นิยามความสำเร็จ

20170725_successdefinition

“Success is liking yourself, liking what you do, and liking how you do it.”

ความสำเร็จคือสภาวะที่เราชอบตัวเอง ชอบสิ่งที่ตัวเองทำ และชอบวิธีที่เราทำมัน

-Maya Angelou

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว คนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดจึงอาจมีทรัพย์สินมากมายโดยไม่ได้ทำอะไร “สำเร็จ” เลยก็ได้

และเอาที่จริง การวัดความสำเร็จโดยดูที่เงินเก็บ เงินเดือน หรือเงินได้เป็นหลัก ก็เป็นเพียงกรอบความคิดที่เพิ่งมาพร้อมกับลัทธิทุนนิยมในช่วง 500 ปีหลังนี่เอง

ผมจึงชอบนิยามความสำเร็จที่คุณมายา แองเจลู กวีผิวสีชาวอเมริกันได้กล่าวเอาไว้

เพราะมันไม่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

มาตรวัดเดียวที่จะดูว่าเรา “ประสบความสำเร็จ” รึเปล่า คือตอบคำถามง่ายๆ ว่า “เราชอบตัวเองมั้ย”?

(ซึ่งสามารถนำมาใช้กับความรักได้เช่นกัน -> อ่านบทความ “ชอบตัวเองรึเปล่า“)

ถ้าเราชอบตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ และสิ่งนั้นไม่ขัดกับมโนธรรม ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว ส่วนเงินทองจะตามมาหรือไม่เป็นเรื่องของแถมเสียมากกว่า

ถ้าคิดดีๆ เป้าหมายที่ว่าจะรวย 10 ล้าน 100 ล้านนั้นก็เป็นเพียงตัวเลขสมมติ

ที่คนเราชอบตั้งเป้าเป็นตัวเลขนี้เป็นเพียงเพราะว่ามนุษย์มีสิบนิ้ว ก็เลยใช้เลขฐานสิบ และเงินล้านก็ฟังดูเยอะดี

สุดท้ายแล้ว จะมีเงิน 100 บาทหรือมีเงิน 100 ล้าน กินข้าวจานเดียวก็อิ่มเท่ากัน เพราะสิ่งที่เรา need นั้นจริงๆ มีไม่มากหรอก แต่สิ่งที่เรา want นั้นมีไม่จำกัด

แต่ยิ่ง want เท่าไหร่ โอกาสที่เราจะ “รู้สึกสำเร็จ” ยิ่งน้อยลงเท่านั้นนะครับ

และถ้าเราไปแขวนความสุขความสำเร็จไว้กับการพิชิตเป้าหมายอะไรบางอย่าง นั่นอาจหมายความว่าเราจะไม่รู้สึกสำเร็จเลยจนกว่าจะพิชิตเป้าหมายนั้นในอนาคต ซึ่งก็ดูจะใจร้ายกับตัวเองไปหน่อย

สู้กลับมาถามตัวเองตอนนี้เลยดีกว่าว่าเราชอบตัวเองรึเปล่า

ถ้าชอบก็สำเร็จทันที

ถ้าไม่ชอบ ก็ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรซักอย่างแล้ว

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คนเอาแต่ให้

20170807_givers

Adam Grant ผู้เขียนหนังสือ Give and Take และอาจารย์ด้าน Management ที่ Wharton (หนึ่งในมหาลัยที่ดังที่สุดในโลกด้าน MBA) กล่าวไว้ว่า โลกนี้มีคนอยู่สามประเภทคือ Givers, Takers, และ Matchers

Givers คือคนประเภท “พี่นี้มีแต่ให้” ใครติดขัดอะไรก็ช่วย อาสาสอนคนนั้นคนนี้ และเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ

ส่วน Takers คือคนที่ชอบ “ได้มา” มากกว่า “ให้ไป” จะคบกับใครหรือทำอะไรก็เพราะว่าหวังผลประโยชน์จากคนๆ นั้น แต่เวลาคนอื่นมาขอให้ช่วยอะไร เขาจะไม่ค่อยยอมทำให้

