เมื่อผิดก็จงยอมรับ

20161003_admit

เมื่อถูกก็ไม่ต้องพูดมาก

Admit when you are wrong. Shut up when you are right.
– John Gottman

คนเราส่วนใหญ่มักจะทำตรงกันข้าม

เวลาผิดจะเงียบเป็นเป่าสาก เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราผิด

ส่วนเวลา(ที่คิดว่าเรา)ถูกนี่เราจะเถียงคำไม่ตกฟากเลย โดยเฉพาะยิ่งถ้าเชื่อว่าอีกฝ่ายนึงผิดด้วยแล้ว เราจะพูดยังไงก็ได้ให้เขารู้ตัวว่าเขาผิดนะ

ผมว่าไอ้ความอยากพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องนี่น่าจะเป็นความต้องการ (need) อันดับต้นๆ ของมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ เราถึงยอมเสียเวลาทะเลาะกับคนที่ไม่รู้จักบนเว็บบอร์ดและเฟซบุ๊ค และเผลอทำร้ายความรู้สึกของคนใกล้ชิดเพียงเพื่อจะได้ชื่อว่าเรานี่แหละที่เป็นคนถูก

ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่คุ้มกันเท่าไหร่เลย

ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเราถูก ก็ไม่เห็นต้องพูดอะไรมาก ยอมให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาถูกดีกว่า

เพราะจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะได้เป็น”คนถูก” บนซากปรักหักพักของความสัมพันธ์?


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

หยดน้ำตัดหินได้

20160927_waterstone

ไม่ใช่เพราะว่ามันมีกำลังเยอะ

แต่เพราะว่ามันหยดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

กำแพงในชีวิตต่อให้สูงใหญ่แค่ไหน ดูแล้วเกินกำลังของเราเพียงใด หากเราเผชิญหน้ากับมันทุกวันด้วยสติและปัญญา สุดท้ายเราก็ย่อมจะปีนข้ามหรือแม้กระทั่งทลายกำแพงลงมาได้

เราทุกคนมีหยดน้ำของตัวเอง

หนึ่งในหยดน้ำของผมคือการเขียนบล็อก

เขียนบล็อกวันละหนึ่งหยด

และถ้าไปดูในหน้า archives ก็จะอดชื่นใจไม่ได้ว่าหยดน้ำเริ่มกลายเป็นน้ำตกแล้ว

คนที่อ่านบล็อกผม อ่านครั้งแรกก็อาจไม่ได้เปลี่ยนอะไร แต่ถ้าได้อ่านหลายๆ ตอน ผมก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้เขามีมุมมองอะไรที่กว้างขวางกว่าเดิม


ในมุมกลับ การกระทำที่มีพลังงานลบซ่อนอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ก็เป็นหยดน้ำตัดหินได้เหมือนกัน

เช่นคำพูดบางคำที่เราใช้กับคนใกล้ตัวโดยไม่ทันคิด

พูดหนึ่งครั้งไม่เป็นไร พูดสิบครั้งเขาอาจเริ่มรู้สึก และเมื่อพูดร้อยครั้งเขาอาจหมดความอดทน

เราทุกคนมีหยดน้ำของตัวเอง

แต่ละวันเราหยดน้ำแบบไหนลงไปบ้าง?

ใช้มันอย่างระมัดระวังนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เจริญอาหาร

20160917_food

“กายชอบทำอาหารแบบไหน”

“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน” เขาเอ่ยคำตอบที่เราคาดไม่ถึง “เราชินกับการที่เรามานั่งที่โต๊ะ คุยกัน สำหรับเราคือเวลาที่มีค่า เราไม่เข้าใจคนที่รีบๆ กินๆ รีบๆ กดมือถือ เราเชื่อในการปฏิสัมพันธ์ต่อหน้ามาก ทุกวันนี้คนเรามองหาเป้าหมายไกลที่สุด แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างทางมันหายไป เหมือนบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร เวลาเราเจอกันบนโลกโซเชียล เราเห็นแค่หน้าจอ เห็นแค่สิ่งที่เขาคัดเลือกให้เราดู เราซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้ฉาก น่ากลัวไหมล่ะ แต่ถ้าเราคุยกันอย่างนี้ เราเห็นทั้งข้างนอก ข้างหลัง ข้างหน้า มันโรแมนติกกว่าเยอะ” เขามองเราเต็มตาแล้วยิ้ม

แต่พูดจบไม่ทันไร กายก็หัวเราะแล้วกล่าวปิดท้ายเสียใหม่ในสไตล์นักประวัติศาสตร์

“อาจไม่โรแมนติกหรอก แต่มันได้ ‘ความจริง'”

– กาย ไลย มิตรวิจารณ์
a day #191 July 2016 
เรื่อง กันตพร สวนศิลป์พงศ์
ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์


“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน”

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมประโยคนี้โดนใจผมจัง

อาจเป็นเพราะว่าไม่ค่อยได้คุยกับใครเป็นชิ้นเป็นอันบนโต๊ะอาหารมานานมากแล้ว

ครั้งหลังสุดที่รู้สึกว่าได้สัมผัสกับบรรยากาศนี้ คือตอนที่ผมไปเที่ยวกับแฟนที่ยุโรปเมื่อพฤษาภาปีที่แล้ว แล้วแวะไปนอนบ้าน “พี่สายไหม” ที่เมือง Montreux ซึ่งไม่ห่างจากเจนีวามากนัก

