ชีวิตคือการแก้ปัญหา

อยู่คนเดียวก็มีปัญหา มีคู่ก็มีปัญหา

ตกงานก็มีปัญหา งานหนักก็มีปัญหา

สุขภาพไม่ดีก็มีปัญหา ตื่นมาออกกำลังกายทุกวันก็มีปัญหา

Mark Manson เคยบอกไว้ว่า เราไม่มีทางขจัดปัญหาออกไปจากชีวิต สิ่งที่เราพอทำได้ คือเอาปัญหาเก่าไปแลกปัญหาใหม่ หรือไม่ก็ “อัพเกรด” ปัญหาเหล่านั้น

ความเติบโตหรือความก้าวหน้า จึงไม่ใช่การมุ่งสู่ชีวิตที่ไร้ปัญหา แต่คือการเสาะแสวงปัญหาที่ดีขึ้น ปัญหาที่เราเป็นคนเลือกเอง ปัญหาที่สมน้ำสมเนื้อกับสติปัญญาและช่วงวัยของเรา

ส่วนใครที่รู้สึกว่ายังเวียนวนกับปัญหาเก่าๆ วิธีคิดเหล่านี้อาจจะพอมีประโยชน์

หนึ่ง บางทีเรารู้อยู่แล้วว่าวิธีแก้ที่ถูกต้องคืออะไร เพียงแต่เราไม่กล้าเผชิญผลลัพธ์ที่อาจตามมา สิ่งที่ทำให้ติดหล่มจึงไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือความไม่กล้า

สอง ถ้าปัญหามันไม่ได้สร้างความทุกข์ให้กับชีวิตเกินไปนัก ก็อยู่เฉยๆ บ้างก็ได้ เพราะบางปัญหาก็แก้ไขตัวมันเอง

และสาม ถ้าปัญหานั้นไม่มีทางแก้ได้ แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา ให้เดินออกมา และเอาแรงและเวลาไปจัดการปัญหาที่เราแก้ได้ดีกว่า

ชีวิตคือการแก้ปัญหา

ขอให้เราได้พบปัญหาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

อย่าแค่เรียนรู้จากคนที่เราชอบและชื่นชม

เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนที่เราถือเป็นแบบอย่างและอยากทำให้ได้อย่างเขา

และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน ที่เวลาเราไม่ชอบใคร เราก็มักจะมองไม่เห็นข้อดีของเขาเลย

แท้จริงแล้วทุกคนเป็นครูของเราได้เสมอ

คนที่เราชอบ คือแบบอย่างในทางที่ดี แต่เราก็ต้องตระหนักด้วยว่า การทำอย่างเขาไม่ได้แปลว่าเราจะได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างเขา เพราะทุกคนมีจุดตั้งต้นและบริบทที่ไม่เหมือนกัน

ในมุมกลับกัน เราควรเรียนรู้จากคนที่เราไม่ชอบ ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองข้อ

หนึ่ง คนที่เราไม่ชอบนั้นย่อมมีข้อดี เพียงแต่เรามองไม่เห็น หรือแม้จะเห็นก็ยังกลบเกลื่อนหรือบิดเบือนด้วยอคติในใจเรา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการที่เราไม่ชอบเครื่องในไม่ได้แปลว่าเนื้อส่วนอื่นจะไม่อร่อยเสียหน่อย การมองให้เห็นและยอมรับแง่มุมดีๆ ของคนที่เราไม่ชอบ คือแบบฝึกหัดในการขัดเกลาจิตใจของเราเอง

สอง การเรียนรู้ว่า “เราไม่ควรทำอะไร” อาจมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้ว่าเราควรทำอะไร Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan บอกว่า เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก เพราะสิ่งที่เคยถูกมันอาจจผิดแล้วก็ได้ แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งที่เคยผิด จะเปลี่ยนกลับมาเป็นถูกนั้นไม่ง่าย ดังนั้นคนที่เราไม่ชอบอาจเป็นแบบอย่างสำหรับเราในสิ่งที่ผิด หากเรารู้ว่าเขาทำผิดตรงไหน และเมคชัวร์ว่าเราไม่ทำอย่างเขา ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อชีวิตไม่น้อย

“A sign of character is the ability to learn from people you might not like.”
-Shane Parrish

อย่าแค่เรียนรู้จากคนที่เราชอบและชื่นชม

แต่จงเรียนรู้จากทุกคน รวมถึงคนที่เราไม่ชอบด้วยครับ

คุณภาพชีวิตคนคือผลรวมของการตัดสินใจ

ชีวิตของเราที่เดินทางมาถึงจุดนี้ เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจนับครั้งไม่ถ้วน