สุดท้าย Matchers คือคนที่ปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อม ถ้าอยู่ในวง Givers เขาก็จะเป็น Givers ด้วย และถ้าเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มที่คนส่วนใหญ่เป็น Takers เขาก็จะกลายเป็น Takers ไปด้วย

หนึ่งในสิ่งที่ Adam Grant ค้นพบจากงานวิจัยของเขาก็คือ ในบรรดาคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น จะมีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติ (Givers are over-represented among the people who are least successful) ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ เพราะว่าคนเหล่านี้มัวแต่เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเสียจนทำงานของตัวเองไม่เสร็จ สุดท้ายก็เลยต้องอยู่ดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เลยยิ่งทำให้ผลงานออกมาไม่ดี

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกถึงตัวเองหรือเพื่อนร่วมงานคนไหนรึเปล่าครับ?

ที่น่าสนใจก็คือ Adam Grant ยังพบอีกว่า ในกลุ่มของคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนั้นก็มีสัดส่วนของ Givers มากกว่าปกติเช่นกัน!

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ใจดี+ใจกว้าง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็รุ่งสุดๆ ไปเลย (people who are generous were the most likely to fail big and succeed big)

แล้วความแตกต่างระหว่าง Givers ที่ล้มเหลวกับ Givers ที่ประสบความสำเร็จคืออะไร?

Givers ที่ล้มเหลวคือคนที่ใครมาขอให้ช่วยอะไร ก็หยุดงานที่ตัวเองทำ แล้วเอาเวลาไปให้เขาเสียหมด

แต่ Givers ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะคำนึงถึงคำถาม Who/When/How

Who – คนที่มาขอให้ช่วยนั้นเค้าต้องการความช่วยเหลือแค่ไหน และคนๆ นี้มีแนวโน้มที่จะเอาเปรียบเรารึเปล่า

When – เราได้บล็อกเวลาอย่างเพียงพอเพื่อที่จะทำงานของตัวเองให้เสร็จรึยัง แล้วเราพร้อมจะให้เวลาคนที่เราจะช่วยแค่ไหน

How – เราจะช่วยคนๆ นี้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในตอนนี้และในอนาคต

คนไทยส่วนใหญ่นั้นใจดี แต่ก็มีบางคนที่เป็น takers ถ้าเรามัวแต่เป็นคน”เอาแต่ให้จนตัวตาย” คงไม่ใช่เรื่องที่แฟร์สำหรับเราและครอบครัวเท่าไหร่

มาเรียนรู้ที่จะเป็น Givers ที่ชาญฉลาดกันดีกว่า

จะได้เป็นทั้งคนที่น่ารักและประสบความสำเร็จครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Successful Givers, Toxic Takers, and the Life We Spend at Work

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ตัดสินแต่ละวันด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูก

20170615_seedsyouplant

“Judge each day not by the harvest you reap but by the seeds you plant.”
“อย่าตัดสินแต่ละวันว่าวันนี้เราได้เก็บเกี่ยวอะไรบ้าง แต่ให้ดูว่าเราได้ปลูกเมล็ดพันธุ์อะไรบ้างดีกว่า”

-Anonymous

มีคำกล่าวที่ว่า การกระทำเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และบางวันฟ้าดินก็ไม่เป็นใจ

ถ้าเราเอาความสุขหรือความสำเร็จไปแขวนอยู่กับผลลัพธ์ เราอาจจะผิดหวังได้บ่อยครั้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือการกระทำของเราเอง

ถ้าเรารู้ตัวว่าวันนี้เราได้ปลูกเมล็ดไปแล้ว 100 เมล็ด แม้วันนี้จะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลยก็ไม่ใช่ปัญหา

เพราะพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา เราก็จะปลูกอีก 100 เมล็ด

วันมะรืนอีก 100 เมล็ด

และวันต่อๆ ไปทุกๆ วัน อีกวันละ 100 เมล็ด

ต่อให้ฟ้าดินจะใจแข็งแค่ไหน ซักวันก็ต้องใจอ่อน และเมล็ดพันธุ์นั้นย่อมเติบโต แตกหน่อ และออกดอกออกผลตามธรรมชาติของมัน

