อย่าเล่นกับหมู

20150912_PigMud

“When you get in the mud with a pig, you get dirty and the pig gets happy.”

– James Altucher

—–

ผมคิดว่า หนึ่งในเหตุผลที่หลายคนไม่กล้าเขียนบล็อกทั้งๆ ที่มีไอเดียดีๆ อยู่เต็มไปหมด ก็เพราะว่า เรากลัวการถูกวิจารณ์

“รู้ๆ กันอยู่แล้ว ไม่เห็นเจ๋งตรงไหนเลย”

“ก่อนจะวิจารณ์คนอื่น ดูตัวเองรึยัง?”

“เขียนอะไรวะ อ่านไม่รู้เรื่อง”

แค่คิดว่าจะมีใครมาด่าเราอย่างนี้ เราก็หงอแล้ว

การเขียนบล็อกแล้วปล่อยให้คนเข้ามาคอมเม้นท์ได้ จะทำให้เรา vulnerable ขึ้นมาทันที

vulnerable = บาดเจ็บได้ง่าย ถูกทำลายได้ง่าย

เพราะการปล่อยงานของเราสู่สายตาสาธารณชน ย่อมหมายความว่าเราเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าเข้ามาทำร้ายเราทางวาจาได้ตลอดเวลา

คำพูดบางคำก็เสียดแทงเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า อยู่เงียบๆ เฉยๆ ดีกว่ามั้ย ไม่ต้องเสี่ยงโดนคนด่า

—–

เขียนบล็อกมาแปดเดือน ยังโชคดีที่ยังไม่ค่อยมีคนเข้ามาทำร้ายผมมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองมากกว่า ซึ่งผมย่อมยินดี

แต่ถ้าใครเข้ามาคอมเม้นท์ แล้วผมอ่านแล้วรู้สึกได้ว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเรียนรู้ แต่เข้ามาเพื่ออยากเอาชนะ

ก็ป่วยการที่จะต่อล้อต่อเถียงกับคนพวกนี้

ยิ่งเราเถียงกับเขามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งลงไปคลุกโคลนกับเขามากยิ่งขึ้น

“When you get in the mud with a pig, you get dirty and the pig gets happy.”

วิธีการรับมือของผม ก็คือกดไลค์คอมเม้นท์ของเขา ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น และจบบทสนทนา

แน่นอน อารมณ์ความขุ่นเคืองย่อมมีคั่งค้าง

แต่ไม่เกินสามวันก็หายครับ

แทนที่จะใช้เวลาอันจำกัดของเราไป “เอาชนะ” หรือ “พิสูจน์ว่าตัวเองถูก” กับน้องหมูเปื้อนโคลน

สู้เก็บแรงไว้เขียนงานใหม่ๆ เพื่อตอบแทนผู้อ่านที่น่ารักอีก 99% จะดีกว่า

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มีคนพาไปหาหมอรึยัง?

20150817_WhoWillTakeYouToTheDoctor

“ดนตรีพาสิ่งที่มีค่ากว่าตัวชื่อเสียง เงินทอง มาให้เรา คือการได้รู้จักใครหลายคนในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะพาเข้ามาในชีวิตเราได้

คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ลำบากนี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วยใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ ผมก็ไม่เอา

มีเงินพอใช้ อยากกินอะไรก็ได้กิน ได้เดินทาง มีพี่ๆ อยู่ใกล้ๆ รู้ใจ เจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เตะฟุตบอล กินข้าวกัน มีความสุขจะตาย ไม่ต้องโดดเดี่ยว”

อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้แสลม) a day เล่มที่ 166

—–

สองวันมานี้แม่กับแฟนสั่งให้ผมพกกระติกน้ำร้อนมาไว้ที่โต๊ะทำงาน ผมจะได้มีน้ำอุ่นจิบตลอดวัน

