คนที่ไม่ยอมเสียเปรียบ

20180328_disadvantage

วันหนึ่งอาจกลายเป็นคนไม่ยอมเสียสละ

เพราะชุดความคิดของสองอย่างนี้คล้ายคลึงกันมาก จนบางทีความเคยชินก็ทำให้เราเผลอตัว กลายเป็นคนแล้งน้ำใจในสถานการณ์ที่ควรมีน้ำใจ

พระท่านจึงสอนให้ทำบุญ ไม่ใช่เพื่อจะได้บุญ แต่เพื่อที่จะให้คุ้นเคยกับการให้และลดความข้นเหนียวของจิตใจ

และแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำใจก็ได้ ก็ยังเป็นการดีที่จะยอมเสียเปรียบในครั้งนี้ เพราะถ้าเราเลือกคนที่เราคบหาสมาคมให้ดีๆ อนาคตเขาก็จะยอมให้เราได้เปรียบบ้างเช่นกัน

ความสัมพันธ์แบบ Give & Take นั้นยั่งยืนและรื่นรมย์กว่าความสัมพันธ์แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเยอะเลยนะครับ

คนละจักรวาล

20180322_universe

Wongnai บริษัทที่ผมทำงานอยู่ นอกจากจะมีแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อค้นหาร้านดีๆ รอบๆ ตัวแล้ว เรายังมีทีมงาน content เกือบ 50 คนที่ทำหน้าที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร ความสวยความงาม และสถานที่ท่องเที่ยว ในรูปแบบของบทความ รูปภาพ และวีดีโออีกด้วย

โดยช่องทางที่เราใช้เผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้ก็คือ social media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, LINE และ Youtube โดย Facebook คือช่องทางที่เราถนัดสุด โดยมีผู้ติดตามเพจ Wongnai + Wongnai Beauty + Wongnai Cooking เกิน 5 ล้านคน ส่วนช่อง Youtube เราเพิ่งจะเริ่มจริงจังกับมันเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง

สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบและค่อนข้างแปลกใจก็คือ “ท่า” ที่เราเคยใช้ได้กับ Facebook กลับเอามาใช้กับ Youtube ไม่ได้

วีดีโอที่เคยลง Facebook แล้วมีคนดูเป็นหลักแสน พอมาลง Youtube กลับกลายเป็นว่ามีคนดูเพียงไม่กี่ร้อย

ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายของเราก็คือคนไทยเหมือนกัน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รู้จัก Wongnai เหมือนกัน คนที่ใช้ Facebook ก็น่าจะดู Youtube และคนที่ดู Youtube ก็น่าจะใช้ Facebook แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เคยเวิร์คกับ Facebook กลับใช้กับ Youtube แทบไม่ได้เลย

จนผมต้องเอ่ยกับน้องที่ทำ online marketing ให้ Wongnai ว่าคนใช้ Facebook กับคนใช้ Youtube นี่ราวกับอยู่คนละจักรวาลเลยนะ

—–

ครั้งหนึ่งคนไทยเคยฮิต Blackberry มาก

แต่พอสมาร์ทโฟนมา คนก็เลิกใช้ BB แล้วหันมาคุยผ่าน Whatsapp แทน

จากนั้นไม่นาน LINE ก็มาตีตลาด Whatsapp จนกลายเป็น chat application อันดับหนึ่งของเมืองไทย ลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนปู่ย่าตายายก็ใช้ LINE เป็นแทบทุกคน (สวัสดีวันจันทร์!) จนทุกวันนี้ผมไม่ได้คุยกับใครผ่าน Whatsapp อีกแล้ว

สิ่งที่น่าจะทำให้คนไทยชอบไลน์มากกว่า Whatsapp ก็คือสติ๊กเกอร์ที่ทำให้การสื่อสารมันสนุกและหลากหลายกว่าเดิม รวมถึงตัวละครน่ารักๆ อย่างหมี Brown และ กระต่าย Cony  ที่สร้างความผูกพันกับเราโดยไม่รู้ตัว

แต่จำนวนผู้ใช้งานของ LINE ทั่วโลกไม่ค่อยโตมาหลายปีแล้วและมีเพียง 3 ประเทศที่ LINE ครองตลาดคือ ญี่ปุ่น ไทย และไต้หวัน  โดยมี WeChat ครองตลาดจีน ส่วนประเทศอื่นๆ นั้นเป็น Whatsapp หรือ Facebook Messenger เกือบทั้งหมด

ทำไมฝรั่งถึงไม่ชอบใช้ LINE? สติ๊กเกอร์ LINE ก็น่ารักกว่า emoticon ใน Whatsapp หรือ FB Messenger ตั้งเยอะ แปลกคนจริงๆ

อ๊ะ แต่ไทยเราเป็นคนส่วนน้อยนี่ หรือจริงๆ แล้วเราเองต่างหากที่แปลก?

