จงตามเสียงของหัวใจ

20170314_followyourheart

แต่อย่าลืมเอาสมองไปด้วย

“Follow your heart but take your brain with you.”
-Alfred Adler

วัยหนุ่มสาวคือวัยที่กำลังค้นหาว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เป็น passion และทางไหนที่จะพาไปสู่จุดหมายที่ตัวเองฝันไว้

เปรียบได้กับการเดินขึ้นเขา บางคนเดินได้ครึ่งทางก็ชักไม่แน่ใจ เริ่มตั้งคำถามว่านี่คือภูเขาที่เราอยากปีนรึเปล่า หรือบนยอดเขาวิวจะสวยจริงรึเปล่า ซึ่งก็มีสองทางคือจะเดินลงเขานี้เพื่อไปขึ้นเขาอื่น หรือจะลองเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาดูก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าหมู่หรือจ่า

เสียงหนึ่งอาจบอกว่า ก็ต้องเดินขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนสิ ไม่งั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ไม่ใช่

แต่อีกเสียงหนึ่งก็อาจบอกว่า ทางที่กำลังเดินอยู่มันหลุมบ่องูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะเหลือเกิน จะมาทนอยู่ทำไม ไปลองปีนเข้าลูกอื่นที่มันใช่กว่านี้ดีกว่า

แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีการไปถึงเป้าหมายมีได้หลายทาง เหมือนคนจะขึ้นเขา จะขึ้นจากทิศเหนือก็ได้ ขึ้นจากทิศใต้ก็ได้ หรือค่อยๆ เดินวนขึ้นไปก็ได้

แทนที่จะตะบี้ตะบันเดินขึ้นเขา หรือถอดใจไปเดินเขาอื่น มันอาจจะมีอีกหลายๆ ทางบนเขาลูกเดิมที่พร้อมให้เราเดินขึ้น ขอเพียงเราไตร่ตรองและพิจารณาดูดีๆ

เพราะการตามเสียงของหัวใจมันก็ดีอยู่หรอก แต่ใจคนเรามันเรรวนปรวนแปรจะตายไม่ใช่เหรอ

แถมไอ้สิ่งที่เราเรียกว่าเสียงของหัวใจน่ะ

บางทีอาจเป็นเพียงกิเลสที่ปลอมตัวมาก็ได้


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทรัพย์สินที่หรูหราที่สุด

20161228_luxurious

คือเวลาและความเงียบ

“Time and silence are the most luxurious things today.”

– Tom Ford


ทำไมเราถึงไม่มีเวลา?

จริงๆ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน

สำคัญคือเราเอาเวลาไปทำอะไรบ้าง

ถ้าได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ คนๆ นั้นน่าจะรู้สึกว่าตัวเองมีเวลา

เพราะที่เราบ่นๆ ว่า “ไม่มีเวลา” นั้น ก็เพราะเรากำลังรู้สึกผิดที่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจนแทบไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญและคิดจะทำมานานแล้ว

หนึ่งในวิธีแก้ ก็คือมานั่งคิดให้ดีๆ ว่าอะไรที่สำคัญกับเราจริงๆ แล้วจัดเวลาให้มัน เมื่อเอาเวลาไปใส่กับสิ่งนี้แล้ว เรื่องอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมาก็จะหาช่องเวลาของมันได้เอง

ทำไมเราถึงไม่มีความเงียบ?

จริงๆ ความเงียบก็มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

เพียงแต่เราไม่เคยหยุดเพื่อจะฟังและอยู่กับความเงียบต่างหาก

ถ้าความเงียบเป็นช่องว่าง ก็เป็นเราเองนี่แหละที่ชอบหาอะไรมาถมช่องว่างจนเต็มทุกที

อยู่กับเพื่อนก็ต้องคุยกัน ความเงียบทางกายภาพจึงไม่มี

พออยู่กับคนไม่รู้จักหรืออยู่คนเดียวก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ความเงียบภายในหัวจึงไม่มีเช่นกัน

Time and silence are the most luxurious things today.

