เสรีทัศนะ

20150527_FreeSpeech

What this country needs is more free speech worth listening to.

สิ่งที่ประเทศนี้ต้องการคือทัศนะเสรีที่ควรค่าแก่การฟัง

– Hansell B. Duckett

—–

แม้บ้านเมืองเราจะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่(ยัง) ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ผมว่าคนไทยเราเองมีเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่ายุคก่อนๆ เสียอีก

เหตุผลหลักคือสื่อกลางที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนเวลาเราจะบ่น (หรือพ่น) เรื่องอะไรออกมา คนที่ได้ฟังก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หรือคนที่เราคุยโทรศัพท์ด้วยไม่กี่คน

แต่ในยุคที่เกือบทุกคนใช้เฟซบุ๊ค ไม่ว่าเราจะพิมพ์อะไรลงใน status update ก็จะมีคนเห็นเป็นสิบ เป็นร้อย หรือเป็นพันคน

แม้สิ่งที่เราเขียนบ่นจะอยู่ใน “พื้นที่ส่วนตัว” ของเรา แต่เมื่อมันไปโผล่ใน News Feed ของคนอื่น เส้นคั่นระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะจึงไม่มีอีกต่อไป

ดังนั้น ถ้าผมเจอความคิดเห็นชนิดดุเดือดเข้มข้นของเพื่อนบางคนโผล่เข้ามาใน News feed ของผมบ่อยๆ ผมอาจจำเป็นต้องตั้งค่าเฟซบุ๊คเสียใหม่ให้มันไม่แสดงอัพเดตของเพื่อนคนนั้น

ยังรักเพื่อนเหมือนเดิมนะ และพร้อมรับฟังความเห็นที่แตกต่างด้วย แต่บางถ้อยคำอ่านแล้วมันนำพาความไม่สบายใจมาให้ เป็นมลภาวะทางสายตาและอารมณ์ จึงต้องลุกขึ้นมาปกป้อง “พื้นที่ส่วนตัว” ของผมเองบ้างเช่นกัน

สนับสนุนให้ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดครับ แต่ก็แอบหวังว่าพวกเราจะใช้เสรีภาพนั้นด้วยความรอบคอบ ความรับผิดชอบ และความเคารพซึ่งกันและกันครับ

สวดมนต์ให้คนบาป

20150507_PrayForSatan

But who prays for Satan? Who, in eighteen centuries, has had the common humanity to pray for the one sinner that needed it most?

แต่มีใครบ้างที่สวดมนต์ให้ซาตาน? ในสิบแปดศตวรรษที่ผ่านมา มีใครซักคนมั้ยที่มีมนุษยธรรมพอที่จะสวดมนต์ให้กับคนบาปที่ต้องการบุญมากกว่าใครๆ?
– Mark Twain

—–

มีใครมั้ยครับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณมานาน?

คนที่เจอกันทีไรก็ต้องมีอันได้กระทบกระทั่งกัน ทั้งๆ ที่คุณเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใคร

เขาเองก็คงรู้สึกอย่างนั้นกับคุณเหมือนกัน

ต่างฝ่ายต่างมองว่าตัวเองเองเป็นคนดี ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนเลว

ถ้าเราคิดถึงหน้า “คู่ปรับ” ของเราทีไร แล้วเราไม่สบายใจ นั่นเป็นเพราะเรามีความคิดลบๆ กับเขานั่นเอง

วิธีที่อาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้ คือสวดมนต์หรืออุทิศบุญกุศลให้กับเขาคนนั้น ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีอย่างแท้จริง

ถ้าเราคิดซะว่า โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ การแผ่เมตตาให้กับคู่อริของเราก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็ได้

