ความสำเร็จคืออะไร?

20180821c

เราทุกคนล้วนต่างอยากประสบความสำเร็จ

และบางทีเราก็ตั้งใจจะสำเร็จมากเสียจนลืมถามตัวเองว่า สำหรับเราแล้ว ความสำเร็จคืออะไร

คือการทำกำไรได้ตามเป้า? คือการได้เลื่อนขั้น? คือการได้มีหน้ามีตาในสังคม? คือการมีเงินเก็บ 10 ล้าน? คือการมีความสุขความพอใจในตนเอง?

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ถ้าเรานิยามความสำเร็จไว้คับแคบหรือตื้นเขินเกินไป เราก็อาจใช้ชีวิตอย่างคับแคบหรือตื้นเขินเกินไปด้วยเช่นกัน

ลองคิดเล่นๆ ว่า “ความสำเร็จ” ไม่ใช่ noun แต่เป็น verb

ไม่ใช่ปลายทางแต่เป็นหนทาง

ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันใดวันหนึ่งในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ที่นี่-เดี๋ยวนี้

ผมก็น่าจะให้นิยามความสำเร็จว่ามันคือการที่เราได้ทำสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ และสิ่งๆ นั้นมีคุณค่าและมีความสำคัญกับเราอย่างแท้จริง

ถ้าวันนี้ผมตั้งใจจะทำสิ่งที่มีคุณค่า และผมทำมันได้เสร็จลุล่วง วันนี้ก็ถือว่าสำเร็จ

ถ้าวันนี้ผมตั้งใจจะทำสิ่งที่มีคุณค่า แต่เจออุปสรรคนานับประการจนทำอะไรไม่เสร็จซักอย่าง วันนี้ก็คงไม่สำเร็จเท่าไหร่

และถ้าวันนี้ผมใช้เวลาทั้งวันไปกับเรื่องที่ไม่มีคุณค่ากับผมอย่างแท้จริง แม้จะทำ “เสร็จ” ไปมากมาย ผมก็อาจรู้สึกว่าล้มเหลวอยู่ดี

โชคดีที่ความสำเร็จแบบนี้ให้โอกาสเราเริ่มใหม่เสมอ

ถ้าเราทำ “ห้วงนี้” ให้สำเร็จ เราก็มีโอกาสจะทำชั่วโมงนี้ให้สำเร็จ

และถ้าเราทำชั่วโมงนี้ให้สำเร็จ เราก็มีโอกาสจะทำวันนี้ให้สำเร็จ

และถ้าเรามีวันที่สำเร็จหลายๆ วัน เราก็จะมีเดือนที่สำเร็จ ปีที่สำเร็จ และชีวิตที่สำเร็จไดัในที่สุดครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR (รับ 20 ที่ ตอนนี้เหลือ 10 ที่ครับ)

2 ทางสู่ความสำเร็จเหนือคนธรรมดา

20180630_twoways

ทางที่ 1: รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวจนเป็น top 1% หรือ top 0.1% ของวงการ

ทางนี้ได้ผลตอบแทนเยอะ แต่ก็เป็นทางที่ยากมากเช่นกันๆ มีไม่กี่คนที่จะได้เล่นฟุตบอลให้ทีมพรีเมียร์ลีกหรือได้เล่นหนังใหญ่ของ Hollywood

ทางที่ 2: รู้อะไรให้มากกว่าคนธรรมดาอย่างน้อยสองอย่างจนเป็น top 25% แล้วเอาทักษะสองอย่างนี้มารวมกัน

ใครหลายคนน่าจะเคยอ่าน Dilbert การ์ตูนสามช่องกัดจิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนแบบแสบๆ คันๆ โดยมีหนุ่มใส่แว่นนามดิลเบิร์ตเป็นตัวดำเนินเรื่อง การ์ตูนเรื่องนี้อยู่มาเกือบ 30 ปีแล้ว และถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ถึง 2,000 ฉบับทั่วโลก