ในยุคที่เรามีความกินดีอยู่ดีกว่ายุคใด จึงเหมือนเป็นตลกร้ายที่เรากลับรู้สึกขาดแคลนสิ่งที่โลกมอบให้เรามาโดยตลอด

ทรัพย์สินอันหรูหราที่ชื่อว่าเวลาและความเงียบนี้ ยิ่งทำเท่าไหร่ยิ่งไม่มี

ต้องหยุดทำเท่านั้นจึงจะพอมีได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีวัดความมั่งคั่ง

20161112_wealth

Measure your wealth not by the things you have, but by the things you have for which you would not take any amount of money.

อย่าวัดความมั่งคั่งจากสิ่งที่เรามี แต่วัดจากสิ่งที่เราจะไม่ยอมยกให้ใครไม่ว่าเขาจะเอาเงินทองมากองเท่าไหร่ก็ตาม

-Anonymous

ความมั่งคั่งกับความร่ำรวยฟังเผินๆ แล้วอาจเหมือนกัน

แต่ผมว่าความมั่งคั่งนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า

แค่มีทรัพย์สินเยอะก็อาจพอจะเรียกว่าคนรวยได้แล้ว

แต่การที่จะเป็นคนที่มั่งคั่งได้ น่าจะต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความใจกว้าง สุขภาพที่ดี เวลา ครอบครัวที่อบอุ่น ฯลฯ

ความร่ำรวย อาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการหาเงิน

ส่วนความมั่งคั่งนั้นอาจจะเป็นตัวชี้วัดศักยภาพในการสร้างประโยชน์ให้คนอื่น

คนมั่งคั่งอาจมีเงินไม่เท่าคนร่ำรวย แต่เขาอาจมีเวลาให้ลูกให้ภรรยามากกว่า ได้เที่ยวได้ออกหาประสบการณ์มากกว่า ได้อ่านหนังสือมากกว่า ได้หัวเราะมากกว่า ได้ใช้ชีวิตมากกว่า

ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตัวเราในตอนนี้ กำลังมุ่งไปเป็นคนแบบไหน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สำรวจสำเร็จ

20161001_after40

“คำสอนของคนจีนคำหนึ่งคือ ให้สำเร็จหลังอายุ 40 แล้วจะยั่งยืน เพราะถ้าสำเร็จก่อน 40 หรือ 30 ต้นๆ คุณก็จะห้ามใจไม่ได้ที่จะมีอีโก้ เพราะประสบการณ์ในชีวิตไม่พอ การสำเร็จในวัยที่อายุน้อย ส่วนใหญ่จะควบคุมอีโก้และความหยิ่งผยองไม่ได้ แล้วมันจะนำไปสู่ความล้มเหลว”

– ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
a day BULLETIN issue 133, 4-10 February 2010
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


ช่วงนี้กระแส Startup หรือบริษัทที่เน้นการเติบโตแบบก้าวกระโดดกำลังมาแรงมากในเมืองไทย

เห็นได้จากการประกวด Startup ที่มีจัดกันแทบทุกเดือน รวมถึงธุรกิจ Fintech (Financial Technology) ที่ธนาคารใหญ่ๆ ต่างลงมาร่วมเล่นด้วย

Startup ตัวพ่อคงหนีไม่พ้น Facebook ที่ทำให้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังไม่ขึ้นเลขสาม

มาร์คจึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หลายๆ คน รวมถึงนักเขียนแนว “นักล่าฝัน” ที่หยิบยกความสำเร็จของมาร์คและเฟซบุ๊คมาเป็นตัวอย่าง

จึงกลายมาเป็นค่านิยมของเด็กที่จบใหม่สมัยนี้ว่าต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องโตไวๆ รวยไวๆ จะได้รีไทร์ก่อนอายุ 30

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะค่านิยมก็คือแฟชันอย่างหนึ่งที่เข้ามาและจากไปเป็นวัฏจักร

เพียงแต่ค่านิยมโตเร็วรวยเร็วมันอาจทำให้คนที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนอายุ 30 กว่าๆ (อย่างผม) แอบรู้สึกตกกระแสอยู่เหมือนกัน

พอได้อ่านคำพูดของคุณก่อศักดิ์ CEO ของ 7-Eleven ก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

“คำสอนของคนจีนคำหนึ่งคือ ให้สำเร็จหลังอายุ 40 แล้วจะยั่งยืน”

โอเคล่ะ คำสอนนี้คงมีมาตั้งแต่ก่อนที่โลกจะมีอินเตอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ค และสมาร์ทโฟน จึงอาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสมัยนี้มากเท่าสมัยก่อน