เวลาเราคิดถึงการตัดสินใจ เรามักจะนึกถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น เรียนคณะอะไร ทำงานที่ไหน แต่งงานกับใคร จะมีลูกหรือไม่

แต่การตัดสินใจที่มีผลไม่น้อยไปกว่ากัน คือการตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ที่โดยตัวมันเองแล้วเหมือนจะไม่มีความหมายอะไร แต่เมื่อมองในเชิงผลลัพธ์ทบต้น (compound results) ในระยะยาวแล้วสามารถเปลี่ยนทิศทางชีวิตได้เหมือนกัน

ความอันตรายก็คือเพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆ เราจึงไม่ค่อยใส่ใจและมักจะไม่รู้ตัว

จะนั่งท่าไหนตอนทำงาน

จะหยิบงานยากหรืองานง่ายขึ้นมาทำก่อน

ปวดฉี่แล้วจะลุกไปเดี๋ยวนี้หรือจะนั่งทำงานต่อ

เวลา Slack หรือไลน์เด้ง จะตอบทันทีหรือจะโฟกัสกับงานตรงหน้า

เวลามีคนมาขอให้ช่วยเหลือจะ say yes จะปฏิเสธ หรือจะต่อรอง

เวลาใครมาพูดไม่ดีจะตอบโต้ทันทีหรือจะสงวนวาจา

เวลาพ่อแม่หรือลูกโทรมาตอนงานยุ่งๆ เราจะรับสายหรือไม่

การตัดสินใจเล็กๆ นี้เกิดขึ้นตลอดวัน

สมมติว่าวันหนึ่งเรานอน 7 ชั่วโมง แสดงว่าเรามีช่วงเวลาตื่นนอน 17 ชั่วโมง

สมมติว่ามีเรื่องให้ต้องตัดสินใจทุก 10 นาที ใน 1 ชั่วโมงก็จะมี 6 เรื่องให้ตัดสินใจ

ในหนึ่งวันจะมีเรื่องให้ตัดสินใจ 17×6 = 112 เรื่อง หรือหนึ่งปีเราจะได้ตัดสินใจประมาณ 112×365 = 40,000 ครั้ง

สมมติว่าการตัดสินใจที่ถูกทำให้ชีวิตเราดีขึ้น 1 ในพันเปอร์เซ็นต์ หรือ 0.001% และสมมติว่าการตัดสินใจที่ผิดทำให้ชีวิตเราแย่ลงในอัตราเดียวกัน

ถ้าตัดสินใจถูก 40,000 ครั้ง ชีวิตเราจะดีขึ้นปีละ 1.00001^40,000 = 1.49 หรือประมาณ 49%

แต่คงไม่มีใครที่จะตัดสินใจถูกทุกครั้งได้ ถ้าใน 40,000 ครั้ง เราตัดสินใจถูก 30,000 ครั้ง ตัดสินใจผิด 10,000 ครั้ง คุณภาพชีวิตเราจะดีขึ้น 1.00001^20,000 = 22%

ถ้าชีวิตเราดีขึ้นปีละ 22% ติดต่อกัน 7 ปี ชีวิตเราจะดีขึ้น 4 เท่า (1.22^7 = 4)

สมมติว่าเด็กจบใหม่ เงินเดือน 20,000 บาท ทำงานไป 7 ปีเงินเดือนอาจไต่ไปถึง 80,000 บาท สำหรับผู้อ่านบางท่านอาจมองว่าเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าใครทำงานอยู่ในฝั่ง tech หรือธุรกิจที่กำลังเติบโตก็จะรู้ว่าเงินเดือนแบบนี้นั้นเป็นไปได้

(ผมยกตัวอย่างเป็นเงินเดือนเพื่อให้จับต้องได้เฉยๆ ในความเป็นจริงแล้วคุณภาพชีวิตไม่ได้ดูที่เงินเดือนอย่างเดียว ต้องดูเพื่อนร่วมงาน โอกาสเรียนรู้และสร้างอิมแพ็ค ความสัมพันธ์ ชีวิตส่วนตัว ทรัพย์สิน-หนี้สิน และอื่นๆ อีกหลายมิติ