สาเหตุมาจากมีผู้ใหญ่ที่ผมนับถือทักว่า ช่วงนี้ผมจะตกเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องไตกับเรื่องตา

ซึ่งก็สอดคล้องกับความรู้สึกตั้งแต่ต้นปี ที่พออ่านหนังสือแล้วบางครั้งตัวหน้งสือมันไม่ค่อยโฟกัสเท่าไหร่

เดือนที่แล้วผมไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอดูค่าเลือดแล้วก็บอกว่า indicator บางอย่างสูงผิดปกติไปหน่อย แนะนำว่าควรจะไปตรวจไต แต่ตอนนั้นผมคิดว่าคงไม่เป็นอะไร

จนมีคนมาทักอีกครั้งนี่แหละ เลยต้องเอาจริงเอาจังหน่อย

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า ในฐานะสัตว์สังคม เราทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีรึยัง?

ผมว่าตัวชี้วัดที่ดีอยู่ในประโยคนี้ของพี่ตูน

“เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วย ใครจะพาเราไปหาหมอ”

“หาหมอ” ในที่นี้อาจจะไม่ใช่เพียงขับรถพาเราไปโรงพยาบาลเท่านั้น แต่หมายถึงพร้อมจะมานอนเฝ้าเรา ทำข้าวต้มให้กิน และคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวเราด้วย

พออ่านประโยคนี้ ผมก็รู้สึกอุ่นใจที่รู้แล้วว่ามีสองคนแน่ๆ ที่ยินดีจะพาเราไปหาหมอ

แล้วคุณล่ะ คิดถึงใครบ้าง?

นอกจากจะช่วยบอกว่า เรามีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบตัวหรือเปล่า ประโยคนี้ยังเตือนสติเราด้วยว่า ใครคือคนที่เราควรใส่ใจ

ทุกวันนี้ เราใช้เวลามากมายกับที่ทำงาน กับการปกป้องความคิดเห็นทางการเมือง และกับการสะสมยอดไลค์บนเฟซบุ๊ค

แต่หัวหน้าไม่ได้พาเราไปหาหมอ
นักการเมืองที่เราปกป้องก็ไม่มีวันพาเราไปหาหมอ
และคนกดไลค์นับพันนับหมื่นเหล่านั้นก็คงไม่มีใครพาเราไปหาหมอเช่นกัน

—–

สำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด อาจจะเริ่มรู้สึกกดดันนิดๆ ว่า “ฉัน/กู ยังไม่มีใครพาไปหาหมอเลย”

ไม่ต้องเครียดนะครับ

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีใคร ก็แสดงว่าที่ผ่านมาคุณอาจจะสบายใจกับการอยู่ตัวคนเดียวมากกว่า

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

แต่ถ้าคุณเริ่มอยากจะมีใครที่จะมาดูแลคุณ ก็อาจต้องถามตัวเองแล้วว่า

“พร้อมรึยังที่จะพาใครซักคนไปหาหมอ?”

แล้วคนๆ นั้นคือใคร?

ถ้าเรารู้แล้ว ก็เพียงเอาใจใส่เขาเสียหน่อย

เมื่อถึงวันที่คุณอ่อนแอ ผมเชื่อว่าเขาก็พร้อมที่จะดูแลคุณเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ลาออก

20150718_PeopleLeaveBosses

People don’t leave their companies, they leave their bosses.
คนเราไม่ได้ลาออกจากบริษัท แต่ลาจากหัวหน้าต่างหาก
-Anonymous

—–

เมื่อวานนี้มีโอกาสไปเป็นเทรนเนอร์ให้กับพนักงานบริษัทของแฟนเรื่อง Teamwork และ Time Management

ช่วงที่ให้แสดงความคิดเห็น มีน้องคนหนึ่งชื่อมายด์พูดเอาไว้น่าคิดว่า เวลาเขาทุ่มเททำงาน มันเกิดจากความรู้สึกว่าเขาอยากทำเพื่อคนๆ นี้มากกว่าจะทุ่มเทเพื่อให้งานเสร็จหรือเพื่อให้ตัวเองดูดี

