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเป็นคนสรรค์สร้าง ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนาอย่างเราจึงได้แต่ซื้อของเขามาใช้

คิดแล้วก็น่าน้อยใจเหมือนกัน

แต่มองในมุมกลับ การเป็นประเทศที่ตามหลัง ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

เพราะเราจะได้เห็นอะไรมากกว่าคนอื่น

แม้ว่าจะตามหลัง ก็ตามหลังแค่ไม่มากนัก เรายังอยู่ใกล้กับเขาเพียงพอที่จะมองเห็นสิ่งดีๆ และคัดสรรมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตคนไทยได้

ขณะที่เมืองฝรั่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นำทั้งหลาย เขาแทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากประเทศเราเลย เพราะสื่อของเขาคงไม่ได้สนใจว่า”ประเทศล้าหลัง” อย่างเราจะมีอะไรที่เขายังไม่รู้

ซึ่งก็หมายความประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับประโยชน์จากภูมิปัญญาไทย


ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องของจิตใจ

ถ้าเป็นฝรั่ง เวลามีเรื่องเครียดหรืออยู่ในสภาวะจิตตก สิ่งที่เขามักพึ่งพาเป็นอย่างแรกๆ คือยาและจิตแพทย์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยานอนหลับจะขายดีมากในประเทศอเมริกา ในปี 2010 มีการจ่ายยานอนหลับให้คนอเมริกาถึง 60 ล้านครั้ง (อเมริกามีประชากร 300 ล้านคน)

คนไทยเราก็อาจมีใช้ยานอนหลับอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าน้อย ยิ่งคนที่จะไปปรึกษาแพทย์ยิ่งน้อย เพราะเรามีทางออกที่ง่ายดายกว่า คือสวดมนต์-นั่งสมาธิ พอใจมันสงบ เดี๋ยวมันก็หลับเองแหละ

ฝรั่งเป็นออฟฟิศซินโดรมก็อาจกินยาคลายกล้ามเนื้อ ส่วนเราไปนวดแผนไทยชิวๆ

ฝรั่งเลือดไหลเวียนไม่ดีก็กินยา ส่วนคนไทยอาจไปฝังเข็ม

เวลาชีวิตเจอแต่ปัญหารุมเร้า ฝรั่งมีทางเดียวคือเชื่อมั่นในตนเอง และก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไป

ขณะที่คนไทยนอกจากก้มหน้าสู้ต่อไปแล้ว เรายังทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และยังไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเปิดทางอีกด้วย

ไม่ได้จะชี้ว่าการทำบุญหรือบนบานนั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้นะครับ เพียงแต่การที่เรารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างให้เราพึ่งพาก็ทำให้เราอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเขาไม่มีสิ่งนี้เพราะเขาคิดอะไรเป็นวิทยาศาสตร์หมดเลย

แต่วิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างซะหน่อย

คนไทยเชื่อว่ายังมี “พลังงานบางอย่าง” ที่มองไม่เห็น ตรวจวัดไม่ได้ แต่หยิบมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในแง่ความรู้สึก

คนใน “ชาติที่พัฒนาแล้ว” อาจมองว่าพวกเรางมงาย ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา

และนั่นก็หมายความว่าเขาตัดความเป็นไปได้บางอย่างออกจากชีวิตด้วย

นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมคิดว่าคนไทยโชคดีที่ล้าหลังกว่าบ้านอื่นเมืองอื่น เพราะมันทำให้เราไม่เชื่อมั่นตัวเองเกินไป จนมองข้าม (หรือไม่มีโอกาสได้เห็น) ภูมิปัญญาของชาติอื่นครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ใจเสาะ

20160520_wimp

เคยเจอคนเหล่านี้ไหม

สรุป ก่อนได้ข้อสรุป
อกหัก ก่อนบอกรัก
ยอมแพ้ ทั้งที่ยังไม่แพ้

ถ้าเจอเขาอยู่รอบๆ ตัวเรา ให้กำลังใจเขา ให้เขาได้คิด
ถ้าเจอเขาอยู่ในตัวเรา เอาเขาออกไป เราจะคิดได้

– ประภาส ชลศรานนท์


สรุปก่อนได้ข้อสรุป เรียกว่า ใจร้อน
อกหักก่อนบอกรัก เรียกว่า ใจปลาซิว
ยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่แพ้ เรียกว่า ใจเสาะ

ต้นเหตุอยู่ที่ใจก็ต้องแก้ที่ใจ ไม่ใช่แก้ที่ภายนอกด้วยการคาดหวังให้สถานการณ์เปลี่ยน หรือคาดคั้นให้คนอื่นเปลี่ยน

ขั้นแรกคือต้องรู้ตัวก่อนว่า ใจของเรากำลังอยู่ในสภาวะอะไร

ถ้าใจร้อน การกลับมาดูลมหายใจหรือดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายอาจช่วยให้ใจเย็นลงได้

ถ้าใจปลาซิว ให้ดูดีๆ ว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ดีทั้งนั้น ถ้าเขาตอบรับเราก็สมหวัง ถ้าเขาปฏิเสธเราจะได้ move on ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกนี้

ถ้าใจเสาะ อาจต้องลองกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เราทำเพื่ออะไร และเราทำเพื่อใคร ถ้าเหตุผลมันหนักแน่นพอ ใจของเราก็จะหนักแน่นพอเช่นกัน แต่ถ้าเหตุผลมันไม่เข้าท่า ก็แสดงว่าเราไม่ควรลงมาสู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือประโยคย้อนแสง โดยประภาส ชลศรานนท์

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia: ประภาส ชลศรานนท์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่