ผ่านแผ่นดินไหวด้วยใจที่ไม่เหมือนเดิม

เวลาที่ตีพิมพ์บทความนี้ คือ 13:20 วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2568

7 วันหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยเมื่อเวลา 13:20 วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568

เหมือนกับหลายๆ คนที่อยากบันทึกความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ จะได้ไม่ลืมสิ่งที่ได้จากเหตุการณ์นี้ครับ

ปกติวันศุกร์จะเป็นวันที่ทีม People ทุกคนเข้าออฟฟิศที่อยู่ชั้น 24 ในโครงการของ One Bangkok Tower 4 (ที่บริษัทผมจะเรียกทีม HR ว่าทีม People)

วันนั้นตอนบ่ายโมงครึ่งผมกับทีมจะมีประชุมเรื่องสำคัญกับทีม Finance ก่อนเข้าประชุมผมจึงไปเข้าห้องน้ำก่อน แล้วก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นในจังหวะที่อยู่ในห้องน้ำ

แน่นอนว่าความรู้สึกแรกคือนึกว่าบ้านหมุน แต่พอผ่านไปได้ 5 วินาทีก็รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว นี่น่าจะเป็นแผ่นดินไหว แล้วก็คิดขึ้นได้ว่า การที่ตึกมันโอนไปเอนมาแบบนี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะมันจะช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำและตรงไปที่ห้องทีม People เห็นหลายคนกำลังตื่นตระหนกตกใจ บางคนปลอบเพื่อนที่กำลังน้ำตาไหล ตึกยังคงโคลงเคลงอยู่

ผมเดินเลี้ยวขวาเดินไปตรงประตูหนีไฟ จำภาพได้ว่า ‘ไปร์ท’ น้องที่ดูแลออฟฟิศเปิดประตูหนีไฟออกไป ก็เห็นคนกำลังทยอยเดินลงมาจากชั้นบนเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ยอด’ CEO บริษัทผมด้วย ซึ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างประหลาด

ผมเดินลงมาได้ 2 ชั้น แม่ก็โทรมา บอกว่าแผ่นดินไหว ให้ตั้งจิตถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บ้านเราเคารพนับถือ ผมวางหูจากแม่แล้วก็โทรหา ‘ผึ้ง’ ผู้เป็นภรรยา

ผึ้งกำลังขับรถไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์ เพราะบริษัทของเขาออกบูธอยู่ที่นั่น พอผมบอกเขาว่าแผ่นดินไหว ผึ้งก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อกี้ตกใจมาก ว่าทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกถนนมันโคลงเคลง นึกว่าตัวเองป่วย แต่พอเห็นคนวิ่งออกมาจากตึกจึงพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมวางหูแล้วเดินลงบันไดหนีไฟต่อ

ระหว่างเดินลงมา จำได้ว่ามีเสียงในหัวเกิดขึ้นสองประโยค

หนึ่งคือ “ภาวนาน้อยไปหน่อยนะ”

สองคือ “กอดลูกน้อยไปหน่อยนะ”

ผมว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่รู้สึกว่ากำลังสบตากับยมฑูต ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ คุณภาพของจิตในขณะสุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิไหน ถ้าทุกอย่างมันจะจบลงในไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมฝึกฝนมามากพอที่จะได้ไปภพภูมิที่ดีหรือเปล่า

ผมมีลูกสองคนหญิง-ชาย ปรายฝน 9 ขวบ ใกล้รุ่ง 7 ขวบ คิดว่าเขาอยู่โรงเรียนอาคารแค่ 2 ชั้น น่าจะปลอดภัยดี แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมทำงานจนค่ำมืดหลายวัน ไม่ค่อยได้ใช้เวลาหัวค่ำร่วมกันมากเท่าที่ควร ก็เลยรู้สึกเสียดายที่ได้กอดลูกน้อยไปหน่อย

จากนั้นผมก็กลับมารู้สึกที่เท้าของตัวเอง พยายามเดินอย่างรู้สึกตัว ประหลาดใจตัวเองเล็กน้อยที่สงบกว่าที่คิด อาจเพราะไม่ได้มีการสั่นไหวเพิ่มเติมให้ตื่นกลัว อาจเพราะรู้สึกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อาจเพราะมีเรื่องให้เสียดายไม่มากนัก

เดินลงมาถึงชั้นล่าง มีเจ้าหน้าที่โบกให้เราเดินออกไปนอกตึก หลายคนไปรวมตัวกันที่ลานน้ำพุ บางส่วนเลือกที่จะเดินข้ามไปสวนลุมเลย

หลังจากโล่งอก คำแรกที่ผมคิดขึ้นได้คือ quote ที่ Morgan Housel ชอบพูดถึงบ่อยๆ

“Risk is what’s left over when you think you’ve thought of everything.”

