10% ของงาน = 50% ของลูก

20170301_10percent

ช่วงนี้ผมพยายามไปทำงานเช้าขึ้น เพื่อที่จะได้กลับบ้านได้เร็วขึ้น

มีสองเหตุผล หนึ่งคือแฟนเริ่มบ่นว่าผมกลับค่ำจังเลย มีเวลาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาน้อยไปหน่อย

อีกเหตุผลนึงก็คือ ผมได้ฟังพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าตอนไหน แต่แขกที่ทิมสัมภาษณ์วันนั้นให้เหตุผลน่าฟังมาก

เขาบอกว่าเขาพยายามจะกลับบ้านเร็ว เพราะหนึ่งชั่วโมงของงานกับหนึ่งชั่วโมงของลูกไม่เท่ากัน

สมมติว่าลูกเข้านอนตอนสามทุ่ม ถ้าเรากลับบ้านตอนหนึ่งทุ่ม ลูกจะได้อยู่กับเราสองชั่วโมง

แต่ถ้าเรากลับบ้านตอนสองทุ่ม ลูกจะมีเวลาอยู่กับเราแค่ชั่วโมงเดียว

เราได้ทำงานมากขึ้น 1 ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็น 10% ที่เราจะได้งานเยอะขึ้น

แต่ลูกได้อยู่กับเราน้อยลง 1 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับ 50% ของเวลาทั้งหมดที่เขาจะได้อยู่กับเราในวันนั้น

เขาจึงมองว่าไม่คุ้มกันเห็นๆ

ผมว่าวิธีคิดนี้สามารถใช้กับคนที่ไม่มีลูกก็ได้ เพราะเราก็ยังมีคนสำคัญอื่นๆ อีกเช่นพ่อ แม่ หรือญาติผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละวันมีโอกาสได้เจอเราน้อยเต็มที

10% ของงาน เท่ากับ 50% ของเขา

ถ้าทำได้ วันนี้กลับบ้านเร็วกันซักหน่อยก็ดีนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เรื่องไหนที่เรายอม

20170224_allow

เรื่องนั้นก็จะเกิดขึ้นเรื่อยไป

What you allow is what will continue.
-Unknown

ถ้าเรายอมให้ใครเอาเปรียบ เขาก็จะเอาเปรียบเราต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าเรายอมให้ใครโกหก เขาก็จะโกหกเราต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าเรายอมให้ใครทำร้าย เขาก็จะทำร้ายเราต่อไปเรื่อยๆ

บางทีที่เรายอม เพราะคิดว่าเราเป็นคนดี

เป็นคนดีที่ให้อภัยคนผิด และหวังว่าวันหนึ่งเขาจะหยุดล้ำเส้นเสียที

แต่จริงๆ แล้วเราเองต่างหากที่ผิด

ผิดที่ไม่เคยขีดเส้นเลย


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนละคน

20170211_samesame

‘ตัวฉันวันนี้’ ‘ตัวฉันเมื่อปีก่อน’ เป็นคนละคนกันนะ เพราะทุกครั้งที่เราคิดอะไร ทำอะไรลงไป เราก็จะเป็นสิ่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ลดละอะไร ก็เป็นอย่างนั้นน้อยลง แล้วจะยึด ‘ตัวฉัน’ คนไหน ใครจะนินทาก็นินทาไป นินทาฉันคนไหนล่ะ ‘ฉันพรุ่งนี้’ ก็มองฉันวันนี้เป็นคนในอดีตไปแล้ว (หัวเราะ)

– คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน
a day BULLETIN Issue 403, 11 – 17 April 2016

ไม่มีใครอยากโดนนินทา

ถ้าเรื่องนินทานั้นไม่จริง เราก็โกรธที่เขากุเรื่องขึ้นมา

และถ้าเรื่องที่เขานินทาเป็นเรื่องจริง เราก็ยังโกรธอยู่ดี เพราะมันทำให้เราเสียหาย

แต่ถ้าลองคิดดีๆ ว่า อะไรล่ะที่ถูกทำให้เสียหาย?