มายด์ยังบอกอีกว่า ถ้าวันหนึ่งเขาจะลาออก ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องงาน แต่เป็นเพราะเรื่องคน

ผมเชื่อว่าในองค์กรน่าจะมีคนอย่างมายด์อยู่ไม่น้อย ที่ถ้าหากได้ทำงานให้กับคนที่เขาชื่นชมและศรัทธาแล้ว เขาจะไม่มีมาบ่นอิดออดว่าต้องทำงานหนักหรืออยู่ดึก

ในทางกลับกัน ถ้าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เป็นมิตร และทำให้เขารู้สึกไม่มีความสุข ต่อให้เงินเดือนและสวัสดิการจะดี เขาก็อาจจะลาออกก็ได้

มันทำให้ผมนึกถึงคุณรอน นายใหญ่คนแรกของบริษัทผม ที่เคยพูดไว้ว่า People don’t leave their companies, they leave their bosses (เนื่องจากประโยคนี้มีอยู่แพร่หลายมาก ผมเลยไม่ได้ให้เครดิตไว้ในรูปภาพว่ามาจากคุณรอน)

เวลาคนเราจะออกจากองค์กร มักจะมีเหตุผลแง่บวก หรือแง่ลบ (หรือทั้งสองอย่างรวมกัน)

เหตุผลแง่บวกก็เช่นได้เงินดีกว่า มีโอกาสเติบโตมากกว่า หรืองานมันใช่กว่า

ส่วนเหตุผลแง่ลบ ก็เช่นเบื่อการเมืองในบริษัท ขาดความมั่นคง เพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก แต่เหตุผลที่ผมเจอบ่อยสุดคือการมีหัวหน้าที่เราทำงานด้วยแล้วไม่มีความสุข

แล้วตัวหัวหน้าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้องต้องออกจากงานเพราะเรา??

จริงๆ คำตอบก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว

– ใช้คนให้ถูกกับงาน
– มีความชัดเจนเวลาสั่งงาน
– ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกน้อง
– สร้างโอกาสให้ลูกน้องได้เติบโต
– เอ่ยปากชมเวลาลูกน้องทำงานดี
– ไม่ว่าลูกน้องต่อหน้าคนเยอะๆ
– คอยถามไถ่ว่าลูกน้องมี feedback อะไรบ้าง
– เมื่อลูกน้องให้ feedback ก็ตั้งใจฟัง และนำไปปรับปรุง เพราะหัวหน้าบางคนชอบ “ดูเบา”  (dismiss) ความเห็นของลูกน้อง หรือบางทีก็ “ชี้แจง” (ปกป้องตัวเอง) ว่าทำถูกแล้ว ถ้าลูกน้องพูดอะไรแล้วโดนหัวหน้าตีกลับหมดเลย คราวหน้าเขาก็จะไม่พูดแล้ว

จะว่าไปของพวกนี้เป็นเรื่องสามัญสำนึก แต่ที่หัวหน้าบางคนไม่ได้ทำอาจเป็นเพราะมุ่งกับงานเกินไปจนลืมสำรวจตัวเองและใส่ใจคนรอบข้าง

ซึ่งหากเราเจอหัวหน้าแบบนี้ ในฐานะลูกน้องที่ดี (และเพื่อนร่วมทุกข์ที่ดี) เราก็ต้องหาทางบอกให้เขารู้นะครับ ถ้าไม่กล้าพูดตรงๆ ก็อาจจะต้องให้ฟีดแบ็คผ่านคนที่หัวหน้าจะรับฟัง อาจจะเป็นพี่ในทีมที่อยู่กับหัวหน้ามานานหน่อยก็ได้