—–

ป.ล. จริงๆ เราน่าจะทำการทดลองดูนะครับว่า ถ้าให้พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือผู้นำศาสนาคริสต์-อิสลามที่เปี่ยมด้วยเมตตา มาช่วยกันสวดมนต์ภาวนาและส่งพลังงานดีๆ ให้กับ “ตัวร้าย” อย่างผู้นำทางการเมืองบางคน สถานการณ์เมืองไทยจะดีขึ้นรึเปล่า

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

20150503_Name

ผมว่าอภิสิทธิ์หนึ่งที่คนไทยมีคือการ “เปลี่ยนชื่อ” ได้ตามใจชอบ

ผมมีเพื่อนชาวต่างชาติอยู่ไม่น้อย และยังไม่เคยเจอคนชาติไหนที่ขยันเปลี่ยนชื่อเหมือนคนไทย

ผมเองก็เคยเปลี่ยนชื่อเหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เปลี่ยนถึงสองครั้ง!

ผมเรียนจบวิศวะมา เชื่อเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่สนใจเรื่องดูฤกษ์ดูยาม ขนาดงานแต่งงานผมกับแฟนกับเลือกเอาวันที่เราสะดวกที่สุด แล้วก็ถามผู้ใหญ่ของเราว่าวันนี้โอเคมั้ย

เมื่อมีพื้นเพเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อถึงสองหน?

—–

ชื่อเดิมของผมชื่อ วรุตม์ คร้บ

นั่นคือที่มาของชื่อเล่นว่า “รุตม์”

วรุตม์ มาจาก วรุตะมะ ซึ่งพ่อผมบอกว่าแปลว่า “โคตรดี”

ชื่อนี้จำง่าย เรียกก็ง่าย เพื่อนๆ ประถมกับม.ต้นก็เรียกผมว่าว่า “วรุตม์” แทนที่จะเรียกชื่อเล่นว่า “รุตม์” กันทั้งนั้น

แต่ชื่อนี้เวลาไปใช้ที่เมืองนอกจะมีปัญหานิดหน่อย เพราะฝรั่งจะออกเสียงผิด

Warut – เค้าจะอ่านเป็น “ว้าหรุด” เสมอ ฟังไม่ค่อยเพราะเลย

เพื่อนฝรั่งที่สนิทหน่อยจะพยายามเรียกชื่อผมให้ถูก ด้วยการยืดคอและเงยหน้าขึ้นนิดๆ ทำปากยื่นๆ แล้วพูดว่า “ว้ารู้ด”

—–

ปี 40 กลับมาเมืองไทยเพราะวิกฤติต้มยำกุ้ง

ปี 41 เข้าปีหนึ่ง รุ่นหนึ่ง ที่เอเชี่ยนยู ผมก็มีโอกาสได้เปลี่ยนชื่อเป็นครั้งแรก

ธรรมดาแม่ผมไม่ใช่คนชอบดูหมออะไร แต่ช่วงนั้นไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็บอกว่าควรจะเปลี่ยนชื่อ ซึ่งผมก็เฉยๆ ขึ้เกียจเปลี่ยน

แต่พอหมอดูบอกว่า ไม่เปลี่ยนชื่อจะมีแฟนยากนะ ผมใจอ่อนทันทีเลยครับ!

จริงๆ แล้วที่เปลี่ยนก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ แค่ให้แม่สบายใจเฉยๆ

ชื่อใหม่ชื่อว่า บรรณวัชร

บรรณ แปลว่าหนังสือ

วัชร แปลว่า เพชร หรือ สิ่งมีค่า

บรรณวัชร = หนังสือคือสิ่งมีค่า

ภาษาอังกฤษเขียนว่า Bannawat

ก็โอเคมั้ง แต่ใจจริงผมชอบความหมายของวรุตม์มากกว่านะ

แต่ข้อดีของบรรณวัชรก็คือฝรั่งออกเสียงง่ายและระรื่นหูกว่า “ว้าหรุด” เยอะเลย

—–

การเปลี่ยนชื่อครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นทำงานอยู่ (ทอมสัน) รอยเตอร์แล้ว