-Carl Richards

ความเสี่ยงคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่เราคิดว่าเราคิดทุกอย่างมาอย่างรอบคอบแล้ว

สิ่งใดที่ถูกคาดการณ์ได้ มักจะถูกป้องกันหรือลดความเสี่ยง

ส่วนสิ่งที่จะสร้างความเสียหายได้มากมาย ก็คือสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้และไม่มีใครพร้อมรับมือ หรือ Black Swan นั่นเอง

ผมเดินไปคุยกับยอด CEO ว่าควรสื่อสารกับพนักงานอย่างไรดี แล้วยอดก็เลยพิมพ์เข้าไปในห้อง Slack ที่มีพนักงานพันกว่าคนว่าอย่ากลับขึ้นไปบนตึก ให้ทุกคนกลับบ้านได้เลย

ผมเจอกับ ‘บอย’ ที่เป็น CTO บอยเล่าว่าตอนเกิดเหตุกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ พอตึกเริ่มไหวก็เลยเข้าไปหลบอยู่ใต้โต๊ะ แต่พอมันไหวไม่หยุดและได้ยินเสียง “แคร้ก” ของปูน ก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เลยวิ่งตรงไปที่ประตูหนีไฟ

ซึ่งตรงกับหลายคนที่ผมได้คุยด้วย ว่าจังหวะที่ทำให้ตัดสินใจเดินไปตรงประตูหนีไฟก็คือการได้ยินเสียงปูนแตกซึ่งทำให้เราจินตนาการถึงขั้นเลวร้ายสุดได้นี่แหละ

เล่ามาถึงตรงนี้ ผมเห็นหลายคนคอมเมนต์ในโซเชียลว่า ช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว การเดินลงบันไดหนีไฟอันตรายมาก จริงๆ แล้วควรหาที่กำบังและรอให้แผ่นดินไหวสงบลงก่อน แล้วจึงค่อยเคลื่อนย้าย

ถูกต้องตามทฤษฎี แต่ถ้าลองได้ไปอยู่ในตึกสูงระฟ้าที่ไม่เคยผ่านแผ่นดินไหว และเจอแผ่นดินไหวด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต และรู้สึกได้เลยว่าเรา “อาจจะไป” เมื่อไหร่ก็ได้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะทำในสิ่งที่หัวสมองรู้มากกว่าที่หัวใจรู้สึกได้จริงรึเปล่า

“Everybody has a plan until they get punched in the mouth.”

-Mike Tyson

‘รอง’ น้องชายส่งไลน์ว่ากำลังไปรับเด็กๆ ที่โรงเรียน (ลูกของผมกับน้องชายเรียนโรงเรียนเดียวกัน) หายกังวลไปหนึ่งเปลาะ

ผมโทรหาผึ้งแต่สัญญาณขาดๆ หายๆ พอจะได้ความว่างานหนังสือก็ปิดเหมือนกัน ผึ้งเลยจะขับรถมารับผม แต่รถติดมาก ผมเลยบอกว่าจะเดินย้อนไปเจอกันตรงกลาง

ระหว่างเดินไป ก็ได้ข้อความจากหลายคนว่า

“The government has informed that there will be an aftershock at 2:30 p.m. Please leave the building immediately.

ได้รับแจ้งจากรัฐบาลว่า เวลา 14:30 น. จะเกิดอาฟเตอร์ช็อก กรุณาออกจากตึกโดยด่วน”

เชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ข้อความนี้ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปก็ดูเป็นตลกร้ายเหมือนกันว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ข้อความที่ดูเหมือนมาจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นเพียงสิ่งที่ส่งต่อกันมาทางไลน์เหมือนจดหมายลูกโซ่

ผมเดินหนึ่งกิโลกว่าๆ จนถึงหน้าสถานี MRT คลองเตย ผึ้งก็ขับรถมาถึงแถวนั้นพอดี ผมกระโดดขึ้นรถ ขึ้นทางด่วนแล้วตรงกลับบ้าน ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าผมเป็นหนึ่งในคนที่ได้กลับบ้านเร็วมากเมื่อเทียบกับคนในเมืองส่วนใหญ่ในวันนั้น

ถึงหมู่บ้านตอนสี่โมง แวะบ้านน้องชายที่ปรายฝนกับใกล้รุ่งไปเล่นรอ แต่เด็กๆ ไม่ยอมกลับมาด้วย อยากเล่นกันต่อ แต่เราก็อุ่นใจแล้วว่าเขาไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจกลัวแล้ว

กลับถึงบ้าน ก็มานั่งดูสถานการณ์ต่อและโทรคุยกับน้องในทีมที่ดูแลออฟฟิศ ตึก One Bangkok ประกาศให้พนักงานเดินขึ้นบันไดหนีไฟเข้าไปเอาของได้ตอน 4.15pm น้องในทีมก็น่ารักมาก เดินถือของของผมลงมาให้ด้วย เพื่อจะส่ง messenger ตามมาให้ที่บ้าน

นั่งคุยกับผึ้ง ผึ้งบอกว่าพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองไม่ได้ต้องการอะไรเลย แค่อยากกลับบ้านไปเจอหน้าลูกๆ ก็พอ

ตอนเย็นพาผึ้งกับใกล้รุ่งออกไปกินข้าวเย็นที่ร้านใกล้บ้าน ประมาณหนึ่งทุ่มแม่โทรมาถามว่ายังอยู่ที่ตึกรึเปล่า (คงเห็นข่าวว่าหลายคนกลับบ้านไม่ได้เพราะการจราจรเป็นอัมพาต)