Scott Adams ผู้เขียน Dilbert เล่าว่า ฝีมือการวาดการ์ตูนของเขาไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังวาดได้ดีกว่าคนที่วาดการ์ตูนไม่เป็น เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าตลกมืออาชีพ แต่มีนักวาดการ์ตูนไม่เยอะที่เป็นคนตลก และมีตลกมืออาชีพไม่เยอะที่วาดการ์ตูนเป็น แถมเขายังเคยทำงานประจำมาก่อนด้วย ดังนั้นเมื่อเอาทักษะสามอย่างมารวมกัน – วาดการ์ตูน + อารมณ์ขัน + ความเข้าใจชีวิตมนุษย์เงินเดือน มันจึงเป็น combination ที่หาคนเลียนแบบได้ยาก คู่แข่งจึงแทบไม่มี และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน

สก๊อตยังบอกว่า ทางที่ 2 นี่เป็นวิธีที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะแค่ออกแรงซักหน่อย เราก็สามารถฝึกฝนจนเป็นคน top 25% ในด้านนั้นๆ ได้แล้ว ประเด็นคือเราต้องเป็น top 25% ของทักษะอย่างน้อยสองอย่าง และนำมันมารวมกันจนเกิดสิ่งที่น้อยคนนักจะทำได้

ยกตัวอย่างตัวผมอีกคนก็ได้ (แม้จะยังเรียกไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าประสบความสำเร็จก็เถอะ) หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ เกิดขึ้นได้เพราะทักษะ 3 อย่าง

– การทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่สิบกว่าปี
– ทักษะภาษาอังกฤษที่ทำให้เข้าถึงหนังสือและบทความที่หลากหลาย
– ความสามารถในการสรุปเนื้อหาออกมาเป็นภาษาเขียนที่เข้าใจง่าย

ผมไม่ใช่คนทำงานที่เก่งที่สุด ภาษาอังกฤษของผมก็ยังห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟ็กต์ ส่วนทักษะการเขียนของผมก็เป็นแค่ระดับบล็อกเกอร์มือสมัครเล่น ไม่อาจเทียบชั้นอะไรได้เลยกับนักเขียนมืออาชีพ แต่พอเอาทักษะสามอย่างนี้มารวมกัน ก็มากเพียงพอที่จะเขียนหนังสือที่ไม่เหมือนใครในตลาด

ดังนั้น ลองหาให้เจอครับว่าเราเก่งเรื่องอะไรบ้าง แล้วลองคิดดูว่าจะนำมันมาผสมผสานกันได้อย่างไร แล้วเราอาจจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Dilbert Blog: Career Advice

พลาดแล้วเปลี่ยน

20180616_changewhenyouarewrong

เท่าที่ผมสังเกตมา คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต

เขาไม่ได้ IQ สูงไปกว่าเรา เข้าถึงสื่อได้มากกว่าเรา หรือมีต้นทุนทางการเงินมากไปกว่าเราซักเท่าไหร่นัก

สองอย่างที่เขาทำแต่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือ

1.คิดแล้วลงมือทำ
2.ถ้าทำพลาด ก็ยอมรับและปรับเปลี่ยน

คนส่วนใหญ่จะติดตั้งแต่ข้อแรกแล้ว คือเอาแต่คิดแล้วก็ไม่ได้ลงมือทำเพราะต้องรอให้พร้อมหรือรอให้หลายๆ อย่างเป็นใจก่อน

แต่เราไม่เคยพร้อมและโลกก็ไม่เคยเป็นใจ

จริงๆ แล้ว เราต้องลงมือทำไปก่อน โลกถึงค่อยๆ เป็นใจ และเราถึงจะค่อยๆ พร้อมขึ้นมา

พอผ่านขั้นตอนแรกมาแล้ว ก็มีไม่น้อยที่มาติดอยู่ขั้นตอนที่สอง

คือพลาดแล้วไม่เปลี่ยน

พลาดในที่นี้อาจจะพลาดโดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะไม่เคยวัดผลหรือสำรวจจริงๆ จังๆ ว่าที่เราทำอยู่นี้มันดีแล้วหรือยัง ยังปรับปรุงตรงไหนได้มั้ย

พอไม่สำรวจ จึงก้มหน้าก้มตาดั้นด้นทำไป สปีดในความก้าวหน้าจึงช้ากว่าที่ควรจะเป็น

หรือแม้บางทีจะรู้ตัวว่าพลาด ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน จะด้วยกลัวเสียหน้า หรือเสียดายแรงที่ลงไปเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า sunk cost