คนที่ตั้งชื่อให้ใหม่เป็น “ผู้ใหญ่” ที่ครอบครัวผมเคารพนับถือ

ชื่อใหม่ของผมคือ “อานนทวงศ์”

ฟังแล้วนึกถึงละครจักรๆวงศ์ๆ ขึ้นมาทันที

นึกว่าตัวเองเป็นผู้ครองแคว้น “นนทบุรี” ขึ้นมาเลยทีเดียวเชียว

แต่ผมชอบความหมายของชื่อนี้นะครับ

อานนทวงศ์แปลว่า ผู้มีความสุขและมีอิสระ

แถมชื่อยังพ้องกับพระอานนท์ ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าอีกด้วย

—–

จะสังเกตเห็นว่า ชื่อของผมจะเขียนค่อนข้างยาก

ชื่อแรก คนมักจะเขียนผิดเป็น วรุฒ / วรุต / วรุจน์

ชื่อที่สอง ก็มักจะเขียนผิดเป็น บรรณวัฒน์ / บรรณวรรธน์

ชื่อที่สาม จริงๆ เขียนง่ายกว่าสองชื่อแรก แต่คนมักเขียนผิดเพราะ “จำผิด” เป็น อานันทวงศ์ / อนันทวงศ์ แทน

ชื่อเล่นของผม (ซึ่งไม่เคยเปลี่ยน) ที่ต้องเขียนว่า รุตม์ คนก็เขียนผิดตลอด

แม้กระทั่งชื่อเล่นภาษาอังกฤษที่เขียนง่ายๆ ว่า Rut (และผมก็ใช้ลงท้ายอีเมล์ทุกฉบับ) ก็ยังมีคนเขียนว่า Ruj / Ruud / Rud / Ruth อยู่เป็นประจำ

และด้วยความที่คนเขียนชื่อผมผิดบ่อยๆ นี่เอง เวลามีใครเขียนชื่อผมถูก ผมจะ “ประทับใจ” คนๆ นั้นเป็นพิเศษ

ประทับใจขนาดบอกได้เลยว่าคนเหล่านั้นมีใครบ้าง

ประทับใจเพราะมันแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจและให้เกียรติเรา

ในทางกลับกัน ผมก็จะค่อนข้างใส่ใจเป็นพิเศษว่าชื่อของคนอื่นๆ เขียนอย่างไร

ออม – Aom / Oom
อ๊อฟ/อ๊อบ – Of / Ob / Aof / Aob
ฝน – Fon / Fhon / Fon+ / Fohn
โอ๋ – Oh+ / Ao / Ao+ / O+
ผึ้ง – Peung / Pueng / Pung
เบ๊น – Benz / Bent
หวาน – Wan / Whan / Warn
เจ – Jay / J / Jae
โบว์ – Beau / Bow / Bowl / Bo
พร – Porn / Paul

ถ้าผมไม่แน่ใจ ก่อนจะเขียนเมล์หาคนๆ นั้น ผมจะเปิดดูเมล์เก่าๆ ของเค้าก่อนว่าเขียนชื่อตัวเองอย่างไร

เพราะผมเข้าใจดีว่า เวลาเจอคนที่เขียนชื่อเราถูก เราจะรู้สึกดีแค่ไหน

ดังนั้นก็ขอฝากไว้เป็นเคล็ดลับ

ว่าถ้าอยากให้ใคร “นิยมคุณอยู่ในใจ” ก็ลองใช้ความพยายามขึ้นอีกนิดเพื่อเขียนชื่อเค้าให้ถูกครับ

พูดเมื่อดีกว่าเงียบ

20150405_SpeakOrSilence

Do not speak unless it improves on silence
– Unknown

อย่าพูด ยกเว้นเสียแต่มันจะดีกว่าความเงียบ
– นิรนาม

—–

สมองของคนเรานั้นคิดตลอดเวลา

บางสำนักบอกว่าเรามีความคิดวันละ 20,000 ความคิด

บางสำนักก็บอกว่าวันละ 50,000

และส่วนหนึ่งของความคิด ก็หลุดออกมาเป็นคำพูด

—–

เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราต้องนั่งเงียบๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย ความเงียบนั้นจะกลายเป็น dead air ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและผลักให้เราหยิบเรื่องอะไรก็ได้ขึ้นมาคุยกับเขา

ที่เราพูดออกไปเพราะว่าอะไร?

