สังคมหันหลัง

20160606_Selfie

ถาม: ในขณะที่หลายๆ คนอาจจะไม่ได้ใช้เวลาคุ้มค่าเท่ากับคุณ บางคนหมดไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือหมดไปกับสิ่งที่ทำเพื่อฆ่าเวลา มองเรื่องแบบนี้อย่างไร แล้วมีวิธีบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร

ตอบ: ถ้าพูดถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผมก็ใช้อินสตาแกรม แต่จะใช้ตอนว่าง ไม่ได้ใช้เพื่อรายงานชีวิตเราทุกช่วงขณะ เพราะรู้สึกว่าอยากจะเก็บส่วนนั้นมาไว้เป็นความทรงจำส่วนตัวของเรา บางรูปที่ลงก็เป็นรูปที่สต็อกไว้ เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นของการที่จะมานั่งบอกโลกว่าเรากำลังทำอะไร ผมมองว่าตอนนี้สังคมเริ่มที่จะเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กมันเป็นสิ่งที่ดูดชีวิต แล้วการที่เรามัวแต่ไปมองหน้าจอมือถือก็อาจจะทำให้เราไม่ได้เอ็นจอยกับสิ่งรอบข้าง ในขณะที่เรา connect กับคนที่เราอยากจะ connect ซึ่งไม่รู้ว่าเขาอยากจะ connect กับเราหรือเปล่า แต่เรากำลัง disconnect ไปจากคนรอบตัวเรา แล้วถ้าเรามีสังคมอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก สิ่งที่เราเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์กมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามโลกปกตินะครับ มันคือสิ่งที่เป็นผักชีโรยหน้า หรือถูกปรุงแต่งมาเรียบร้อยแล้ว คือสิ่งที่คนเขาอยากจะให้คนอื่นเห็น อยากให้คนอื่นรู้สึกว่าชีวิตฉันดีนะ นี่ฉันซื้อแบรนด์เนมนะ ฉันกินข้าวอร่อย ฉันซื้อของแพง นอนโรงแรมหรู แต่ถ้านั่งอึอยู่คงไม่มาโพสต์ อย่างของผมเวลาจะลงอะไรก็จะพยายามบอกถึงความเป็นตัวเราให้มากที่สุด ซึ่งก็มีอีกหลายๆ อย่างที่เราไม่อยากจะสื่อ เช่นวันนี้อารมณ์เสีย คงไม่อยากจะมาโพสต์ให้คนอื่นรู้หรอก เพราะฉะนั้น ขนาดตัวเองยังทำเองเลย คือเอาแต่เรื่องสวยๆ ดีๆ ให้สังคมรู้ ทำไมคนอื่นเขาจะไม่ทำ เพราะฉะนั้นมันก็จะหลงฟุ้งเฟ้อกันไปโดยไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเท่าไหร่ บางครั้งเวลาวิวมันสวย เรายังหันหลังให้วิวเลย เพื่อที่จะให้คนอื่นเห็นว่าเราอยู่ท่ามกลางวิวสวยๆ แต่เรากลับไม่หันไปมองดูด้วยตาของตัวเอง บางครั้งวินาทีที่เราเสียไปแล้ว มันก็อาจจะเสียไปตลอดกาล ในช่วงเวลานั้น แวบเดียวตรงนั้นมันอาจจะมีอะไรที่มาสะดุดใจเรา แต่เดี๋ยวนี้พอคนเห็นสิ่งสวยงามปุ๊บก็หันหลังให้สิ่งสวยงามทันทีเพื่อที่จะถ่ายรูป มันก็ตลกดี เพราะว่าเราให้ความสำคัญกับคนอื่นที่มองเรา มากกว่าสิ่งที่เรากำลังมองหรือเป็นในขณะนั้น ถ้าเรารู้เท่าทันเทคโนโลยี ผมก็เชื่อว่าคนจะลดปริมาณการใช้ลง อยากให้คิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ มันควรจะมาเป็นสิ่งที่มาเสริมสร้างให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่มาทำให้คุณภาพชีวิตหรือความเป็นคนของเราแย่ลง

– นาวิน เยาวพลกุล
a day BULLETIN issue 312, 14-20 Jul 2014
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ ภาสกร ธวัชชาตรี

—–

เชื่อว่าผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า “สังคมก้มหน้า” มาบ้างแล้ว

