เริ่มที่เรา

20150613_OshoIndividual

สังคมอุดมคติไม่ใช่อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้
มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่พวกเราจะต้องเข้าไปที่ตัวต้นเหตุ ไม่ใช่ที่อาการ
ต้นเหตุนั้นอยู่ที่ระดับปัจเจก ไม่ใช่ในระดับสังคม

– Osho

—–

ทำไมเราถึงติดมือถือ?
ทำไมเราถึงเสพดราม่า?
ทำไมเราถึงอยากรู้เรื่องดารา?
ทำไมเราถึงชอบวิจารณ์นักการเมือง?

ผมว่าสาเหตุหลักเกิดจากใจที่ซุกซนและสนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว

เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อที่จะไปตามรู้และเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้

รู้แล้วได้อะไรบ้าง?

ความพอใจ / ความสนุก / ความเพลิดเพลิน / ความสาแก่ใจ

เราศึกษา แล้วเราก็วิจารณ์ว่าคนนั้นควรเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น

แต่เราใช้เวลาน้อยมากกับการหันกลับมาดูความคิด คำพูด และการกระทำของเรา

เราเข้มงวดกับคนอื่น แต่กลับผ่อนปรนกับตัวเอง

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราผ่อนปรนกับคนอื่นบ้าง แล้วเข้มงวดกับตัวเองขึ้นซะหน่อย?

เขาจะเป็นอย่างไรมันก็เรื่องของเขา เราไม่สามารถไปเปลี่ยนเขาได้

เพราะสำหรับคนที่โตๆ กันแล้ว เป็นไม้แก่แล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในเท่านั้น

แค่เปลี่ยนคนอื่นเพียงคนเดียว ยังเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น

การที่เราวิพากษ์วิจารณ์หน่วยที่ใหญ่ไปกว่านั้นเช่น “สังคม” “ระบอบ” หรือ “บ้านเมือง” นั้น ไม่ยิ่งเป็นการเสียแรงเปล่าหรือ?

แทนที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของคนอื่น เราหันมาตามรู้ตามดูความคิดและจิตใจของเราจะดีกว่ามั้ย

เพราะถ้าเราซื่อตรงกับตัวเองมากพอ จะรู้เลยว่า ความขาดตกบกพร่องที่เราเห็นในคนอื่นนั้น ก็มีอยู่ในตัวเราไม่น้อย

เมื่อยอมรับประเด็นนี้ได้ การตามรู้ความคิดและการกระทำของตัวเองเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะสนุกไม่แพ้การเสพดราม่าหรือด่านักการเมืองเลยครับ

จะเร็วไปไหน

20150508_GandhiFaster

There is more to life than making it go faster

มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

– Gandhi

—–
หลังจากไปเที่ยวยุโรปมาเกือบสามสัปดาห์ พอกลับถึงเมืองไทย ก็ได้รับรู้ผ่านทาง Facebook ว่าประเด็นร้อนแรงตอนนี้คือเรื่องชาวโรฮิงยา

ผมพยายามนึกกลับไปว่า ก่อนเดินทางไปยุโรปเมื่อ 1 พ.ค. ตอนนั้นประเด็นร้อนแรงคือเรื่องอะไร…

ต้องยอมรับจริงๆ ว่านึกไม่ออก

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครอบครองทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เวลาสามสัปดาห์ดูยาวนานราวสามปี

การที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว มันก็อาจจะสนุกดี แต่ก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ หากคำนึงว่าร่างกายและจิตใจของเราอาจยังไม่ได้มีวิวัฒนาการเพียงพอที่จะรับกับสภาพชีวิตแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน

ใครๆ ก็ว่ากันว่า โลกหมุนเร็ว เราต้องหมุนตามโลกให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน

ประเด็นก็คือ เราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน

และมันจะนำพาเราไปสู่อะไร

สำหรับบางคน การวิ่งตามโลกให้ทัน อาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป

และสำหรับบางคน อาจถึงขั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร

ดังนั้น หากพบเจอใครไม่ได้ตามข่าวโรฮิงยา ก็อย่าเพิ่งไปดูแคลนว่าเขาไม่สนใจประเทศชาติเลยนะครับ

เพราะอีกสามสัปดาห์ คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เราเคยเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้

ความอับอาย

20150314_WoundOnTheBack

บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ
โรโร โนอา โซโล – One Piece

การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ผมผูกพันมากที่สุด

ช่วงประถมกับมัธยม ผมโตมากับเรื่องโดราเอมอน และ ดราก้อนบอล

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นต้นมา ก็มีแค่ One Piece เรื่องเดียวนี่แหละที่ผมติดตามอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

One Piece เขียนโดยอาจารย์เออิจิโร่ โอดะ  (Eiichiro Oda) ลงตีพิมพ์ครั้งแรกใน Shonen Jump เมื่อเดือนสิงหาคม 2540