และไม่มีใครที่จะชีวิตดีขึ้นได้ตลอดไป พอพ้นวัย 40 สังขารก็เริ่มโรยรา เด็กรุ่นใหม่ก็เก่งกว่า ทักษะของเราอาจหมดคุณค่าในตลาด เราจึงยิ่งจำเป็นต้องตัดสินใจให้ถูกต้องบ่อยยิ่งกว่าตอนวัยหนุ่ม เพื่อชะลอความถดถอยในหลายๆ ด้าน ไม่ต่างอะไรกับการเดินขึ้นบันไดเลื่อนที่กำลังเลื่อนลง)

ในทางกลับกัน ถ้าเราตัดสินใจถูกพอๆ กับการตัดสินใจผิด ชีวิตย่อมย่ำอยู่กับที่

และถ้าเราตัดสินใจผิดมากกว่าตัดสินใจถูก คุณภาพชีวิตก็จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เช่นถ้าใน 40,000 ครั้ง เราตัดสินใจถูก 15,000 ครั้ง ตัดสินใจผิด 25,000 ครั้ง ชีวิตเราจะแย่ลงปีละ 1-(0.99999^10,000) = 10%

ดังนั้น หากอยากเพิ่มโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี – หรืออย่างน้อยคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น – เราก็ควรใส่ใจการตัดสินใจของเราให้ออกมาถูกต้องมากที่สุด

และนี่คือบางไอเดียที่จะช่วยให้เราตัดสินใจถูกต้องได้บ่อยขึ้น

มีเป้าหมาย – เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน เราจะรู้ว่าอะไรสำคัญ และอะไรที่ไม่สำคัญ – เราจึงจะจัดสรรเวลาให้กับเป้าหมาย และลดความสำคัญของกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมายลงไปโดยปริยาย

วางแผน – การวางแผนว่าแต่ละวันจะทำอะไรบ้าง จะเป็นเหมือนไหล่ถนนที่ช่วยป้องกันไม่เราตกคูและไม่ออกนอกเส้นทาง

สร้างอุปนิสัยที่ดี – Habit ที่ดีจะทำให้เราตัดสินใจถูกต้องได้โดยไม่ต้องใช้เจตนาหรือความพยายาม

ออกกำลังกาย – เมื่อเราออกกำลังกาย อ็อกซิเจนจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ทำให้หัวปลอดโปร่ง คิดอะไร มองเห็นอะไรได้ชัดเจน

นอนให้พอ – เวลานอนไม่พอแล้วเราจะตัดสินใจผิดได้บ่อยมาก

หาความรู้ – บางทีการตัดสินใจผิดก็เกิดจากความรู้หรือความเชื่อที่ผิดๆ ดังนั้นหากเราหมั่นขยายคลังความรู้ของตัวเอง (โดยความรู้นั้นต้องมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ) เราก็จะเพิ่มโอกาสที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องเช่นกัน

ตั้งคำถามกับแนวทางที่ตัวเองยึดถือ – อะไรที่เราทำมานานอาจจะเป็นจุดบอดที่เรามองข้ามได้ง่ายที่สุด ดังนั้นอย่าลืมสำรวจตรวจสอบความเชื่อของตัวเอง อะไรที่เคยตอบโจทย์เมื่อ 10 ปีที่แล้วอาจไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป อะไรที่เคยต้องการเมื่อ 10 ปีที่แล้วอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการอีกต่อไป

ฝึกสติ – หลายครั้ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ การฝึกสติจะช่วยสร้างช่องว่างระหว่าง “สิ่งเร้า” จากภายนอก และ “ปฏิกิริยา/การตอบสนอง” (reaction/response) จากภายใน

หากเราใช้เครื่องมือทั้งหมดที่กล่าวมา เราก็น่าจะตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น ตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง ซึ่งนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ

เพราะสุดท้ายแล้ว คุณภาพชีวิตคนคือผลรวมของการตัดสินใจครับ*


* แน่นอนว่าคุณภาพชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของปัจเจกบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมอย่างสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองด้วย

สิ่งที่อยู่ข้างใน ยิ่งใช้ยิ่งมี

ของนอกกาย ใช้แล้วย่อมหมดหรือเสื่อมไป

ดินสอ ใช้แล้วย่อมสั้นลง

แปรงสีฟัน ใช้ไปนานๆ ขนแปรงย่อมยู่ยี่

เงิน ถ้าใช้เพื่อการเสพ ย่อมร่อยหรอ

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่อยู่ข้างในตัวเรา ยิ่งใช้เรากลับยิ่งมีมากขึ้น