นั่นคือสังคมที่มีแต่คนก้มหน้าเล่นมือถือ

มาอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณนาวิน ตาร์ จึงได้รู้ว่าเรากำลังมี “สังคมหันหลัง” ด้วยเหมือนกัน

หันหลังให้สิ่งสวยงามเพื่อเราจะได้ถ่ายเซลฟี่

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะถ่ายรูปตัวเองคู่กับวิวสวยๆ

แต่เซลฟี่ก็มีสองแบบ คือเซลฟี่เพื่อเก็บความทรงจำ และเซลฟี่อวดชาวโลก

เซลฟี่เก็บความทรงจำนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ชื่นชมทิวทัศน์จนอิ่มเอมแล้วจึงค่อยถ่ายรูป

เซลฟี่อวดชาวโลกคือแค่เห็นว่าวิวสวยก็คว้ากล้องขึ้นมาถ่ายทันที แถมยังใช้เวลาอีกหลายนาทีแต่งภาพให้ตัวเองหน้าเนียนที่สุดก่อนอั๊พขึ้นเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม

แต่งภาพไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะใครๆ ก็อยากดูดี แต่มันน่าเสียดายที่จะมานั่งแต่งภาพในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราจะได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้น

ซึ่งระหว่างที่เราก้มหน้าอยู่ อาจมีภาพสวยๆ เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรามากมาย แต่เราก็พลาดภาพเหล่านั้นไปด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่


นอกจากจะหันหลังให้วิวสวยๆ แล้ว การที่เราติดมือถือมากเกินไปยังเป็นการหันหลังให้คนในเชิงสัญลักษณ์อีกด้วย เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณว่าเราอยากพูดคุยกับกล่องพลาสติกในมือมากกว่าคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเรา

“ในขณะที่เรา connect กับคนที่เราอยากจะ connect ซึ่งไม่รู้ว่าเขาอยากจะ connect กับเราหรือเปล่า แต่เรากำลัง disconnect ไปจากคนรอบตัวเรา”

ใครที่อายุเกิน 25 ปีอาจจะพอจำได้ว่า ช่วงที่ค่ายมือถือ Orange เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ (ก่อนจะถูกซื้อและเปลี่ยนชื่อเป็น True) เขามีคำขวัญติดหูว่า “คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น”

เป็นตลกร้ายที่มือถือสมัยนี้ทำให้เกิดสิ่งตรงกันข้าม คือ “คุยกันน้อยลง เข้าใจผิดกันมากขึ้น”

แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของมือถือนะครับ

“เทคโนโลยีเหล่านี้ มันควรจะมาเป็นสิ่งที่มาเสริมสร้างให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่มาทำให้คุณภาพชีวิตหรือความเป็นคนของเราแย่ลง”

เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม ถ้าใช้อย่างรู้เท่าทัน มันก็จะเป็นเครื่องมือที่มีพลังมหาศาล

แต่ถ้าใช้อย่างขาดสติปัญญา ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่าเครื่องมือเหล่านี้จะนำพาความสัมพันธ์ของมนุษย์เราไปทางไหน

เพราะขนาดรุ่นเราที่เพิ่งรู้จักมือถือไม่นานยังอาการหนักขนาดนี้

แล้วรุ่นลูกรุ่นหลานของเราล่ะ จะเป็นอย่างไร?


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 312, 14-20 Jul 2014

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เพื่อนแท้แทงข้างหน้า

20160504_Friends

“True friends stab you in the front”

– Oscar Wilde

เพื่อนเทียมมักจะแทงเราข้างหลัง ส่วนเพื่อนแท้จะแทงเราข้างหน้า

ซึ่งในความเข้าใจของผม เขาแทงไม่ใช่เพื่อที่จะทำร้าย แต่แทงเพื่อที่จะรักษา

รักษานิสัยเสียๆ ที่เรามีมานาน แต่ไม่มีใครกล้าบอกเรา มีแต่เก็บไปนินทาหัวเราะกันคิกคัก

มีแต่เพื่อนแท้เท่านั้นที่ยอมแทงเราข้างหน้า และยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงที่จะโดนแทงกลับ

เพื่อนแท้จะกล้าพูดความจริงที่เราไม่อยากได้ยิน แต่จำเป็นต้องได้ยินเพื่อให้เราดีขึ้น

ถ้าเราคิดจะเป็นเพื่อนแท้ของใคร เราก็อาจต้องเตรียมใจที่จะต้องแทงเพื่อนข้างหน้าบ้างเช่นกัน