และแม้ว่าเมล็ดพันธุ์บางชนิดจะใช้เวลานานก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้ปลูกไว้กินเองคนเดียว แต่ปลูกเผื่อคนที่มาทีหลังด้วย

เพราะผลไม้ที่เรากำลังลิ้มรสในวันนี้ (ไม่ว่าจะหวานหรือจะขมก็ตาม) ก็ล้วนมาจากเมล็ดที่คนรุ่นก่อนปลูกเอาไว้ทั้งนั้น

คนสำเร็จเขาต่างกับเราแค่สองเรื่อง

20160612_success

หนึ่งคือเขากล้าที่จะเริ่ม และสองคือเขาไม่ยอมแพ้

“The difference between people who make their dreams come true and those of us who don’t is just one thing: the courage to start and the discipline to keep going.”
– Mel Robbins

จริงๆ ชีวิตไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

ที่มันซับซ้อนเพราะว่าเรามักง่ายต่างหาก

ความมักง่ายจะทำให้เราหาวิธีที่จะทำให้เราลงแรงน้อยๆ แต่สำเร็จไวๆ ได้เงินเยอะๆ

แต่ธรรมชาติไม่ได้ทำงานอย่างนั้น

มะม่วงลูกหนึ่งกว่าจะสุกได้ต้องใช้เวลา

แต่บางคนรอไม่ได้ เลยเอามะม่วงไปบ่มแก๊สจนสีเหลืองน่ากิน

แต่มะม่วงบ่มแก๊สจะอร่อยเท่ามะม่วงที่สุกเองได้อย่างไร?

เส้นทางแห่งความสำเร็จก็ไม่มีอะไรซับซ้อน และทุกๆ คนก็รู้กันดีอยู่แล้ว

แค่กล้าที่จะเริ่มทำ และมีความอดทนเพียงพอที่จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ทำเหตุให้ถึงพร้อม แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน

เราก็จะได้กินมะม่วงลูกนั้นอย่างแน่นอน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

พรสวรรค์คือความชอบ

20170601_talent

[ถาม]: เท่าที่รู้มาคือคุณเข้าวงการโดยเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้จักใครเลย แล้วตอนนั้น
คิดว่าต้นทุนที่สำคัญของคุณคืออะไร

[ตอบ]:จริงๆ ผมรู้สึกว่ามันเริ่มจากโอกาส เราต้องวิ่งเข้าหาโอกาส บางครั้งจะมานั่งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเลยนะ สมมติถ้าผมฝึกเล่นดนตรี แล้วรอวันหนึ่งให้โปรดิวเซอร์มาเห็น เอานามบัตรมาให้เหมือนอย่างในละครหรือในหนัง สำหรับผมมันช้าไป เพราะก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะมาเห็น เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรก็ต้องหามาให้ตัวเอง ถ้ารู้ว่าจะไม่มีใครแต่งเพลงให้ ก็ฝึกแต่งเพลงสิ อยากเล่นกีตาร์เป็น แต่ไม่มีใครสอน ก็ต้องฝึกเล่นเองสิ บางคนเล่นกีตาร์อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนมาชวนไปเล่นที่ร้าน แต่ผมไม่มี ผมก็ต้องเดินไปหาร้านของใครก็ไม่รู้ อย่างตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตผมก็ไม่มีเพื่อนสักคน ก็ต้องเสิร์ชหาข้อมูลทุกอย่างเอาเอง สุดท้ายแล้วต้นทุนที่สำคัญมันอาจจะเป็นความชอบที่ผมอยากจะทำ มันพาผมขับเคลื่อนไปข้างหน้า

