ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขเช่นกัน

ลองนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ

มันมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราผ่านอะไรที่เหนื่อยยากมาแล้ว

เช่นการต้องตื่นมาแต่เช้ามืดแล้วเดินบนเขาอีกหลายกิโล เพื่อมาดูทะเลหมอก

หรือการขายงานลูกค้าสำเร็จหลังจากที่ทำงานหนักอดหลับอดนอนมาหลายวัน

หรือแม้กระทั่งการตะโกนลั่นบ้านเมื่อทีมโปรดพลิกเกมกลับมาเอาชนะได้

กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งที่เติมเต็มจิตใจ ก็ต้องผ่านความลำบากหรือต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำ

สุขกับทุกข์คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน อยากได้ฝนต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง อยากได้คนที่แคร์เราก็ต้องยอมรับเสียงบ่นของเขา อยากมีชีวิตที่ตื่นเต้นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

“To avoid pain, they avoid pleasure. To avoid death, they avoid life.”
– Osho

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขอยู่เช่นกัน

ถ้าเราวิ่งหนีความตาย เราก็กำลังวิ่งหนีชีวิตอยู่เช่นกันครับ

การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

“The best revenge is not to be like your enemy.”

-Marcus Aurelius

ถ้าเราแค้นรุ่นพี่ที่รับน้องแรงๆ เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นพ่อค้าที่เอาเปรียบลูกค้า เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นผู้นำที่คอรัปชั่น เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

เพราะเป็นการง่ายมากที่เรามักจะเผลอเป็นเช่นนั้นเสียเอง

หนึ่ง เพราะเราคือผลผลิตของสิ่งแวดล้อม

สอง เพราะธรรมชาติของจิตใจนั้นไหลลงต่ำ

สาม เพราะกิเลสของเรานั้นเจ้าเล่ห์ ล่อหลอกให้เราเชื่อว่าถึงคนอื่นทำมันจะผิด แต่ที่เราทำนั้นเป็นเรื่องเล็ก มีเหตุผล และใครๆ ก็ทำกัน

เด็กปีหนึ่งที่เคยโดนรับน้องแรงๆ พอขึ้นปีสองก็เลยกลายเป็นรุ่นพี่จอมโหดเพื่อรักษาประเพณีเอาไว้

ลูกค้าที่เคยโดนพ่อค้าที่เอาเปรียบ พอมีธุรกิจของตัวเองก็อาจค้ากำไรเกินควร ด้วยเหตุผลว่าต้องดูแลคนในบริษัทและคนในครอบครัว

ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลคอรัปชั่น เมื่อโดนตำรวจเรียกเพราะทำผิดกฎจราจรจึงเชื่อว่าการให้เงินตำรวจร้อยสองร้อยเพื่อแลกกับการไม่ต้องโดนยึดใบขับขี่นั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ไม่ได้จะบอกว่ามันผิดหรือถูก แค่จะบอกว่าโลกมันก็เทาๆ อย่างนี้ ในดำมีขาว ในขาวมีดำ ดังนั้นอย่าออกตัวแรง

แต่ถ้าเราแค้นเคืองเรื่องใดจริงๆ เรื่องไหนที่เรารับไม่ได้จริงๆ ก็จงตั้งปณิธานว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด-ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม-ไม่ว่าใครๆ เขาจะทำกันก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับตัวเองได้ลำบาก

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกโดยไม่รู้ตัวครับ

เรื่องไหนควรตัดสินใจให้เร็ว-เรื่องไหนควรใช้เวลา

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits แนะนำไว้ว่า ถ้าการตัดสินใจนั้นมันสามารถกลับมาแก้ไขทีหลังได้ เราก็ควรตัดสินใจไปเถอะ อย่าคิดนานเสียจนโอกาสที่ผ่านมานั้นล่วงเลยไป

แต่หากการตัดสินใจไหนมันย้อนกลับมาแก้ไขทีหลังไม่ได้ ก็ควรใช้เวลากับมันให้มาก เพราะหากตัดสินใจพลาดมันจะไม่คุ้มกันเลย

“If a decision is reversible, the biggest risk is moving too slow. If a decision is irreversible, the biggest risk is moving too fast.”