แทงข้างหน้าด้วยการบอกว่าเขามีกลิ่นปาก

แทงข้างหน้าด้วยการบอกว่าสิ่งที่เขาทำไปมันไม่เหมาะไม่ควร

แทงข้างหน้าด้วยการเตือนเพื่อนว่าเขากำลังจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นมากไปแล้ว

และแม้จะต้องแทง ก็แทงด้วยความนุ่มนวล ไม่ใช้วาจาเชือดเฉือน

และแทงครั้งเดียวให้เขารู้ตัวก็พอ ไม่ต้องแทงซ้ำซ้อน เพราะเพื่อนย่อมไม่อยากให้เพื่อนเจ็บ

คนไทยเราขี้เกรงใจ จนบางครั้งก็พลอยทำให้เราเป็นคนขี้นินทาไปด้วย

หันมาเกรงใจให้น้อยลง และตรงไปตรงมาให้มากขึ้นกันดูบ้าง ก็น่าจะดีนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ตัดลมแต่ต้นไฟ

20160421_windfire

สมัยเรียนชั้นประถม เราทุกคนน่าจะเคยเข้าค่ายลูกเสือ

และกิจกรรมหนึ่งที่เราจะได้ทำกันก็คือเตรียมไฟไว้หุงข้าว

เริ่มจากหาอิฐหรือก้อนหินมาล้อมเป็นเตาในขนาดที่พอเหมาะกับหม้อสแตนเลสที่เราจะใช้หุงข้าว และเก็บเศษไม้แห้งๆ มาก่อเป็นเพิงอยู่ข้างในเตาอิฐ

จากนั้นเราก็ใช้ไฟแช็คหรือไม้ขีดไฟมาจุดไฟใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วสอดหนังสือพิมพ์นั้นไปที่ใต้เพิงเศษไม้ แล้วก็ต้องรีบคว้าสมุดมาพัดแรงๆ เพื่อให้ไฟลุกและจุดติด

ตอนนั้นก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเวลาเอาลมพัดใส่แรงๆ แทนที่ไฟจะดับ ไฟกลับยิ่งลุกลาม มารู้ทีหลังจากวิชาวิทยาศาสตร์ว่าการเผาไหม้นั้นจำเป็นต้องใช้อ๊อกซิเจน

—–

การโกรธก็ไม่ต่างจากการจุดไฟหุงข้าวในค่ายลูกเสือ

ใจของเรามีเชื้อแห่งความโกรธที่เรียกว่าโทสะ เปรียบเหมือนเศษไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีอยู่แล้ว โดนประกายไฟหน่อยเดียวก็ลุกไหม้เอาง่ายๆ

ยิ่งคนที่อยู่ใกล้ชิดกันอย่างแฟนหรือสามีภรรยา โอกาสที่จะกระทบกระทั่งจนเกิดประกายไฟยิ่งสูง

สมมติว่าผมทำอะไรให้แฟนไม่ถูกใจจนโกรธขึ้นมา สิ่งที่ผมมักจะทำคือการพยายามหยุดความโกรธนั้นด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่ออธิบายเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าทำไมผมถึงทำอย่างนี้ และทำไมเธอถึงไม่ควรโกรธผม

หารู้ไม่ว่าการใช้เหตุผลก็เหมือนการเอาสมุดมาพัดลมเข้ากองไฟ แทนที่ไฟจะดับ มันกลับไหม้แรงขึ้น

คำพูดที่คิดว่าจะช่วยให้เธอเย็นลง กลับทำให้เธอโกรธกว่าเดิม

ระยะหลังๆ ถ้าแฟนโกรธ และผมมีสติพอ ก็จะบอกตัวเองว่าให้ “ตัดลมแต่ต้นไฟ”

เพราะรู้ตัวแล้วว่าเรายังไม่ชำนาญพอที่จะตัดไฟแต่ต้นลมได้ เพราะเรายังไม่ใช่น้ำ เรายังเป็นอ๊อกซิเจน

สิ่งเดียวที่ทำได้คือปิดปาก เพื่อจะได้ไม่พ่นอ๊อกซิเจนใส่ไฟที่กำลังลุกโชน

รอเวลาซักพัก ให้เศษไม้โดนไหม้จนหมด

ไฟก็จะดับไปเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เปลี่ยน

20160419_Change2

God, grant me the serenity to accept the things I cannot change,

Courage to change the things I can,

And wisdom to know the difference.