ผมบอกว่ากลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว และรู้สึกผิดกับแม่เล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งข่าวก่อนหน้านี้

ตอนเกิดเหตุเราเป็นห่วงลูก แต่เรากลับลืมไปเลยว่าแม่เราก็มีลูกเหมือนกัน

ระหว่างที่นั่งกินข้าว ก็คุยกับผึ้งว่าไม่รู้ว่างานหนังสือจะยกเลิกรึเปล่า คอนเสิร์ตโต๋ Piano & I จะได้จัดมั้ย แล้วคอนเสิร์ตทิ้งทวนของ Cocktail ที่ราชมังฯ จะเป็นยังไงต่อ

ผึ้งบอกว่างานหนังสือรอบนี้ทีมงานตั้งใจจัดบูธกันมาก ถ้าต้องยกเลิกงานก็เข้าใจแต่ก็คงเซ็งน่าดู หรือถึงจะจัดงานอยู่แต่คนก็อาจไม่มาเดินก็ได้ เลยต้องทำใจไว้ล่วงหน้า

กลับถึงบ้าน ผมส่งข้อความหาทั้ง ‘พี่เอ๋ นิ้วกลม’ และ ‘ชิงชิง’ ว่าถ้าพรุ่งนี้งานหนังสือยังจัดอยู่ ผมพร้อมจะไปเซ็นหนังสือตอน 6 โมงเย็นตามที่เคยนัดหมายกันไว้

วันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันเสาร์ รู้แล้วว่างานหนังสือจะยังจัดต่อไป ผมสองจิตสองใจว่าจะประกาศลงเพจดีมั้ยว่าจะไปเซ็นหนังสือ แต่ก็คิดว่าไม่เหมาะและคนคงไม่มีอารมณ์เท่าไหร่ เลยไม่ได้ประกาศไป

ช่วงเช้าขับรถไปส่งลูกเรียนเปียโนตามปกติ และนัดเจอกับเพื่อน IMET MAX ในรุ่นเพื่อเอาหนังสือไปให้

ตอนบ่ายไปคอนเสิร์ตโต๋ The Bakery Song Book 2 คนมาเยอะกว่าที่คาด ที่นั่งเต็มประมาณ 95% โต๋ออกมาพูดขอบคุณทุกคนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ตรงนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ว่าเมื่อผ่านวิกฤติมาหมาดๆ อะไรที่ทำได้ อะไรที่ไม่ควรทำ การที่เราออกมาดูคอนเสิร์ตในขณะที่ยังมีคนงานติดอยู่ในตึกสตง.ที่ถล่มลงมาเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่

ในความเป็นจริงแล้ว โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับเราแล้วว่า “วงกลมของการใส่ใจ” ของเรานั้นใหญ่แค่ไหน ใหญ่เท่าครอบครัว ใหญ่เท่าบริษัท ใหญ่เท่าจังหวัด ใหญ่เท่าประเทศ หรือจะใหญ่ไปกว่านั้น

คำตอบที่ผมได้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องหรือไม่ ก็คือเราควรดำเนินชีวิตของเราต่อไป เพียงแต่เราต้องระวังการโพสต์ขึ้นโซเชียลเพื่อไม่ให้มันไปรบกวนใจของคนที่อาจถูกผลกระทบมากกว่าเรา

ช่วงที่ผมชอบที่สุดในคอนเสิร์ตโต๋ คือตอนที่ ‘บอย ตรัย’ เปิดตัวด้วยเพลง ‘ชั่วโมงต้องมนต์ (Magic Moment)’ ในชุด Harry Potter พร้อมคฑาในมือ

ผมร้องเพลงตามและรู้สึกถึงน้ำตาที่รื้นขึ้นมา เพราะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้วผมอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไปมาก โมเมนต์ที่ตึกสั่นและขาสั่นอยู่บนชั้น 24 และรู้สึกว่าทุกอย่างอาจจบลงภายในไม่กี่นาทีต่อจากนี้ แต่เวลานี้ผมกลับได้มานั่งฟังเสียงร้องสดๆ และดนตรีดีๆ จากนักร้องที่เราชื่นชอบมานาน จังหวะนั้นผมบอกตัวเองในใจดังๆ ว่า “ดีจังเลยที่ยังมีชีวิตอยู่”

จบคอนเสิร์ตโต๋ ผมไปงานหนังสือต่อ คนมาเดินเยอะกว่าที่คาดเอาไว้มาก คิดว่าทั้งผึ้ง พี่เอ๋ และชิงชิง น่าจะใจชื้นขึ้น

ผมไปนั่งที่บูธ KOOB ช่วงแรกก็ไม่มีใครเอาหนังสือมาให้เซ็น น้องที่ดูแลบูธก็ไม่รู้จักผม ถามผมว่าผมไม่ค่อยได้ออกสื่อใช่มั้ย แต่ก็ขอบรีฟหนังสือของผมไปช่วยอธิบายให้คนที่แวะเวียนกันมา สรุปวันนั้นก็ได้เซ็นหนังสือไปร่วม 10 เล่ม และได้นั่งคุยกับแต่ละคนค่อนข้างยาวทีเดียว ก่อนจะได้เดินงานหนังสือนิดหน่อยจนงานปิด