พี่สายไหมแต่งงานกับนักเขียนชาวฝรั่งเศส และช่วงที่เราไปก็เขาก็มีแขกชาวสเปนมานอนที่บ้านอีกสองคน คืนนั้นเราจึงมีเพื่อนร่วมโต๊ะทานข้าวทั้งหมดหกคน มีอาหารหลายสิ่งอย่างที่พี่สายไหมทำกับมือ แกล้มด้วยไวน์ขาวที่ผมกับแฟนต้องดื่มตามมารยาท

แฟนของพี่สายไหมถามคำถามพวกเรามากมาย ก่อนจะโดดไปคุยกันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องการทำธุรกิจ เรื่องหนังสือที่เขาเขียน เรื่องชีวิตวัยหนุ่มสาว ฯลฯ


เขียนมาถึงตรงนี้ ก็นึกได้ว่า หลังจากนั้นผมก็ยังมีการได้กินข้าวกับคนอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นทำสุกี้กินที่บ้านพ่อกับแม่ กินร้านญี่ปุ่นกับเพื่อนมหาลัยและอาจารย์ หรือนัดเพื่อนนักดนตรีให้เอาอาหารมากินกันที่บ้านผม

เป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าจดจำเหมือนกัน แต่ทำไมการกินข้าวกับพี่สายไหมคืนวันนั้นถึงน่าจดจำเป็นพิเศษ?

อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างทางสถานที่ และการได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แต่อีกความแตกต่างหนึ่งในการทานอาหารกับพี่สายไหมในครั้งนั้นก็คือ ตลอดเวลาร่วมสองชั่วโมงบนโต๊ะอาหาร ไม่มีใครหยิบมือถือขึ้นมาซักครั้งเดียว

มันจึงเป็นการ “ร่วมโต๊ะ” ที่แท้จริงโดยไม่มีสิ่งใดเข้ามาแทรก  เป็นบรรยากาศการทานอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีสมัยที่เรายังเด็ก แต่หาได้ยากยิ่งในสมัยนี้


ผมเคยอ่านเจอฝรั่งเขาเล่นเกมๆ หนึ่งเวลานัดไปทานข้าวด้วยกัน

คือการให้ทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาวางคว่ำหน้าไว้กลางโต๊ะซ้อนๆ กันไว้

ใครหยิบมือถือขึ้นมาเล่นก่อนถือว่าแพ้!

ผมก็อยากจะเล่นอะไรประมาณนี้บ้างนะ แต่เดาว่าเพื่อนคงไม่ยอม และไม่แน่ ผมอาจจะเป็นคนแพ้ก็ได้

“กายชอบทำอาหารแบบไหน”

“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน”

เป็นคำถามที่ดีนะครับว่า อาหารแบบไหนที่ทำให้เราได้คุยกันออกรสออกชาติ

เพราะบทสนทนาที่ดีที่สุดและจะอยู่กับเราไปนานที่สุด ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บนจอ iPhone7

แต่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราวางมันลงต่างหาก


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day #191 July 2016 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีพูดมีสองแบบ

20160814_talk

คือพูดจาดีๆ

กับพูดจาไม่ดี

ปัญหาส่วนใหญ่ในความสัมพันธ์เรานั้นเกิดจากแบบหลัง

ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลก

เพราะไม่น่าจะมีใครอยากมีปัญหา

และไม่น่าจะมีใครที่จะไม่รู้ว่าพูดจาดีๆ ทำกันยังไง

แต่อาจเป็นเพราะความโกรธ ความเคยชิน ความสนุกปาก ความอยากเอาชนะ เลยทำให้พูดจาไม่ดีออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

แล้วเราก็ต้องมาเหนื่อยแก้ปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความปากพล่อยของเราเอง

ถ้าเพียงเราตั้งใจ “พูดจาดีๆ” ตั้งแต่วันนี้ไป

ผมว่าชีวิตของเราจะง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่มีใครไร้เหตุผล

20160714_unreasonable

ไม่มีใครตื่นนอนขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่า “วันนี้เราจะใช้ตรรกะวิบัติให้สุดความสามารถเลย”

ในการกระทำที่ดูเหมือนไร้เหตุผล มันมีเหตุผลรองรับทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าจอมบงการ

หรือแฟนขี้หงุดหงิด

หรือคนที่ชวนทะเลาะ

หรือคนที่ยังรักทักษิณ

หรือคนที่ยังเชียร์ทหาร

หรือคนที่โหวตให้อังกฤษออกจากยุโรป

หรือคนที่อยากให้โดนัลด์ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

เวลาเห็นใครทำอะไร(ดู)ไร้เหตุผล เรามักตัดสินว่าคนๆ นั้นโง่หรือเป็นคนเลว

ซึ่งก็ง่ายดี

แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์

เพราะการด่าอีกฝ่ายว่าโง่ให้พวกตัวเองฟัง ก็เหมือนการเติมน้ำเค็มลงทะเล

แต่ถ้าเรากลับมาตั้งต้นที่ความเชื่อที่ว่า

  • ทุกคนล้วนมีเหตุผล แต่บางครั้งอาจเป็นเหตุผลที่เรายังไม่เข้าใจ
  • ทุกคนมีพื้นเพและความเชื่อที่ต่างกัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้โลกน่าสนใจ
  • ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

วิธีนี้จะช่วยให้เราระลึกได้บ่อยๆ ว่าเราอาจจะผิดก็ได้

เพราะอันตรายในโลกนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อะไรอย่างถ่องแท้แล้วต่างหาก


เขียนบทความนี้หลังจากอ่านบล็อกของ Seth Godin: No one is unreasonable  

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com