ชีวิตไม่มีอะไรมากไปกว่าอนุกรมของการตัดสินใจ (a series of decisions)

ชีวิตเราในวันนี้เป็นผลลัพธ์รวบยอดของการตัดสินใจทั้งหมดที่ผ่านมาของเรา

คนที่มีชีวิตที่ดี คือคนที่ตัดสินใจได้ถูกต้องมากกว่าตัดสินใจผิด (แน่นอนว่ามีโชคช่วยด้วย)

ดังนั้นอย่าไปกลัวการตัดสินใจ

หนึ่ง เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของชีวิต

สอง เพราะการไม่ตัดสินใจคือการตัดสินใจอย่างหนึ่ง

และสาม เพราะหลังจากตัดสินใจไปแล้ว เรายังทำอะไรได้อีกมากมายเพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในที่สุดครับ

ปรานีต่อตัวเองบ้าง

สมัยเด็กๆ ผมดูวีดีโอคอนเสิร์ต “แบบเบิร์ดเบิร์ด” จบไปหลายรอบมาก

ตอนจบคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมักจะพูดว่า

“เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ของทุกคนให้ดีที่สุด”

แม้จะฟังดู cheesy อยู่บ้าง แต่ก็เป็นประโยคที่เวิร์คมาก ผมถึงยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

เพราะพี่เบิร์ดรู้ตัวว่ามีคนรักเขาอยู่เยอะแยะ และสิ่งที่เขาทำนั้นสร้างความสุขให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน หนึ่งในหน้าที่สำคัญนอกจากการร้องเพลงก็คือการดูแลสุขภาพและประคับประคองตัวเพื่อที่จะได้อยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะไม่แน่นอนนี้ไปได้นานๆ

ผ่านมาจะสี่สิบปีแล้ว พี่เบิร์ดก็ยังรักษาคำพูดนั้น
แล้วเราล่ะ ดูแลตัวเองดีแค่ไหน

เรานอนหลับเพียงพอรึเปล่า มีเวลาทานข้าวบ้างมั้ย ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครนอกจาก 3จ. – จอคอม จอมือถือ จอโทรทัศน์บ้างรึเปล่า

ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยชุดความคิดที่แพร่หลาย มันทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่เราอยากอยู่ด้วยรึเปล่า

ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยก็เดินบ้าง ถ้าทำงานไม่ได้ตามเป้าก็อย่าไปตีอกชกตัว เราไม่ใช่มนุษย์ที่เพอร์เฟ็กต์ เราก็เหมือนกับทุกคนที่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

เรายังมีคนรักอยู่เยอะแยะ เรายังต้องทำให้คนรอบข้างมีความสุข แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้เราต้องโอเคกับตัวเองก่อน

ปรานีต่อตัวเองบ้าง มีเมตตาต่อตัวเองบ้าง ใส่ใจตัวเองบ้าง

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วเราจะไปดูแลใครไหว

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วใครจะอยากดูแลเรา จริงมั้ยครับ?

แนวทางสำหรับคนไม่ชอบเอาชนะ

เพจหรือเว็บไซต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ มักจะบอกให้เราตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ปรับทัศนคติให้เข้มแข็ง ไม่มีอะไรที่เราตั้งใจแล้วจะทำไม่ได้

ซึ่งผมก็พบว่าแนวทางแบบนี้อาจจะเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

สำหรับคนที่ไม่ได้หิวกระหายชัยชนะ ไม่ได้อยากรวยอยากมี ไม่ได้มีความมุ่งมั่นระดับที่ถ้าไม่ได้ก็จะไม่เลิก มันน่าจะมีแนวทางอื่นที่จะมีชีวิตที่โอเคโดยไม่ต้องฝืนตัวเองเกินไป

เหล่านี้คือแนวทางที่ผมลองผิดลองถูกแล้วพบว่าเวิร์คกับตัวเอง เลยอยากเอามาแชร์เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