แต่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเร็วเพียงใด จิตใจคนก็ไม่ได้พัฒนาตามไปด้วยซักหน่อย

คนส่วนใหญ่ก็ยังคงมีรักโลภโกรธหลง ไม่ต่างจากสิบปี ร้อยปี หรือพันปีที่แล้ว

ดังนั้นประโยคนี้จึงยังน่าฟังและเก็บไว้เตือนสติตัวเอง

“การสำเร็จในวัยที่อายุน้อย ส่วนใหญ่จะควบคุมอีโก้และความหยิ่งผยองไม่ได้”

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราก้าวหน้ากว่าคนอื่น มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะเห็นว่าคนอื่นด้อยหรือฉลาดน้อยกว่าเรา

ที่ผมกล้ายืนยันเพราะบางทีผมก็เคยรู้สึกอย่างนี้ ซึ่งไม่น่ารักเอาซะเลย

เราแต่ละคนมีนิยามของความสำเร็จไม่เหมือนกัน และบางคนก็เป็นม้าตีนต้นส่วนบางคนก็เป็นม้าตีนปลาย

เราจึงไม่ควรลำพองเมื่อเห็นว่าตัวเองก้าวหน้ากว่าคนอื่น หรือรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อเห็นว่าคนอื่นล้ำหน้ากว่าเรา

สิ่งที่สำคัญกว่า คือการสำรวจตัวเองว่า เราพอใจกับสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นอยู่หรือยัง

ถ้าคำตอบคือพอใจก็ดีไป

แต่ถ้าคำตอบคือไม่พอใจ ก็ควรสำรวจให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งว่าความไม่พอใจนั้นเกิดจากอะไร

ถ้าเกิดจากความจริงที่ว่า เรารู้ว่าเราทำได้ดีกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาเราไม่กล้าหรือขี้เกียจเกินไป ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

แต่ถ้าความไม่พอใจนั้นเกิดจากการเอา “ค่านิยมในสังคม” มาวัด ก็ต้องคิดดูดีๆ ว่าค่านิยมนั้นมันเหมาะกับเราจริงรึเปล่า

ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยกับการวิ่งตามแฟชั่นที่ถูกสร้างโดยใครก็ไม่รู้

จนลืมไปว่าเราเป็นใคร

และจริงๆ แล้วต้องการอะไรครับ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 133, 4-10 February 2010

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หยดน้ำตัดหินได้

20160927_waterstone

ไม่ใช่เพราะว่ามันมีกำลังเยอะ

แต่เพราะว่ามันหยดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

กำแพงในชีวิตต่อให้สูงใหญ่แค่ไหน ดูแล้วเกินกำลังของเราเพียงใด หากเราเผชิญหน้ากับมันทุกวันด้วยสติและปัญญา สุดท้ายเราก็ย่อมจะปีนข้ามหรือแม้กระทั่งทลายกำแพงลงมาได้

เราทุกคนมีหยดน้ำของตัวเอง

หนึ่งในหยดน้ำของผมคือการเขียนบล็อก

เขียนบล็อกวันละหนึ่งหยด

และถ้าไปดูในหน้า archives ก็จะอดชื่นใจไม่ได้ว่าหยดน้ำเริ่มกลายเป็นน้ำตกแล้ว

คนที่อ่านบล็อกผม อ่านครั้งแรกก็อาจไม่ได้เปลี่ยนอะไร แต่ถ้าได้อ่านหลายๆ ตอน ผมก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้เขามีมุมมองอะไรที่กว้างขวางกว่าเดิม


ในมุมกลับ การกระทำที่มีพลังงานลบซ่อนอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นหยดน้ำตัดหินได้เหมือนกัน

เช่นคำพูดบางคำที่เราใช้กับคนใกล้ตัวโดยไม่ทันคิด

พูดหนึ่งครั้งไม่เป็นไร พูดสิบครั้งเขาอาจเริ่มรู้สึก และเมื่อพูดร้อยครั้งเขาอาจหมดความอดทน

เราทุกคนมีหยดน้ำของตัวเอง

แต่ละวันเราหยดน้ำแบบไหนลงไปบ้าง?

ใช้มันอย่างระมัดระวังนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com