กลับถึงบ้านเกือบสี่ทุ่ม เช็ค Slack ก็เห็นว่า ‘ไปร์ท’ ที่ดูแลออฟฟิศส่งข้อความมาว่าทางอาคาร One Bangkok ได้ตรวจโครงสร้างทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่าโครงสร้างยังแข็งแรง ปลอดภัยดี แต่ลิฟต์จะยังไม่เปิดครบทุกตัว

เช้าวันอาทิตย์ผมตื่นขึ้นมานั่งสรุปสิ่งที่คิดว่าเราจะตัดสินใจเรื่องกลับเข้าออฟฟิศวันไหน การ onboard พนักงานใหม่ในวันอังคารที่ 1 เมษายนเราจะทำอย่างไร และคนที่ทิ้งคอมไว้ที่ออฟฟิศตั้งแต่วันศุกร์เราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง

ก็ได้ข้อสรุปกับ CEO ว่า วันจันทร์และอังคารเราจะให้ทำงานที่บ้าน การ onboard พนักงานใหม่จะย้ายไปเป็นออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งเราจะส่งคอมด้วย messenger ไปให้ที่บ้านหรือที่โรงแรมหากพนักงานมาจากต่างจังหวัด ส่วนพนักงานที่ทิ้งคอมไว้ที่ออฟฟิศ ทีม IT Support จะไปเก็บคอมและส่ง messenger ไปให้เช่นกัน

ตอนสายๆ เราออกจากบ้านไปพร้อมกัน ผึ้งกับปรายฝนไปงานสัปดาห์หนังสือ ส่วนผมกับใกล้รุ่งไปเอารถที่ผมจอดทิ้งไว้ที่ออฟฟิศและไปเรียนเลขที่ห้างพาราไดซ์ กลับถึงบ้านก็นั่งเขียนประกาศเพื่อส่งให้พนักงานทุกคนตอน 5 โมงเย็น

วันจันทร์ผมไม่ได้เข้าออฟฟิศ แต่ทีมที่ดูแลออฟฟิศเข้าไปเดินสำรวจตึกกับทางเจ้าของอาคาร ส่วน IT Support ก็เข้าไปเพื่อส่งคอมให้พนักงาน ระหว่างวันมีข่าวลือว่ามีคนรู้สึกว่าตึกสั่นไหว ก็เลยต้องอพยพลงมาข้างล่างกันอีกรอบ ดูในข่าวก็มีหน่วยงานราชการหลายที่ที่ทำแบบนั้นเช่นกัน ดูข่าวจากกรมอุตุแล้ว aftershocks ที่เกิดไม่น่าจะมีผลกระทบถึงไทยได้ น่าจะเป็นการที่คนยังตื่นตระหนกกับแผ่นดินไหวอยู่

เห็นข่าวนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงช่วงแรกๆ ที่โควิดมาถึงประเทศไทย และหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวว่าคนที่ติดเชื้อไปไหนมาบ้าง เพื่อที่ประชาชนจะได้หลีกเลี่ยงการไปพื้นที่เหล่านั้น

เราจะ over-react กับสิ่งที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจเสมอ

วันอังคารไม่มีเหตุอะไรที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นอีก ผมปรึกษากับยอดแล้วจึงตัดสินใจว่าให้ออฟฟิศกลับมาเปิดได้ตั้งแต่วันพุธ แต่ถ้าใครยังไม่สะดวกเข้าออฟฟิศก็ไม่เป็นไร เพราะหลายคนก็ย้ายออกจากคอนโดกลับไปอยู่บ้านที่อยู่ไกลจากออฟฟิศพอสมควร

วันพุธขับรถไปทำงานแต่เช้า ถนนโล่งกว่าปกติ คิดว่าคนคงยังไม่กลับเข้าออฟฟิศกัน ค่าฝุ่นแถวบ้านดูน่าเป็นห่วง แต่ที่สวนลุมต่ำกว่า 100 ก็เลยตัดสินใจไปวิ่งที่สวนลุม กลับเข้าออฟฟิศ เจอน้องในทีม รู้สึกราวกับว่าไม่ได้เจอกันนานมากทั้งที่เพิ่งเดินลงจากตึกมาด้วยกันเมื่อ 5 วันที่แล้วนี่เอง

วันพฤหัสฯ ผมทำงานที่บ้าน แต่ตอนเย็นมีนัดกินข้าวกันที่ One Bangkok เจอยอด CEO บอย CTO และอีกหลายคนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แผ่นดินไหว ผมถามยอดว่าตอนที่เกิดเหตุเกิดความคิดอะไรบ้าง

ยอดตอบว่า สิ่งที่คิดได้ตอนนั้นก็คือ สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดอาจไม่มีความหมายเลยก็ได้ งานทั้งหมดที่ทำมา เงินทั้งหมดที่เก็บมา ทุกอย่างอาจจบลงได้ในพริบตา ในวันเกิดเหตุยอดกลับถึงบ้านแล้วก็เลยตั้งใจเปิดไวน์ราคาแพงมาดื่ม