ตั้งเป้าหมายให้ง่ายที่สุด

  • ไม่ต้องวิดพื้นให้ได้ 60 ทีหรอก แค่วันนี้วิดได้ 5 ทีก็พอ
  • ไม่ต้องวิ่งให้ครบ 5 กิโลหรอก แค่วิ่งๆ เดินๆ ซัก 500 เมตรก็พอ
  • ไม่ต้องเปิดเพจให้มีคนตามเป็นหมื่นคนหรอก แค่เขียนให้ได้สัปดาห์ละตอนก็พอ

ทำเล่นๆ

  • ลองทำดูเล่นๆ อย่าคิดเยอะ อย่าไปจริงจังมากไป ถ้าลองแล้วเวิร์คก็ทำต่อ ไม่เวิร์คก็แค่เลิกทำ
  • ไม่ต้องประกาศออกสื่อว่าจะทำอะไร ถ้าพลาดก็จะได้ไม่เขิน ถ้าทำสำเร็จแล้วอยากจะอวดก็ยังไม่สาย

แก้ที่ทางเข้า

  • ถ้าการตื่นแต่เช้ามันยากนัก ลองนอนให้เร็วขึ้น แล้วการตื่นเช้ามันจะง่ายเอง
  • ถ้าใช้เงินเดือนให้มีเหลือเก็บมันยากนัก ก็ให้บริษัทหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปก่อน เราก็จะมีเงินเก็บโดยไม่ต้องพยายาม
  • ขึ้นไฟล์ใหม่ให้เซฟไฟล์ก่อน ไฟล์จะได้ไม่หาย, เขียนเมลใหม่ให้ใส่ attachment ก่อน จะได้ไม่ลืม

ไม่ต้องทำอะไรฉลาดๆ ก็ได้ แค่อย่าทำอะไรโง่ๆ ก็พอ

  • Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffett กล่าวว่า “It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”
  • ไม่อดนอน ไม่กินอาหารขยะเยอะเกินไป ไม่อั้นเวลาปวดห้องน้ำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้าเยอะเกินไป
  • ไม่ต้องพยายามเป็นหัวหน้าที่ดี แค่อย่าเป็นหัวหน้าที่แย่ก็ช่วยได้มากแล้ว
  • เวลาจะลงทุนอะไร อย่าให้ความโลภบังตา ไม่ว่าผลตอบแทนจะเยอะแค่ไหนก็ไม่คุ้ม ถ้ามันต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เงินเก็บส่วนใหญ่ของเราจะสูญทั้งหมด

บางคนเป็นม้าตีนต้น-บางคนเป็นม้าตีนปลาย

  • ไม่ต้องเอาชีวิตไปเทียบกับใคร เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว
  • บางคนการงานอาจจะรุ่งโรจน์ แต่เรื่องครอบครัวอาจจะมีปัญหา บางคนอาจมีเงินทองมากมาย แต่สุขภาพย่ำแย่
  • แต่ละคนมีบุญเก่าของตัวเอง และแต่ละคนก็มีวิบากของตัวเอง
  • หน้าที่ของเราคือการวิ่งไปตามความเร็วที่เหมาะสม ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องแข่งกับตัวเองด้วย ไม่งั้นมันจะเค้นและเครียดเกินไป เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ บางวันก็ท็อปฟอร์ม บางวันก็ฟอร์มตก ทำได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ถ้าทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

เป็นคนที่รอได้

  • เรื่องดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ มีแต่เรื่องแย่ๆ เท่านั้นที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
  • ธรรมชาติมีจังหวะจะโคนของมัน มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ชอบทำอะไรฝืนธรรมชาติ
  • ไอน์สไตน์บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลคือ compound interest และปัจจัยที่สำคัญที่สุดของดอกเบี้ยทบต้นก็คือเวลา
  • 99% ของทรัพย์สินของ Warren Buffet เกิดขึ้นหลังเขาอายุครบ 60 ปี นี่คือพลังของ compound interest
  • สร้างนิสัยที่เหมาะสมที่ปูทางให้ชีวิตเราดีขึ้นวันละ 1% แล้วรอดู compound interest ทำงานครับ

หวังว่าบางส่วนของแนวทางเหล่านี้จะเหมาะกับผู้อ่านสายชิลล์นะครับ