พอพลาดแล้วไม่ยอมเปลี่ยน จึงเสียโอกาสที่จะทำให้มันดีขึ้น มันก็เลยไม่ประสบความสำเร็จซักที

คิดแล้วลงมือทำ ทำพลาดแล้วเปลี่ยน ถ้าทำสองข้อนี้ได้ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลครับ

100 ต่อ 1

20180509_100to1

100 คนนั่งนิ่ง
1 คนยกมือ

100 คนเล่นมือถือ
1 คนอ่านหนังสือ

100 คนพูด
1 คนเงียบ

100 คนเงียบ
1 คนพูด

100 คนเสพ
1 คนสร้าง

100 คนซื้อ
1 คนขาย

100 คนเอาแต่คิด
1 คนลงมือทำ

100 คนทำแล้วล้มเลิก
1 คนทำจนสำเร็จ

100 คนสนใจเรื่องชาวบ้าน
1 คนสนใจเรื่องตัวเอง

ทำเหมือนคนส่วนมาก ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนมาก

ทำเหมือนคนส่วนน้อย ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนน้อยครับ

—–

ดัดแปลงมาจาก Quora: Hector Quintanilla’s answer to What does the 1% do with their time compared to the 99%?

สองสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

20180419_incompatible

คือความสำเร็จกับข้อแก้ตัว

You can have results or excuses. Not both
-Arnold Schwarzenegger

ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงใหม่ครับ

มาทำหน้าที่เป็น Trainer ให้กับโครงการ Northern Innovative Startup Thailand สองวัน

ใครที่เคยเป็นเทรนเนอร์น่าจะพอนึกภาพออกว่ามันต้องใช้พลังงานเยอะพอสมควร เพราะเราต้องขับเคลื่อนคนอีกหลายสิบคนตลอด 6 ชั่วโมงทั้งเช้าบ่าย

สอนเสร็จ ผมไปหา “อาเข้ม” ที่อยู่เชียงใหม่มาสี่สิบกว่าปี ไปนั่งฟังเขาเล่าถึงที่มาที่ไปของ ทวารบาล บ้านเทวาลัย ที่อาเข้มปลุกปั้นมา 15 ปี ก่อนที่จะพาไปกินร้านโอ้กะจู๋ อยู่กันจนถึงร้านปิด

กว่าจะกลับถึงห้องก็ 4 ทุ่มแล้ว รู้ตัวว่ายังไม่ได้เขียนบล็อกแต่ก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร จึงนอนอ้อยอิ่งไถเฟซบุ๊คอยู่เกือบชั่วโมง (สี่ทุ่มคือช่วงที่ willpower อยู่ในขีดต่ำสุดแล้ว จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะผลาญเวลาไปกับมือถือ)

แต่เมื่อถึงจุดที่ตัดใจวางมือถือลงได้ ก็เดินไปเปิดกระเป๋าและหยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาเปิดเครื่องด้วยหัวสมองอันว่างเปล่า

แล้วประโยคนี้จะผ่านเข้ามาในหัว เป็นคำพูดที่ผมเจอบนโปสเตอร์ขนาดใหญ่หน้าฟิตเนสในมาเลเซียเมื่อเดือนที่แล้ว

You can have results or excuses. Not both

จะเอาผลลัพธ์ก็ได้ จะเอาข้อแก้ตัวก็ได้ แต่จะเอาทั้งสองอย่างไม่ได้

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่แก้ตัวเป็น เราจึงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่หลอกตัวเอง

เมื่อหลอกตัวเองได้สนิทใจ ก็เลยไม่ได้ลงมือทำ

เมื่อไม่ได้ลงมือทำ มันก็เลยไม่เกิดผล

เมื่อไม่เกิดผล ความสำเร็จจึงต้องรอคอยเราต่อไป

ข้อแก้ตัวกับความสำเร็จจึงเป็นปรปักษ์กัน

ถ้าคิดอีกมุม เราก็จะได้สูตรความสำเร็จที่เรียบง่ายที่สุดในโลก

แค่อย่ามีข้อแก้ตัวเท่านั้นเอง


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