ผมก็บอกทุกคนบนโต๊ะอาหารเช่นกัน ว่าพอผ่านเหตุการณ์นั้นและความรู้สึกนั้นมาแล้ว พอต้องมาเจอเรื่องที่เคยทำให้เราขุ่นใจ เช่นลูกๆ ทะเลาะกัน แฟนอารมณ์ไม่ดี งานเครียด หรืออะไรก็ตาม ผมรู้สึกเป็นบวกกับมันเกือบทั้งนั้นเลย เพราะไม่ว่าเราจะไม่ชอบใจสิ่งนั้นแค่ไหน แต่ยังไงมันก็ดีกว่าการที่เราจะ ‘ไม่ได้อยู่ตรงนี้’ เพื่อรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นอีกแล้ว

ผมคิดว่าประสบการณ์แผ่นดินไหวคราวนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตของผม มันทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่าอะไรที่ควรให้คุณค่าและให้เวลา และอะไรที่เราเคยคิดว่าสำคัญ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

แต่ก็รู้ทันตัวเองอีกว่า พอเวลาผ่านไป 3 เดือน 6 เดือน ผมน่าจะลืมความรู้สึกนี้ ก็เลยหยิบสมุดบันทึกที่ไม่ได้เขียนมาร่วมเดือน แล้วเขียนความตั้งใจ 3 ข้อลงไป พอนำสิ่งที่อยู่ในหัวจรดลงในกระดาษด้วยปากกา ความรู้สึกก็หนักแน่นขึ้นเช่นกัน

ไม่สำคัญว่า 3 ข้อที่ผมเขียนลงไปคืออะไร สำคัญคือเราได้ทบทวนหรือไม่ ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ให้อะไรกับเรา อะไรคือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง และจากนี้เราจะใช้ชีวิตที่เหลือแบบไหน

ขอให้เราผ่านแผ่นดินไหวด้วยจิตใจที่ไม่เหมือนเดิมครับ


วันเสาร์ที่ 5 เมษายนช่วงบ่าย 2 ใครไปงานสัปดาห์หนังสือ แวะมาทักทายกันได้ที่บูธ K33 สำนักพิมพ์ KOOB ครับ

สุขภาพและความสัมพันธ์ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด

นิสัยหนึ่งของมนุษย์ คือการทุ่มแรงและเวลาเพื่อตามหาสิ่งที่เรายังไม่มี

เมื่อเราอาศัยอยู่ในระบอบทุนนิยมและเสพโซเชียลมีเดีย เราจึงมีตัวเปรียบเทียบให้เรารู้สึกว่ายังขาดสิ่งหนึ่งอยู่เสมอ นั่นคือ status หรือสถานะทางสังคม

ไม่ว่าเราจะมีชีวิตที่ดีเพียงใด เราจะถูกเตือนอยู่ตลอดว่ายังมีคนที่ “เหนือ” กว่าเรา รวยกว่าเรา บุคลิกดีกว่าเรา มีความสุขกว่าเรา เราก็เลยต้องพยายามให้มากกว่านี้

เมื่อสภาพแวดล้อมผลักดันให้เราต้องมุ่งไปข้างหน้าแบบไม่มีขีดจำกัด แต่ชีวิตคนเรานั้นแสนจะจำกัด (finitude) สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ก็คือการ “ต้องแลก”

เมื่อเราใช้เวลาไปกับการให้ได้มาซึ่ง status เวลาสำหรับการดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ย่อมลดน้อยลง

ในหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton M. Christensen ที่ผลิตเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ openbooks มีถ้อยความช่วงหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“เป็นเวลาหลายปีที่ผมเฝ้าดูเรื่องราวของเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ดปี 1979 ซึ่งต้องประสบชะตากรรมแตกต่างกันไป

เพื่อนร่วมชั้นจำนวนมากกลับมางานเลี้ยงรุ่นด้วยความหม่นเศร้า ไร้สุข หย่าร้าง ห่างหายจากครอบครัวและบุตรหลาน

ผมยืนยันได้ว่า ไม่มีใครแม้แต่เพียงคนหนึ่งคนใด ที่วางแผนอย่างตั้งใจว่าจะนำชีวิตไปสู่การหย่าร้างและเลี้ยงลูกให้อ้างว้างห่างเหินจากตน แต่จำนวนมากจนน่าตกใจ จำต้องใช้กลยุทธ์เช่นนั้น

เหตุผลสั้นๆ นั้น เป็นเพราะพวกเขาไม่รักษาเป้าหมายแห่งชีวิต ว่าเขาจะใช้เวลา (time) ปัญญา (talent) และ พลังงาน (energy) ไปในทิศทางใด”


ผมเห็นคนรุ่น Gen Z จำนวนไม่น้อย ที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่ต้องทำกายภาพราวกับคนอายุ 50

ยังไม่นับอัตราคนรุ่นใหม่ที่เป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นอย่างชัดเจนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เหตุผลที่ผมพอจะคิดได้ คือเราดูแลตัวเองน้อยเกินไป