หลายคน มักจะพูดถึงพรสวรรค์ ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าพรสวรรค์คืออะไร สุดท้ายผมคิดว่าพรสวรรค์ก็คือความชอบนี่แหละ สมมติมีเด็กคนหนึ่งเรียนภาษาอังกฤษเก่งมาก หลายคนก็บอกว่าน้องคนนี้เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาอังกฤษ แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องมันแค่ชอบภาษาอังกฤษมาก เจออะไรเป็นภาษาอังกฤษก็หยิบมาอ่าน เพราะเขาชอบไง แต่เราไม่เห็นกระบวนการทำงานของเขา ก็ไปคิดว่าเขามีพรสวรรค์ ไปตัดสินว่าเขาคงนั่งเฉยๆ เหมือนเรา แล้วอยู่ๆ ก็มีพรสวรรค์งอกขึ้นมาเอง แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากความที่เขาชอบ หรือเห็นเพื่อนเล่นกีตาร์เป็นได้เร็ว เราก็ไปตัดสินเขาอีกว่าเขาคงนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนเรา แต่ไม่รู้เลยว่าตอนอยู่บ้านเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเล่นกีตาร์ ถ้าเล่นไม่เก่งก็บ้าแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังพิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะผมเองก็ไม่ได้เก่งมากหรือเป็นเทพ แต่อยากทำอะไรได้ก็แค่ไปฝึก อยากแต่งเพลงก็ฝึกแต่งเพลง ไม่กล้าบอกหรอกว่าตัวเองแต่งเพลงเก่ง ผมก็เหมือนคุณนี่แหละ ไม่ได้อัจฉริยะอะไรเลย ต้องกลับบ้านไปนั่งใช้เวลาแต่ง เหมือนๆ กัน บางครั้งก็คิดออก บางครั้งก็คิดไม่ออก

– สิงโต นำโชค
a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015
เรื่อง : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

—–

วันก่อนที่ผมเขียนเรื่องนาฬิกาแดดที่อยู่ในร่ม เพื่อนคนนึงก็เข้ามาคุยกับผมว่าไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของตัวเองคืออะไร

ผมตอบไปว่าจริงๆ เธอน่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว มันคือสิ่งที่เราชอบทำและขยันฝึกจนเราทำได้ดีนี่เอง (เธอชอบเล่นโยคะมาก)

เวลาเราเห็นคนเก่งมากๆ เรามักจะบอกว่าคนนั้นคนนี้มีพรสวรรค์ หรือถ้าเทพขึ้นไปอีกก็จะยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ

แต่แม้กระทั่งอัจฉริยะที่เรายกย่องอย่างไอน์สไตน์ก็เคยพูดว่าเขาไม่ได้ฉลาดอะไรมากมาย เขาแค่พร้อมที่จะขลุกอยู่กับปัญหานานกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เวลาที่เราบอกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่น จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความเหยาะแหยะหรือความกลัวของเรารึเปล่า?

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิดคงจะพอเป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะใช้ได้กับคนที่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างเมสซี่หรือโรนัลโด

แต่สำหรับคนเก่งอีก 99.9999% สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์นั้นจริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงแค่ความชอบที่มากพอจนเขาลงแรงและฝึกฝนมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ความสามารถอย่างหนึ่งของผมคือเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ขอแค่ร้องได้ก็เล่นได้แล้ว (เฉพาะเพลงไทยนะ) น้องบางคนก็ชอบนึกว่าผมจำคอร์ดแม่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

ช่วงปีแรกของการหัดกีตาร์นั้น ผมอยู่นิวซีแลนด์ แถมตอนนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต จึงไม่สามารถหาหนังสือเพลงหรือหาคอร์ดจากเน็ตมาเล่นได้ มันจึงบังคับให้ผมต้องแกะเพลงที่อยากเล่นไปโดยปริยาย พอแกะเพลงมากเข้าๆ ก็พอจะจับทางคอร์ดออก โดยเฉพาะเพลงไทยที่ทำนองไม่ซับซ้อน ไปๆ มาๆ จึงรู้ได้เลยว่าท่อนต่อไปควรจะเล่นคอร์ดอะไรโดยไม่ต้องใช้ความจำ

การเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ดูเผินๆ เป็นพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ผลของการฝึกฝนเท่านั้นเอง

ดังนั้น สำหรับคนที่จะเริ่มทำอะไรอะไร ลืมคำว่าพรสวรรค์ไปก่อนเลย ลองทำดู แล้วถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ให้เวลากับมันมากๆ ฝึกฝนเยอะๆ และสุดท้ายก็จะเหมือนที่พี่สิงโตบอก…คนที่ทำได้อย่างนี้ ถ้าไม่เก่งก็บ้าแล้ว


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/