ขอพระเจ้าทรงประทานสันติสุขในจิตใจ ที่จะยอมรับสิ่งที่ข้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

ขอความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ข้าเปลี่ยนได้

และขอปัญญา ที่จะทำให้ข้าแยกแยะสองสิ่งนี้ได้

– Reinhold Niebuhr
The Serenity Prayer

—–

ในแต่ละวัน เราเสียเวลาไม่น้อยไปกับการ “คาดคั้น” หรือ “แอบหวัง” ว่าคนอื่นจะเปลี่ยนไปในทางที่ถูกใจเรา

อยากให้แฟนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
อยากให้สามีเลิกบ้าบอล
อยากให้แม่โละ “สมบัติ” ที่เก็บไว้จนเต็มบ้าน
อยากให้พ่อสนใจปฏิบัติธรรม
อยากให้พี่ชายช่วยทำงานบ้าน
อยากให้น้องสาวเลิกแต่งตัวโป๊ๆ
อยากให้เจ้านายสั่งงานน้อยๆ
อยากให้เพื่อนร่วมงานเลิกนินทาเจ้านาย
อยากให้บ้านข้างๆ เลิกโหวกเหวกยามค่ำคืน
อยากให้นายกปฏิรูปประเทศไวๆ

ไม่แปลก ที่สิ่งที่เรา “แอบหวัง” ส่วนใหญ่จะไม่กลายเป็นความจริง

และพอเราออกแรงจนถึงขั้น “คาดคั้น” แม้ว่าเขาจะยอมเปลี่ยน แต่แป๊บเดียวก็กลับมาอีหรอบเดิม

เมื่อวานนี้ผมรู้สึก “อึนๆ” เพราะหลายอย่างไม่เป็นไปดั่งใจ งานที่ไม่อยากทำก็ดันใช้เวลามากกว่าที่คิด งานที่อยากจะทำก็ไม่ได้เริ่มซักที ใจก็เลยกระเพื่อมตลอดวัน

ยังดีที่ก่อนเข้านอนผมนึกถึง Serenity Prayer ขึ้นมาได้

God, grant me the serenity to accept the things I cannot change,
Courage to change the things I can,
And wisdom to know the difference.

จริงๆ แล้วเราไม่ต้องขอพรจากพระเจ้าด้วยซ้ำ

เพราะไม่ต้องใช้ปัญญาสูงส่งอะไรที่จะแยกแยะว่า อะไรที่เราเปลี่ยนได้ อะไรที่เราเปลี่ยนไม่ได้

ขอแค่เพียงมีสติ เราก็จะระลึกได้ว่า สิ่งเดียวที่เราเปลี่ยนได้จริงๆ ก็คือตัวเราเอง

แต่ที่เราไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเอง เพราะมันเหนื่อย มันยาก

เราก็เลยหันไปทำสิ่งที่ยากยิ่งกว่า คือการพยายามเปลี่ยนคนอื่น พอเปลี่ยนไม่ได้ก็หงุดหงิดที่โลกไม่ยอมหมุนรอบตัวเรา

ถ้าอยากเปลี่ยนคนอื่นจริงๆ ทางที่ดีที่สุดคือการเป็นตัวอย่างที่ดี

เมื่อวันหนึ่งที่ปัจจัยถึงพร้อม (หรือพระเจ้าดลใจ) เขาก็จะเปลี่ยนตัวเขาเอง โดยที่เราอาจไม่ต้องพูดอะไรซักคำเลยก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

สามคำถาม

20160418_ThreeQuestions

สามคำถาม

1.เวลาที่สำคัญที่สุดคือเวลาไหน?
2.คนสำคัญที่สุดคือใคร?
3.สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำคืออะไร?

คำถามสามข้อนี้ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่เป็นคำถามของลีโอ ตอลสตอย หนึ่งในนักเขียนชื่อก้องโลก

ตอบคำถามทั้งสามข้อได้มั้ยครับ?

ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก

เวลาที่สำคัญที่สุด คือ “ตอนนี้” เพราะเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถทำอะไรกับมันได้

คนที่สำคัญที่สุด คือ “คนที่อยู่ตรงหน้าเรา” เพราะอนาคตไม่แน่นอน และนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำ ก็คือการ “ทำดีต่อเขาคนนั้น” เพราะนั่นคือเหตุผลเดียวที่เราถูกส่งมายังโลกใบนี้

เปิดเทอมสงกรานต์คราวนี้ ขอให้มีแต่วันดีๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Literature Network: Three Questions by Leo Tolstoy

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่