เมื่อเราทุ่มเทกับการได้มาซึ่ง status เราอาจเหลือ “ที่ว่าง” ไม่มากพอให้คิดใคร่ครวญว่าอะไรคือสิ่งสำคัญต่อเราอย่างแท้จริง

คำแนะนำของผมก็คือ จงจัดการเรื่องสุขภาพและความสัมพันธ์ให้ดีก่อน แล้วค่อยเอาเวลาไปจัดการเรื่องที่เหลือ

เหมือนกับคำแนะนำทางการเงินที่ว่า เมื่อเราได้เงินเดือนมาแล้ว สิ่งแรกที่เราควรทำคือ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” ด้วยการแบ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินออมและเงินลงทุน เหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เพราะถ้าเราเอาเงินมาใช้ก่อน มันมักจะไม่เหลือเงินให้ออมเลย

สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยทำ คือเอางานเป็นตัวตั้ง และค่อยมาซ่อมสุขภาพและความสัมพันธ์เอาทีหลัง ในช่วงแรกอาจจะยังไปได้ดี เพราะร่างกายยังแข็งแรง และคนรอบข้างยังให้โอกาสเราอยู่

แต่ถ้าเราละเลยสุขภาพและความสัมพันธ์นานเกินไป ความจริงของชีวิตจะสำแดงตน และความเจ็บปวดจะรอเราอยู่ที่ปลายทาง

“If you want a recipe for unhappiness, spend your time accumulating a lot of money and let your health and relationships deteriorate.”
-James Clear

สุขภาพและความสัมพันธ์ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดครับ

เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้ว่าอะไรสำคัญ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพาครอบครัวไปเที่ยวจันทบุรีกับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยอีกสามคนที่รู้จักกันมา 1 ใน 4 ศตวรรษ

เราเช่าบ้านพูลวิลล่าติดทะเล เด็กๆ ทั้ง 8 คนจาก 4 ครอบครัวเลยสนุกสนานกันยกใหญ่

จันทบุรีเป็นเมืองแห่งฝน สองคืนที่เราพักกันที่นั่นฝนน่าจะตกไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

โต๊ะอาหารและครัวอยู่ในโซน open air ที่เป็นช่องลม ฝนตกโปรยปราย อากาศเย็นสบาย มีเครื่องดื่มและขนมพร้อมสรรพ เรานั่งคุยเรื่องราวแต่ก่อนเก่า นั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงยุค 90 กันยาวนานหลายชั่วโมง ปล่อยให้ลูกๆ และภรรยาเข้านอน แต่เรายังไม่มีทีท่าว่าจะง่วง

ถึงตี 2 ก็ลงไปว่ายน้ำท่ามกลางสายฝน มีวิวทะเลสีดำเวิ้งว้างว่างเปล่าอยู่เบื้องหน้า พอขึ้นจากสระก็ทำมาม่าเกาหลีกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

เป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าจดจำ


ตอนที่นั่งคุยเรื่องสมัยเรียนปริญญาตรี เราคุยกันเรื่องรับน้อง เรื่องชีวิตในหอพัก เรื่องอุบัติเหตุรถคว่ำ เรื่องเล่นกีฬา เรื่องโดดฝึกงาน เรื่องอาจารย์บางท่าน และเรื่องทำผิดกฎระเบียบ

น่าสนใจที่เราแทบไม่ได้คุยถึงเรื่องในห้องเรียนเลย

สิ่งที่ควรจะมี “สาระ” ที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เราคิดถึงน้อยที่สุด ส่วนเรื่องที่เราคิดถึงมากที่สุด สร้างเสียงหัวเราะได้มากที่สุด คือเรื่องที่เราทำตัวไม่ค่อยมีสาระ

หรือจริงๆ แล้วเรื่องที่เราคิดว่าไม่มีสาระนี่แหละคือสาระที่แท้ของชีวิต?


ว่ากันว่าเวลาคือตัวกรองที่ทรงพลังที่สุด – Time is the greatest filter.

Paulo Coelho ผู้เขียน The Alchemist จึงบอกว่า เวลาพบเจอหรืออ่านเจออะไร ไม่จำเป็นต้องไปจดบันทึกให้มากมาย เพราะอะไรที่สำคัญจะยังคงอยู่ ส่วนอะไรที่ไม่สำคัญจะจางหายไปเอง

ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตเรา คำพูดของคนบางคน เช่นพ่อแม่ เพื่อนฝูง หรือครูบาอาจารย์ ตอนที่เราได้ยินเขาพูดเป็นครั้งแรก เราอาจไม่ได้รู้สึกว่ามันสลักสำคัญ เผลอๆ อาจรู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำ

แต่พอเวลาผ่านมาหลายปี ก็น่าแปลกใจว่าทำไมเรายังจดจำคำนี้ได้อยู่ อาจเพราะว่ามันมีความจริงบางอย่าง หรืออาจเป็นเพราะว่ามันทำให้เราระลึกถึงช่วงเวลานั้นหรือคนคนนั้นได้ดีเป็นพิเศษ

เรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าเป็นสาระ เช่นท่าเดิน อากัปกิริยาตอนกินข้าว น้ำเสียงเวลาบ่นหรือพร่ำสอน หรือแม้กระทั่งเสียงนอนกรน รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้เรากลับจดจำมันได้ เพราะมันคือเอกลักษณ์และตัวตนของคนที่เรารักและระลึกถึง


เมื่อประมาณ 40-50 ปีที่แล้ว Sylvester Stallone เคยเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดที่โด่งดังระดับโลกจากหนังนักมวยอย่าง Rocky และหนังนักรบเดนตายอย่าง Rambo

ในปี 2018 สตอลโลนในวัยเจ็ดสิบปีได้มาปรากฎตัวในซีรี่ส์ This Is Us ซีซั่น 2 โดยเล่นเป็น “ตัวเอง” ที่มาร่วมแสดงในฉากการต่อสู้ของหนังเรื่องหนึ่ง

พระเอกหนุ่มในตอนนี้ชื่อเควิน ซึ่งชื่นชอบสตอลโลนมานาน เพราะสมัยเด็กๆ พ่อจะชวนเควินและน้องสาวดูหนังเรื่อง Rocky ด้วยกันบ่อยๆ แต่พ่อของเควินจากไปตั้งแต่ตอนเขายังเป็นเด็กนักเรียน

นี่คือบทสนทนาที่สตอลโลนคุยกับเควินในกองถ่าย

เควิน: น้องสาวผมไม่ได้ขอลายเซ็นคุณใช่มั้ยครับ รู้มั้ยครับว่าผมต้องขอน้องว่าอย่าเอาตุ๊กตาแรมโบ้มาจากบ้าน

สตอลโลน: เธอก็แค่ฮัมเพลงให้ผมฟังนะ และเธอก็พูดถึงพ่อของคุณนิดหน่อยด้วย พ่อคุณจะต้องภูมิใจมากแน่ๆ ถ้าได้มาเห็นคุณตอนนี้

เควิน: มีคนเคยบอกผมอย่างนั้นเหมือนกัน

สตอลโลน: การเติบโตมาโดยไม่มีเขาอยู่ด้วยคงเป็นเรื่องลำบากน่าดู จริงมั้ย?

เควิน: สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่นานมาแล้วน่ะครับ ก็เลย…

สตอลโลน: บางทีเวลามันก็เล่นตลกกับเรานะ เพียงน้องสาวของคุณฮัมเพลงในหนังร็อคกี้แค่ท่อนเดียว ผมก็ได้กลิ่นเวทีมวยขึ้นมาแว้บนึงเลย

และน้องสาวคุณก็ยังเล่าด้วยว่าตอนเด็กๆ พวกคุณดูหนังของผมหลายเรื่อง ซึ่งมันก็ทำให้ผมนึกถึงลูกๆ ของผมในวัยนั้นเหมือนกัน ทั้งผมยุ่งๆ ทั้งชุดนอนลายเดียวกัน ทั้งอะไรต่อมิอะไร ผมเห็นภาพเหล่านั้นชัดเจนมากจนแทบจะยื่นมือออกไปสัมผัสมันได้เลย

จากประสบการณ์ของผมนะเควิน มันไม่มีหรอกสิ่งที่เรียกว่า “นานมาแล้ว” มีแค่ความทรงจำที่มีความหมาย กับความทรงจำที่ไม่มีความหมายเท่านั้น

“There’s no such thing as a long time ago. There’s only memories that mean something, and memories that don’t.”


ความทรงจำบางอย่าง เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทั้งที่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน

เรื่องที่เราเคยคิดว่ามีสาระ เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตาย สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่มีความหมายมากนัก

ส่วนเรื่องที่เราคิดว่าไม่ได้มีสาระแก่นสารอันใด อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่วันนี้เราอาจจะยังมองข้าม เพราะมันอยู่ใกล้ตัวและแสนจะเป็นเรื่องธรรมดา

คงต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไป เราถึงจะรู้ว่าอะไรสำคัญครับ

แก้วมันแตกอยู่แล้ว

ผมอ่านเจอย่อหน้าหนึ่งในหนังสือ Master of Change ของ Brad Stulberg ซึ่งผมรู้สึกว่างดงามมาก จึงอยากนำมาแปลไว้ตรงนี้ครับ


There is a story of a wise Thai Forest elder named Achaan Chaa who held up his favorite glass in front of his students and said, “You see this goblet? For me this glass is already broken. I enjoy it; I drink out of it. It holds my water admirably, sometimes even reflecting the sun in beautiful patterns. If I should tap it, it has a lovely ring to it.

But when I put this glass on the shelf and the wind knocks it over or my elbow brushes it off the table and it falls to the ground and shatters, I say, ‘Of course.’

When I understand that the glass is already broken, every moment with it is precious.”