—–

เมืื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อเมริกาและอังกฤษตัดสินใจเข้ารุกรานอิรักและโค่นล้ม ซัดดัม ฮุสเซน โดยอ้างว่าซัดดัมมีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction) ไว้ในครอบครอง

ช่วงนั้นมีข่าวล้อมกรอบข่าวหนึ่งที่พูดถึงรถจี๊ปที่ทหารอังกฤษยึดมาได้จากกองกำลังของอิรัก

ในรถจี๊ปคันนั้นมีโปสเตอร์แปะอยู่

ในโปสเตอร์เป็นผู้ชายใส่เสื้อแดง

ผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า เดวิด เบ็คแฮม เบอร์ 7 ของแมนยู กัปตันทีมชาติอังกฤษ และหนึ่งในนักฟุตบอลที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคสมัย

—–

เรื่องที่ผมอยากพูดมี 3 ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่าดี ว่าใช่ ว่าถูกต้อง มันอาจไม่ดี ไม่ใช่ ไม่ถูกต้องสำหรับคนอืื่นก็ได้

แม้ว่าเขา “ควรจะ” คิดเหมือนกับเราแค่ไหนก็ตาม

คนไทยสองคนที่เรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน ฐานะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งอาจเป็นเสื้อเหลือง อีกคนอาจเป็นเสื้อแดงก็ได้

ที่อเมริกา คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน โตมาด้วยกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน แต่คนหนึ่งอาจโหวตให้ฮิลารี คลินตัน และอีกคนอาจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้

คนเสื้อเหลืองไม่น้อยมองว่าคนเสื้อแดงถูกหลอก และคนที่เลือกคลินตันก็คงไม่เข้าใจว่าคนอีกครึ่งประเทศเลือกทรัมป์ลงไปได้อย่างไร

แต่คนที่เป็นเสื้อแดงก็มีเหตุผลของเขา คนที่เลือกทรัมป์ก็มีเหตุผลของเขา

เขาไม่ได้แปลก ไม่ได้โง่ เพียงแต่ในเรื่องการเมือง เขาอยู่คนละจักรวาลกับเราเท่านั้นเอง

ประเด็นที่สอง คือแม้บางคนจะดูแตกต่างกับเราจนไม่น่าจะมีอะไรเข้ากันได้ บางส่วนของจักรวาลของเขาอาจจะเหลื่อมกับจักรวาลของเราก็ได้

เหมือนทหารอังกฤษกับทหารอิรักที่หันกระบอกปืนใส่กันในสนามรบ แต่ถ้าพวกเขาได้เจอกันในผับ เขาอาจจะกอดคอเชียร์แมนยูและคุยกันถึงเรื่องเบคแฮมจนผับปิดก็ได้

ประเด็นสุดท้าย เมื่อจักรวาลของแต่ละคนล้วนมีความหลากหลายขนาดนี้ เราก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเดียวดาย

เพราะจักรวาลของเรานั้นมีส่วนทับซ้อนกับจักรวาลคนอื่นอย่างแน่นอน และเทคโนโลยีก็จะนำพาให้เขาได้มาเจอเรา

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ผมไม่สามารถบอกได้ด้วยซ้ำว่าบล็อกของผมเกี่ยวกับเรื่องอะไร เขียนแล้วจะมีคนอ่านมั้ย แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีคนผ่านมาพบเห็นและติดตาม จนตอนนี้ก็มีคนตามเพจอยู่สองหมื่นคนแล้ว แม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็มากพอที่จะผลักดันให้ผมเขียนต่อไปเพื่อเป็นการตอบแทนทุกคนที่เข้ามาอยู่จักรวาลเดียวกับผม

ดังนั้น หากเรามีจักรวาลอะไรที่เราอยากสร้าง ก็จงเดินหน้าสร้างมันขึ้นมาเถอะ แม้จักรวาลนั้นจะดูแปลกแยก จะดูไม่น่าสนใจแค่ไหน แต่ถ้าเราทำอย่างตั้งใจและรอได้ เราอาจจะได้พบเพื่อนใหม่อย่างคาดไม่ถึง

เพื่อนที่อยู่ร่วมจักรวาลเดียวกับเรามานาน เพียงแต่เราไม่เคยรู้ตัวเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่อุดหนุนหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ จนตอนนี้ได้พิมพ์เป็นครั้งที่ 3 แล้ว สามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด B2S นายอินทร์ AsiaBooks และ คิโนะคุนิยะครับ

ผมจะไปเซ็นหนังสือ TGIM ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ที่บู๊ธซีเอ็ด วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 12.15-13.00 ครับ ใครไปงานนีี้แวะมาทักทายกันได้เลยนะครับ

ถ้าอยู่คนเดียวไม่ได้

20180305_stayalone

ทำไมถึงคิดว่าจะอยู่กับคนอื่นได้?

มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม และการอยู่คนเดียวมันเหงาก็จริง แต่ถ้าหวังจะคลายเหงาด้วยการหาใครซักคนมาข้างกายก็อาจจะเป็นทางออกที่ไม่ยั่งยืนนัก

เพราะถ้าเราอยู่กับตัวเองแล้วเรายังอึดอัด คนอื่นที่มาอยู่ใกล้เราก็ย่อมอึดอัดเช่นกัน

ผมจึงเชื่อว่าขั้นแรกเราต้องอยู่กับตัวเองให้ได้เสียก่อน สุขได้ด้วยตัวเอง สนุกได้ด้วยตัวเอง “เต็ม”ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเราอยู่กับตัวเองได้ เราก็จะไม่เรียกร้อง ไม่ฟูมฟาย ไม่คาดหวังให้ใครมา “เติมเต็ม” เราอยู่ตลอดเวลา

ชอบตัวเองให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยหวังให้คนอื่นมาชอบเราครับ

ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

20180124_notus

“If you are willing to look at another person’s behaviour toward you as a reflection of the state of their relationship with themselves rather than a statement about your value as a person, then you will, over a period of time, cease to react at all.”

หากคุณมองสิ่งที่เขาทำกับคุณเป็นเพียงตัวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เขามีกับตัวเอง มิใช่สิ่งที่บ่งบอกคุณค่าความเป็นมนุษย์ในตัวคุณ ไม่นานคุณก็จะเลิกโต้ตอบไปเอง

-Yogi Bhajan

แต่ละวันเราอาจเจอเรื่องที่ทำให้ใจขุ่นมัวได้มากมาย

เช่นเวลาที่เพื่อนร่วมงานโยนความผิดมาให้เรา

หรือเวลาที่โดนหัวหน้าตวาดใส่โดยไม่มีเหตุผล

หรือเวลาที่แฟนเงียบไม่พูดไม่จา

ความรู้สึกแรกที่เกิดก็คือ “ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย” (I don’t deserve this)

ณ จุดๆ นี้ความคิดของเราจะไปต่อได้สองทาง

ทางแรก คือคิดวนไปวนไปวนไป ความน้อยใจและความโกรธค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เราเสียกระบวนไปหลายนาที หลายชั่วโมง หรือแม้กระทั่งหลายวัน

ทางที่สอง – ซึ่งจะปรากฎขึ้นหากเรามีสติ – ก็คือมองให้เห็นว่าที่เขาแสดงออกอย่างนี้ แสดงว่าข้างในเขากำลังถูกอะไรบีบคั้นอยู่

เพื่อนร่วมงานอาจกลัวว่าจะไม่ได้โบนัส หัวหน้าอาจเพิ่งโดนกดดันที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า และแฟนอาจกำลังหิวข้าวสุดๆ

และคำถาม “ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้” อาจเปลี่ยนเป็น “เขาเจออะไรมา ถึงแสดงออกอย่างนี้” ก็ได้

เมื่อเราระลึกได้ว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ตัดสินคุณค่าในตัวเรา แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนถึงสภาวะในตัวเขา เราก็จะโกรธได้ไม่นาน กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยไว และเผลอๆ อาจมีใจอยากช่วยเขาให้ดีขึ้นด้วยครับ


Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 4 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

วิธีหาผู้ชายในฝัน

20171225_manofyourdream

1. หยิบปากกา
2. หยิบกระดาษ A4 ออกมา
3. เขียนเลข 1-10
4. คิดถึงผู้ชายในฝันของคุณว่าเขาควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง แล้วเลือกขึ้นมา 10 ข้อเขียนลงกระดาษ

ยกตัวอย่างเช่น

1.ตลก
2.ใจดี
3.มีเป้าหมาย
4.รักเดียวใจเดียว
5.รักสัตว์
6.ประสบความสำเร็จ
7.คิดถึงเราก่อนเสมอ
8.ใช้เงินเป็น
9.เป็นพ่อที่ดี
10.ดูแลสุขภาพ

เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ให้เอากระดาษแผ่นนี้แปะไว้ในจุดที่เราจะมองเห็นทุกวัน แล้วใช้เวลา 2-3 ปีต่อจากนี้เพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีคุณลักษณะทั้ง 10 ข้อนี้

เพราะว่าคนเราจะดึงดูดคนที่คล้ายคลึงกันเสมอ ถ้าเขาเป็นคนดูแลสุขภาพ เขาย่อมต้องการคู่ที่ดูแลสุขภาพเช่นกัน ถ้าเขาเป็นพ่อที่ดี เขาก็น่าจะมองหาแม่ที่ดีเหมือนกัน

ถ้าจะพูดในทางพุทธก็คือ คู่รักที่ดีต้องมีศีลเสมอกันนั่นเอง

วิธีนี้ใช้สำหรับการตามหาผู้หญิงในฝันก็ได้นะครับ

ขอให้ได้เจอคนที่ใช่ในเร็ววันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Haily Cramer’s answer to What are the lessons people most often learn too late in life?