คงเป็นเรื่องน่าเศร้า หากองค์กรต้องเสียพนักงานดีๆ ไป (แถมพนักงานคนนั้นก็จำใจต้องสูญเสียงานดีๆ ไป) โดยที่หัวหน้าไม่ได้สำเหนียกแม้แต่น้อยเลยว่าตัวเองคือต้นเหตุ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

สิ่งที่เฟซบุ๊คพรากจากเราไป

20150711_WhatFacebookTakesAwayFromUs

เมื่อวานนี้นอกจากจะเป็นวันเกิดของผมแล้ว ยังเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของน้องคนนึงที่ผมสนิทด้วย

น้องคนนี้ชื่อกิ่ง เป็นมือกีต้าร์ประจำวงดนตรีของบริษัท

นี่เป็นการลาออกครั้งที่สองของกิ่ง

การลาออกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2012 ที่กิ่งยอมทิ้งงานด้านซอฟท์แวร์เพื่อไปเรียนกีตาร์ที่อังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า (ติดตามการผจญภัยของกิ่งในลอนดอนได้ที่ Gink Guitarist ขอบอกว่าเล่าสนุกมาก)

หลังจากเรียนจบกลับมา กิ่งก็กลับมาทำงานที่ทอมส้นรอยเตอร์และเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง

แต่เมื่อวานนี้ก็ถึงคราวต้องลาจากกันเป็นครั้งที่สอง

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีคนในวงดนตรีลาออกแล้วพวกเราไม่ได้มีการเลี้ยงส่ง

เหตุผลหนึ่งอาจะเป็นเพราะเป็นการออกครั้งที่สอง พวกเราเลย “หายตื่นเต้น” กันแล้ว

ก่อนกลับบ้าน ผมจึงแค่เดินไปหากิ่งที่โต๊ะ แล้วถ่ายเซลฟี่ด้วยกันก่อนอัพขึ้นเฟซบุ๊ค

แล้วผมก็ได้คำตอบ

ผมว่าเฟซบุ๊คนี่แหละคือตัวการ

—–

ผมสงสัยมานานแล้วว่าเด็กสมัยนี้ยังเขียนเฟรนด์ชิพกันอยู่รึเปล่า

หรือยังเอาปากกาเขียนเสื้อกันและกัน ในวันสุดท้ายของการเรียนจบป.6 ม.3 และ ม.6 รึเปล่า

ก่อนจะมีเฟซบุ๊ค หรืออินเตอร์เน็ต การเรียนจบ การไปเรียนต่อเมืองนอก การย้ายงาน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก

เพราะมันหมายความว่าเราจะไม่เจอกันอีกหลายปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต

แต่มายุคนี้ ไม่ว่าคนที่เรารู้จักจะจากเราไปไหน (ทางกายภาพ) เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ได้เห็นเขาผ่านทางมือถืออยู่ดี เผลอๆ ได้คุยกันบ่อยกว่าตอนอยู่ที่เดียวกันด้วยซ้ำ

ความรู้สึก “อาลัยอาวรณ์” กับเพื่อนที่กำลังจะจากไปเลยลดลงจนเกือบเหลือศูนย์

และผมเองก็อดเสียดายไม่ได้ ที่เด็กรุ่นใหม่จะไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว

—–

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1996 สมัยผมยังเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองเทมูก้า ประเทศนิวซีแลนด์

สมัยที่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่เคยใช้อินเตอร์เน็ต และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กยังหัวเกรียน (ถ้าเรียนโรงเรียนไทย)