มีเรื่องเล่าของปราชญ์ผู้เฒ่าป่าชาวไทยนามอาจารย์ชา

ท่านยกแก้วใบโปรดขึ้นมาต่อหน้าลูกศิษย์แล้วกล่าวว่า

“เห็นแก้วใบนี้ไหม สำหรับเรา แก้วใบนี้มันแตกอยู่แล้ว เราเพลิดเพลินไปกับมัน เราดื่มน้ำจากแก้วใบนี้ มันเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี บางทีก็สะท้อนแสงแวววับจับตา ถ้าเราดีดแก้วเบาๆ มันก็ส่งเสียงเสนาะหู

แต่ถ้าเราวางมันไว้บนชั้น แล้วลมพัดมันตกลงมา หรือถ้าเราวางมันไว้บนโต๊ะแล้วข้อศอกของเราไปโดนจนมันตกพื้นแตกละเอียด เราย่อมพูดว่า ‘ก็แหงอยู่แล้ว’

เมื่อเราเข้าใจว่าแก้วมันแตกอยู่แล้ว ทุกชั่วขณะที่เราได้อยู่กับแก้วใบนี้ย่อมมีความหมาย”


Brad Stulberg ผู้เขียนหนังสือเรียกผู้เล่าเรื่องว่า a wise Thai Forest elder named Achaan Chaa ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ปราชญ์ผู้เฒ่าป่าที่ไหน แต่คือหลวงปู่ชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง ที่มี “พระอินเตอร์” จากอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ จนคำสอนของท่านได้รับการบอกเล่า (และอาจเพี้ยนไป) ในหลายภาษานั่นเอง

ผมลองกูเกิ้ลหาเรื่องแก้วแตกของหลวงปู่ชาในภาษาไทยก็เจออยู่บ้าง แต่ผมยังชอบเวอร์ชั่นนี้มากที่สุดอยู่ดี

การเข้าใจว่า the glass is already broken มันเตือนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ไม่เห็นอะไรเป็นของตาย (to not take things for granted) และไม่เสียใจในวันที่เราจะต้องเสียแก้วไปซึ่งย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่ออยู่กับคนที่เรารัก ขอให้ตระหนักว่าแก้วมันแตกอยู่แล้วครับ

ความหรูหราที่มีเวลาจำกัด

เมื่อวานนี้ผมกับภรรยาพาพ่อกับแม่ไปกินข้าวเที่ยงเนื่องในโอกาสที่พ่อเพิ่งอายุครบ 75 ปีในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้หลายช็อต แต่ช็อตที่ชอบที่สุดคือรูปที่ลูกๆ “ปรายฝน” และ “ใกล้รุ่ง” ถ่ายกับคุณปู่คุณย่า

นานๆ จะได้เห็น baby boomers กับ Gen Alpha อยู่ในภาพเดียวกันโดยไม่มีเจนอื่นคั่นกลาง

เมื่อมองดูภาพถ่ายผมก็ตระหนักได้ว่า การที่พ่อแม่ของผมได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับหลานๆ ถือเป็น luxury อย่างหนึ่ง

เพราะไม่ใช่ทุกคนในวัยผมจะมีโอกาสแบบนี้ บางคนพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว บางคนอยากมีลูกแต่มีไม่ได้

กลับถึงบ้านตอนบ่ายๆ ผมนอนอ่านหนังสือแป๊บนึงแล้วผลอยหลับไป ตื่นมาเย็นๆ มองเห็นใกล้รุ่ง เลยเล่นต่อสู้กันเล็กน้อย

มีช่วงหนึ่งที่ผมนอนหงาย ใช้มือและเท้ายกใกล้รุ่งขึ้นทำท่าเครื่องบิน ใกล้รุ่งหัวเราะชอบใจ

ชั่วขณะที่ผมพินิจหน้าใกล้รุ่งที่กำลังเบิกบาน ผมก็ตระหนักได้อีกอย่างหนึ่งว่าช่วงเวลาที่เราจะได้เล่นกันแบบนี้เหลืออีกไม่มากนัก ปลายปีใกล้รุ่งจะอายุครบ 6 ขวบ อีกสามปีเขาก็คงตัวโตเกินกว่าที่ผมจะจับเขาทำท่าเครื่องบินได้ หรือแม้ผมจะยังพอทำไหว ก็ไม่รู้ว่าใกล้รุ่งจะยังอยากเล่นอะไรแบบนี้อยู่รึเปล่า

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า เราจะอยากได้แต่สิ่งที่เรายังไม่มี พอเรามีมันแล้ว เราจะเห็นคุณค่ามันน้อยลง เราจะ take it for granted เพราะคิดว่าจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ขอเอาเวลาไปไล่ล่าสิ่งอื่นก่อน

แต่ของบางอย่างผ่านแล้วผ่านเลย ทั้งพ่อแม่ที่ยังแข็งแรง ทั้งลูกเล็กที่ยังสนุกกับการเล่นกับเรา เมื่อถึงวันที่พ่อแม่ไม่อยู่ หรือวันที่ลูกมีโลกของตัวเอง ต่อให้เรามีเงินเดือนเท่าไหร่ หรือมีทรัพย์สินมากขนาดไหนก็ไม่อาจหาซื้อมันได้อีก

มองดูให้ดีว่าเรามีอะไรเป็นความหรูหราที่แม้คนรวยกว่าเราก็ไม่อาจเข้าถึง

หากเราเห็นคุณค่าและใช้โอกาสอย่างเต็มที่ ก็คงไม่มีอะไรที่ค้างคา และไม่มีอะไรให้เสียดายครับ