ก็จะได้คำตอบว่า สิ่งเดียวที่เสียหายคือ “ภาพของเราในหัวของคนอื่น”

เรารักตัวเรามาก ก็เลยมีภาพในหัวของเราว่าเราเป็นคนอย่างนั้นหรือเป็นคนอย่างนี้

เท่านั้นยังไม่พอ เรายังพยายามจะเอาภาพที่เราเพียรสร้างไว้นั้นไปใส่ไว้ในหัวของคนอื่นอีกด้วย

พอภาพของเราในหัวคนอื่นมันไม่ได้ดั่งใจ เราก็เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทุกที

ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเราเลย การไปพยายามเปลี่ยนภาพในหัวคนอื่นออกจะเป็นความพยายามที่ไร้ประโยชน์ (futile) ด้วยซ้ำ

แต่ถ้ายังรู้สึกเดือดร้อนที่โดนนินทาอยู่ วิธีคิดแบบคุณหญิงจำนงศรี หรือ “ป้าศรี” ก็น่าจะพอช่วยได้

ใครจะนินทาก็นินทาไป นินทาฉันคนไหนล่ะ ‘ฉันพรุ่งนี้’ ก็มองฉันวันนี้เป็นคนในอดีตไปแล้ว

ใช่ ในเมื่อตัวเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสิ่งที่เขาเห็นก็เป็นเพียงแค่มุมเดียว ดังนั้น “ตัวเรา” ที่โดนเขานินทากับตัวเราในวันนี้ก็เป็นคนละคนกัน

ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะมีเรื่องให้ปวดหัวน้อยลงไปอีกเรื่อง

จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 403, 11 – 17 April 2016

มีแต่คนที่แคร์เราเท่านั้น

20170207_hearquiet

ที่จะได้ยินเราตอนเราเงียบ

Only those who care about you can hear you when you’re quiet
-Anonymous

“คิดอะไรอยู่?”

เป็นประโยคที่ผมกับแฟนจะพูดกันประจำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป

ความเงียบนี้เกิดได้จากสองสถานการณ์ คือเงียบหลังจากที่เราคุยเรื่องสำคัญหรือเรื่องละเอียดอ่อน และเงียบเพราะใจกำลังลอยไปที่อื่น

จะว่าไป ก็มีแต่แฟนผมเท่านั้นที่ถามคำถามนี้กับผม

ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนอื่นๆ จะไม่แคร์ผม เพียงแต่อาจจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่กันตามลำพังสองต่อสอง

ในวงสนทนาที่เฮฮา คนบางคนจะพูดเยอะที่สุด และคนบางคนอาจไม่พูดอะไรซักคำ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นธรรมชาติของเขา

แต่ผมเชื่อว่า ถ้ามีคนถามเขาบ้างว่าคิดเห็นอย่างไร แม้เขาจะตอบสั้นๆ แค่คำสองคำ แต่เขาก็คงใจชื้นไม่น้อยที่ยังมีคนได้ยินความเงียบของเขานะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเขาบอกว่าเราทำให้เขาเจ็บ

20170128_hurt

เราไม่มีสิทธิ์บอกว่าเราไม่ได้ทำ

When a person tells you that you hurt them, you don’t get to decide that you didn’t.
-Louis C.K.


อ่านประโยคข้างบนนี้แล้วลองทบทวน ก็รู้ตัวว่าผมเองนี่ก็ทำร้ายคนอื่นมาไม่น้อย

ส่วนใหญ่เป็นการทำร้ายโดยไม่ได้เจตนา

เราอาจจะแค่พูดเล่นๆ แต่เขาเก็บเอาไปคิด

หรือเราอาจจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาตีความไปในทางนึง แต่เราเองก็ไม่ได้อธิบายการกระทำของเราเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ไม่เห็นต้องคิดมากเลย

เราอาจจะลืมไปว่า เรื่องเล็กของเราอาจเป็นเรื่องใหญ่ของเขาก็ได้

และเมื่อเขารู้สึกเจ็บขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยเฉพาะถ้าเรายังให้คุณค่าความสัมพันธ์นี้อยู่

เมื่อเราทำให้เขาเจ็บ ก็ควรขอโทษ และปรับตัว เพื่อให้ไม่เกิดอุบัติเหตุทางความรู้สึกซ้ำเดิมอีก


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่