ผมเองเพิ่งเรียนจบ Form 6

มีเพื่อนคนไทยสามคนที่เพิ่งจบ Form 7 ได้แก่ โจ สมบูรณ์ และกวิน

โจจะไปเรียนต่อมหาล้ยที่เมืองไครส์เชิร์ช ส่วนสมบูรณ์กับกวินจะกลับเมืองไทย

นอกจากนี้ยังมี ฟิลลิป จิมมี่ และเจมมี่ เพื่อนชาวฮ่องกงที่จะไม่อยู่แล้วเหมือนกัน

โดยเฉพาะฟิลลิปที่อยู่บ้านเดียวกับผมมาสองปีครึ่ง ที่ต้องย้ายไปอยู่แคนาดากับครอบครัวหลังจากที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้ประเทศจีน (ตอนนั้นมีครอบครัวจากฮ่องกงย้ายไปแคนาดาเยอะมาก เพราะไม่มั่นใจว่าจีนจะจัดการฮ่องกงแบบไหน)

เราจึงมีงานเลี้ยงอำลากันที่แฟลตของโจ โดยพวกเราไปซื้อขนม ซื้อเบียร์กันมา แล้วก็ทำอาหารกินกันเองด้วย

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกีต้าร์สองตัวที่เราผลัดกันเล่นและร้องเพลงตลอดทั้งคืน ทั้งเพลงฝรั่ง หรือแม้กระทั่งเพลงไทยที่เพื่อนช่าวฮ่องกงก็ดันร้องได้ด้วย

ที่สำคัญ เรามีเพลงที่แต่งกันขึ้นมาเอง เพื่อที่จะร่วมร้องในคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ได้กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ชื่อเพลงว่า Goodbye (ถ้าจำไม่ผิด)

The year is gone by
And now it’s time to say goodbye
Remember happiness and sorrow
We’ll never let it die

[Pre-chorus]
You’ll never leave my mind no matter
How fast the time goes by
Enjoy the final moments we spend together
Until we will meet again someday

[Chorus]
I wish you luck my friends
I hope you’ll get everything that you could ever dream of
I’ll never forget about you
Until the day I die, I will be with you all the way

The time won’t bring us back together
But I know if I look down into my heart
I will find that you’ll always be there

โชคดีที่สมัยนั้นมีเครื่องอัดเทปแล้ว (ขอบคุณ Sony Walkman) ผมก็เลยเอาไฟล์ลง Soundcloud มาเปิดให้ฟังได้วันนี้

นั่งฟังเพลงแล้วก็ทั้งขำ ทั้งตื้นตัน

ความรู้สึกที่ “จะเป็นเพื่อนกันไปจนตาย” นี่ ใครมาพูดตอนนี้คงจั๊กจี้ แต่ย้อนกลับไปสมัยนั้น พวกเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ถือว่าโชคดีมาก ที่ผมได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นโดยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊ค

ไม่อย่างนั้น เพลงนี้จะไม่มีวันได้ถูกแต่งขึ้นมาแน่ๆ

—-

ภาพประกอบถ่ายจากห้องดนตรีที่ Opihi College (Temuka High School)

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ตอนเลิกกัน ใครเจ็บกว่า?

20150529_BreakUpWhoHurtsMore

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora และ “ตัดเก็บ” เอาไว้นานแล้ว

วันนี้วันศุกร์สบายๆ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟังนะครับ

คำถามก็คือ Who is affected more by a breakup, the boy or the girl?

เวลาเลิกกัน ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากัน?

คำตอบที่ได้รับโหวตอย่างท่วมท้นที่สุดมาจาก Shivam Mishra ครับ

Ever seen two kids playing with a rubber band? Two innocent kids holding on to a rubber band and both stretching it.

Do you know who gets hurt when the rubber band breaks or if someone lets go?

The person holding on to it…

เคยเห็นเด็กสองคนเล่นหนังยางกันมั้ย? เด็กไร้เดียงสาที่ต่างเกี่ยวหนังยางเอาไว้คนละด้าน และดึงหนังยางให้ห่างออกจากกัน

รู้มั้ยว่าเวลาที่หนังยางมันขาด หรือเวลาที่คนใดคนหนึ่งปล่อยหนังยาง ใครกันที่เจ็บตัว?

คนที่ไม่ยอมปล่อยหนังยางไง