เพราะอยากรู้จักเขามากขึ้น? เพราะกลัวเสียมารยาท? หรือเพราะว่าความเงียบมันอึดอัดเกินไป?

ถ้าอยากรู้จักกันมากขึ้นจริงๆ ผมก็สนับสนุนให้คุยกันนะ เพราะการพูดคุยทำให้เราสนิทกันมากขึ้น

แต่ในบางสถานการณ์ ถ้าเราไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ การบังคับตัวเองให้พูดออกมา อาจจะได้เพียงประโยคอันว่างเปล่า และทำให้ dead air หนักกว่าเดิมหลังจากพูดจบแล้ว

ในสถานการณ์อย่างนี้ ความเงียบอาจจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ดีกว่าคำพูดใดๆ นะครับ

กรุณาฟังให้จบ

 20150328_Listen

Listen more if someone is in pain. Don’t solve. Just listen.
– James Altucher

หากใครกำลังทุกข์หนัก จงฟังเขาให้มาก
ไม่ต้องเสนอทางแก้ แค่ฟังอย่างเดียวพอ
– เจมส์ อัลทูเช่อร์

เวลาแฟนมาบ่นอะไรให้ฟัง ผู้ชายอย่างเรามักจะถามว่า “ทำไมไม่ทำอย่างนี้ล่ะ”

แล้วเราก็จะโดนงอน

เพราะโดยธรรมชาติผู้ชายชอบแก้ปัญหา

และยิ่งถ้าเรียนจบสายวิทย์มา อาการนี้จะหนักกว่าผู้ชายทั่วไป

เพราะเรามองอะไรก็เป็นโจทย์ให้เราแก้ไปหมด

ทำไมคนเรามักจะตัดบท แล้วเสนอทางออก ทั้งๆ ที่เค้ายังพูดไม่ทันจบ?

ก.เราอยากช่วยเหลือ
ข.เราเบื่อจะฟังคำบ่น
ค.เรามองว่าปัญหานี้ไม่เห็นมีอะไรยากเลย
ง.เราอยากแสดงความฉลาด
จ.ถูกทุกข้อ

บางที ที่ผู้หญิงมาบ่นกับเรา ไม่ใช่เพราะว่าเธอต้องการคนช่วยหาทางออก

แต่เธอต้องการเล่าความอัดอั้นกับคนที่เธอเชื่อว่า เขาจะใจเย็นและมีความอดทนพอที่จะฟังปัญหาของเธออย่างตั้งใจ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากช่วยเหลือเธอจริงๆ (ตามข้อ ก.) เราต้องฝึกทักษะการ “ฟังเพื่อจะฟัง” ไม่ใช่ “ฟังเพื่อหาทางออก” หรือ “ฟังเพื่อตัดสิน”

เมื่อเธอระบายเสร็จแล้ว เธอจะถามคุณเองแหละว่า มีข้อแนะนำอะไรมั้ย

นั่นแหละคือจังหวะที่เราควรเสนอความเห็น

แต่หากเธอไม่ถามคุณเลยว่ามีข้อแนะนำอะไรมั้ย ก็ไม่ต้องเสียใจ

เพราะ “ทางออก” อาจจะผุดขึ้นมาระหว่างที่เธอกำลังบ่นอยู่

หรือไม่อย่างนั้น เธออาจจะรู้ทางออกอยู่แล้วก็ได้

แต่ก็ยังอยากมาเล่าให้คุณฟังเท่านั้นเอง