ผ่านมาเกือบ 18 ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะถึงตอนอวสานแต่อย่างใด (แต่ผมว่าเลยครึ่งทางมาแล้วล่ะ)

One Piece ว่าด้วยเรื่องเด็กหนุ่มชื่อ มังกี้ ดี ลูฟี่ย์ (Monkey D. Luffey) ที่มีเป้าหมายจะเป็น “จ้าวแห่งโจรสลัด” ด้วยการครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ชื่อว่า One Piece

ลูฟี่จึงออกทะเลเพื่อเฟ้นหาพรรคพวกมา “ลงเรือลำเดียวกัน”

พรรคพวกคนแรกของลูฟี่คือ โรโร โนอา โซโล (Roronoa Zoro) ซึ่งเป็นนักล่าค่าหัวโจรสลัด และมีเอกลักษณ์ที่การใช้ดาบพร้อมกันถึงสามเล่ม

โซโลมีจิตวิญญาณ “ซามูไร” อย่างเต็มเปี่ยม คือเข้มงวดกับตัวเอง รักในศักดิ์ศรี ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

ความปราถนาสูงสุดของโซโลคือการเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลก

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อจู่ๆ “ชายตาเหยี่ยว” หรือ “จูลาคิล มิฮอว์ค” ซึ่งเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลกตัวจริงปรากฎตัว

โซโลจึงขอ “ประดาบ” กับชายตาเหยี่ยวคนนี้

ปรากฎว่า วิชาสามดาบที่โซโลภูมิใจนักหนา กลับทำอะไรมิฮอว์คที่ “ต่อให้” ด้วยการใช้ “ดาบจิ๋ว” ขนาดเท่ามีดพกไม่ได้เลย

แต่เมื่อโซโลแสดงความกล้าหาญด้วยการสู้ไม่ถอย มิฮอว์คเลยให้เกียรติด้วยการยอมใช้ “ดาบดำ” สำหรับการสู้กันในดาบสุดท้าย

โซโลทุ่มแรงเฮือกสุดท้ายด้วยท่า “ดาบสามโลก”

แต่แล้วดาบของโซโล่ก็แตกทลาย ทำอะไรมิฮอว์คไม่ได้แม้แต่น้อย

โซโลยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี หันหน้ามายืนกางแขนให้มิฮอว์ค แล้วกล่าวว่า

“บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ”

แล้วมิฮอว์คก็กล่าวว่า “ยอดเยี่ยม” ก่อนที่จะฟันโซโลด้วยดาบดำจนโซโลล้มลงไปกอง

—–

ฉากการปะทะระหว่างโซโลและชายตาเหยี่ยวนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ 51 ซึ่งผมน่าจะได้อ่านเมื่อประมาณปลายปี 2541

ยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่า โซโลจะไปยืนกางแขนให้ชายตาเหยี่ยวฟันซ้ำทำไม

และประโยคที่ว่า “บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ” แปลว่าอะไร

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

การที่คนเราจะเกิดบาดแผลกลางหลังได้นั้นมีอยู่สองสาเหตุ

สาเหตุแรกคือการโดนลอบกัด ซึ่งย่อมไม่เกิดขึ้นระหว่างการประลองของนักรบที่มีศักดิ์ศรีอยู่แล้ว

อีกความเป็นไปได้หนึ่งที่จะมีแผลกลางหลัง ก็คือการโดนทำร้ายในระหว่างที่เรากำลังหันหลังวิ่งหนีคู่ต่อสู้

และแผลกลางหลังแบบที่สองนี่เองคือสิ่งที่โซโลหมายถึง

โซโลพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง และจะไม่หันหลังให้กับคู่ต่อสู้คนใด

เขายอมที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ดีกว่าขี้ขลาดแล้วรอด

ความกล้าหาญของผมคงไม่ได้หนึ่งในร้อยของโซโล แต่อย่างน้อยประโยคนี้ก็ช่วยเตือนใจผมอยู่เสมอว่า “คนจริง” เป็นยังไง

ใครไม่เคยอ่านการ์ตูน One Piece ลองดูนะครับ มันสนุกจริงๆ

แถมยังได้ข้อคิดบางอย่างที่จะอยู่ติดตัวคุณไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ

ถ้าอยากชิมลาง ลองกูเกิ้ล การ์ตูน One Piece ดูก็ได้

หรือถ้าอยากดูแบบเป็น Animation ก็เข้า Youtube แล้วหา โซโล มิฮอว์ค ก็จะเจอเช่นกัน (แต่ภาพไม่สวยเท่าการ์ตูนภาพนิ่งนะครับ)

หากติดใจ อย่าลืมสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ Siam Inter Comics ด้วยนะครับ!  ตอนที่ 51 นี้อยู่ในเล่มที่ 6 ตามปกด้านล่างครับ