ยิ่งได้ออกกำลังกาย เรายิ่งมีแรงมากกว่าเดิม

ยิ่งได้ทำงานใช้สมอง ยิ่งกลายเป็นคนมีสมอง

ยิ่งใช้ความเมตตา เรายิ่งเป็นคนมีเมตตา

อาจไม่ใช่ทุกเรื่องและทุกอย่าง และถ้าใช้เกินพอดีก็อาจพัง ทำงานหนักเกินไปอาจ burnout ออกกำลังกายมากไปก็อาจบาดเจ็บ

แต่ผมคิดว่าความเสี่ยงที่เราจะใช้อะไรในตัวเรามากเกินไปนั้นมีไม่มาก สิ่งที่ควรระวังคือการใช้อะไรในตัวเราน้อยเกินไปมากกว่า

ถ้านั่งโต๊ะทั้งวัน ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเลย กล้ามเนื้อหลังจะอ่อนแอจนปวดหลัง ลำไส้จะขดตัวและทำให้ท้องผูก

ถ้าเลือกทำแต่งานง่ายๆ ไม่ท้าทาย เราจะสบายวันนี้แต่อาจลำบากในวันข้างหน้า เพราะอายุเยอะแต่ความสามารถน้อย

ถ้าเราไม่หัดเป็นคนมีเมตตา เราจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการโกรธ และจิตใจขุ่นมัวอยู่เสมอ

สิ่งที่อยู่ข้างใน เราไม่ต้องประหยัด

เพราะสิ่งที่อยู่ข้างใน ยิ่งใช้เรายิ่งมีครับ

สร้างเรือก่อนฝนตก

เราคงเคยได้ยินตำนานเก่าแก่เรื่องเรือของโนอาห์ (Noah’s Ark) ที่นำพาตัวเองและครอบครัว รวมถึงสิงสาราสัตว์ทุกชนิดจำนวน 1 คู่ขึ้นเรือก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ฝนตกติดต่อกัน 40 วัน 40 คืนจนน้ำท่วมโลก

กว่าจะสร้างเรือใหญ่ขนาดนั้นได้ โนอาห์น่าจะใช้เวลาหลายสิบปี

ผมว่าคนเราก็ควรคิดและวางแผนแบบโนอาห์เช่นกัน คือไม่รีรอที่จะลงมือทำ และควรเผื่อเวลาไว้เยอะๆ

ที่ผ่านมาผมมีวิธีคิดแบบ just in time มากไปหน่อย รอให้น้ำมันจะหมดแล้วค่อยเติม รอให้ถึงเวลาต้องออกจากบ้านจริงๆ แล้วค่อยออก

ซึ่งวิธีการแบบนั้นอาจรู้สึกว่า “ประหยัดเวลา” ได้ก็จริง แต่สิ่งที่แถมมาด้วยคือความรู้สึกเครียด เร่งรีบ และกดดัน ซึ่งเป็นการทำตัวเองโดยแท้

เราไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำมันเหลือ 1 ขีดแล้วค่อยเข้าปั๊ม เราสามารถเข้าปั๊มได้ตั้งแต่ตอนที่น้ำมันเหลือ 4 ขีด

เวลามีนัดหมายสำคัญ เราไม่ควรกะว่าจะไปถึงก่อน 15 นาที เพราะแค่ Google Maps พาเลี้ยวผิดครั้งเดียวก็อาจไปสายได้ เราจึงควรตั้งเป้าไปถึงก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที จะได้ไม่ต้องรีบและมีเวลานั่งพัก

ถ้ามองในสเกลที่ยาวนานกว่านั้น ก็มีอีกหลายเรื่องที่เรามักไม่ใส่ใจ เพราะรู้สึกว่ายังไม่ต้องเริ่มตอนนี้ เช่นการดูแลสุขภาพ/วางแผนการเงิน/พัฒนาจิตใจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ

ถ้าใครอายุเพิ่งเลขสามหรือเลขสี่ วัยเกษียณคงดูไกลตัว รู้สึกว่ายังมีเวลาอีกหลายสิบปี

แต่ยิ่งผ่านชีวิตมาเท่าไหร่ เราจะพบความจริงข้อหนึ่งว่า ทศวรรษนี้ของชีวิตมักจะผ่านไปเร็วกว่าทศวรรษก่อน

เราจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรเริ่มสร้างเรือตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มันพาเราล่องลำนาวาแห่งชีวิตในวันที่ฝนตกหนักครับ