วันเวลาเป็นฝ่ายชนะเสมอ

ต่อให้ช่วงเวลานี้จะรุ่งโรจน์เพียงใด ถึงวันหนึ่งมันก็จะเข้าสู่ยุคเสื่อม ดังนั้นจงเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี และมีความสุขไปกับมัน – savor every moment.

ต่อให้จะเคยรักกันแค่ไหน แต่หากไม่ออกแรงรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ วันหนึ่งความรักก็ย่อมอ่อนแรงและโรยรา

ต่อให้พ่อแม่ของเราจะแข็งแรงเพียงใด แต่ความอนิจจังนั้นเป็นสิ่งแน่นอน เราจึงไม่ควรชะล่าใจ อย่าเพียงนับว่าท่านจะอยู่ได้อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่หน

ต่อให้เราอยากสต๊าฟลูกให้เป็นเด็กแบบนี้ตลอดไป สุดท้ายเขาก็จะต้องเติบโตและออกจากอ้อมอกเราไป ดังนั้นเวลาลูกมาขอให้เราอุ้ม ก็จงอย่าอิดออด เรามีโอกาสอุ้มเขาได้อีกไม่กี่ครั้งนักหรอก

ต่อให้ไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

ต่อให้อยากอยู่ด้วยกันเพียงใด สุดท้ายก็ต้องจากกันอยู่ดี

ต่อให้คิดถึงเพียงใด สุดท้ายก็ไม่อาจเจอหน้ากันได้อยู่ดี

เพราะวันเวลาเป็นฝ่ายชนะเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากโพสต์ของพี่ปุ้ม พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา – 25 มิ.ย. 65

เวลาตื่นไม่ยอมตื่น เวลานอนไม่ยอมนอน

ช่วงนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่งของผมมีพลังงานล้นเหลือเป็นพิเศษ

สามทุ่มกว่ายังวิ่งไปวิ่งมา ผมปิดไฟห้อง เปิดโคมไฟอ่านนิทานจบไป 3 เรื่องแล้วก็ยังลืมตาแป๋วในขณะที่ “ปรายฝน” พี่สาวของใกล้รุ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว บางทีผมอ่านนิทานต่ออีก 2-3 เรื่องก็ยังไม่หลับ จนต้องใช้ท่าไม้ตายปิดโคมไฟ-ปิดวาจาแล้วนอนเฉยๆ จนหลับไปทั้งลูกและพ่อ

เช้าวันถัดมา เวลาโดนปลุกตอน 7 โมง ใกล้รุ่งก็จะอ้อยอิ่งที่สุด นอนหลับตาตัวไม่กระดิก พอเปิดม่านให้แสบตา เขาก็จะนอนคว่ำเพื่อพยายามจะหลับต่อ ต้องใช้เวลาร่วม 5 นาทีในการชวนคุย แกล้งจั๊กจี้ และสุดท้ายต้องช้อนตัวขึ้นมาอุ้มและพาลงมาอาบน้ำข้างล่าง

เมื่อวานนี้พอเดินลงมา ทิ้งใกล้รุ่งบนโซฟา ใกลุ้ร่งก็ยังนอนคว่ำต่อ ผมก็เลยหมั่นเขี้ยวแซวใกล้รุ่งพร้อมใช้มือตีก้นเป็นจังหวะว่า “เวลาตื่นไม่ยอมตื่น (ตีก้นหนึ่งที) เวลานอนไม่ยอมนอน (ตีก้นอีกหนึ่งที)”

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่พูดไปนี่ก็เข้าตัวอยู่เหมือนกัน


พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงเวลานอนเราก็ไม่ยอมนอน เพราะช่วงเวลากลางดึกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่ามีอิสรภาพอย่างแท้จริง หลังจากที่ต้องทำตามความคาดหวังของคนอื่นมาทั้งวัน

เราจึงนอนดูซีรี่ส์ตอนแล้วตอนเล่า หรือนอนไถฟีดได้เป็นชั่วโมง

พอถึงเวลาตื่น เราก็เลยต้องตื่นอย่างไม่เต็มใจ บางคนต้องพึ่งพากาแฟเพื่อให้มีเรี่ยวมีแรงพอที่จะทำงานไหว

เวลาช่วงเช้าที่เหมาะแก่การทำงานชิ้นใหญ่ เราก็เผลอไผลไปเช็คโซเชียล หรือไม่ก็ตอบอีเมล รู้ตัวอีกทีคนก็เริ่มทักสแล็ค-ทักไลน์จนเราไม่อาจทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้อีกต่อไป ระหว่างวันก็มีประชุมติดๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งทำงานของตัวเองตอนดึกๆ แล้วจบด้วยการดูซีรี่ส์เป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป

เวลาที่มีนัดแล้วเราไปสาย ก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือควรจะเตรียมตัวออกจากบ้านได้ตั้งนานแล้ว แต่เราก็ใช้เวลาไปกับอย่างอื่นจนนาทีสุดท้าย แล้วก็ต้องมานั่งเครียดบนท้องถนนโดยไม่ใช่เรื่อง

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดส่วนใหญ่ในชีวิตได้ หากเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

ฟังดูง่ายๆ แต่ทำได้ไม่ง่าย – simple but not easy

อาจจะเริ่มต้นด้วยการนอนในเวลาที่ควรนอน และตื่นอย่างเต็มใจในเวลาที่ควรตื่น

ถ้าเราทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตน่าจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

เปรียบเทียบน้อยก็สุขมาก เปรียบเทียบมากก็สุขน้อย

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะเราเป็นสัตว์สังคมมาแต่ไหนแต่ไร

เมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะเราแค่เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เราเจอกันในชีวิตจริง อาจจะเป็นคนในหมู่บ้าน คนที่โรงเรียน หรือคนที่บริษัท

แต่พอเรามีโซเชียลมีเดีย ตัวเปรียบเทียบของเราก็มากขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นเท่า

ไม่ว่าเราจะจะสวยเท่าไหร่ มันจะมีคนที่สวยกว่าเราเสมอ ไม่ว่าเราจะรวยเท่าไหร่ มันจะมีคนที่รวยกว่าเราเสมอ

ซึ่งมันก็เป็นความจริงที่เรารู้กันอยู่แล้วในเชิงนามธรรม แต่เมื่อโดนตอกย้ำในเชิงรูปธรรมบนหน้าฟีดอยู่ทุกวันก็ย่อมตอกย้ำว่าเรายังดีไม่พอ เรายังสำเร็จไม่พอ

เมื่อบวกกับแรงของทุนนิยมที่เชียร์ให้เราจับจ่าย เราจึงกลายเป็นผู้บริโภคชั้นดี ที่จะยอมควักเงินและควักพลังชีวิตเพื่อผลักดันและดึงดันให้ชีวิตฉันต้องดีขึ้นกว่านี้เรื่อยไป

แต่เรากำลังเล่นเกมที่ไม่มีวันชนะ ความรู้สึกพึงพอใจอย่างแท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการการเปรียบเทียบกับคนอื่น

เปรียบเทียบคนที่สูงกว่าเราก็อาจอิจฉาหรือถอนใจ เปรียบเทียบกับคนที่ต่ำกว่าเราก็มีโอกาสอัตตาพองโต

“The greatest killer of happiness is comparison.”
-Shane Parrish

ไม่เปรียบเทียบเลยคงไม่ได้ แต่เปรียบเทียบตลอดไปก็ลำบาก

เปรียบเทียบน้อยก็สุขมาก เปรียบเทียบมากก็สุขน้อยครับ

ยืนตำแหน่งให้ดี

ในเกมฟุตบอล ทักษะหนึ่งที่สำคัญมากคือการยืนตำแหน่งให้ดี (positioning)

ถ้าโกลยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะไม่เสียประตูง่ายๆ

ถ้าแผงกองหลังยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะช่วยกันสกัดคู่แข่งได้

ถ้ากองกลางยืนตำแหน่งได้ดี ก็จะสามารถบัญชาการเกม

และถ้ากองหน้ายืนตำแหน่งได้ดี ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงโอกาสให้เป็นประตู

ในชีวิตจริงของคนเรา ก็ต้องหา position ที่ดีให้กับตนเองเช่นกัน

เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะเจอกับอะไรบ้าง แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้ตลาดหุ้นจะเป็นยังไง แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีด้วยการไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อาจถูกบังคับให้ขายหุ้นทิ้ง

เราไม่รู้หรอกว่าเราจะได้โปรโมตเมื่อไหร่ แต่เราสามารถยืนตำแหน่งให้ดีได้ด้วยการเติมเต็มทักษะที่จำเป็น เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึงเราจะได้พร้อมคว้าโอกาสนั้นไว้

เมื่อเรายืนตำแหน่งได้ดี เราจะเป็นผู้คุมเกม เมื่อเรายืนตำแหน่งได้แย่ เราจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ และเมื่อถูกกระทำ เรามักจะตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ยืนตำแหน่งให้ดี และเราจะมีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้นครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Brain Food: No Points for Difficult

วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นบ้าง?

Jerzy Gregorek นักแต่งกลอนและอดีตแชมป์โลกยกน้ำหนัก เคยกล่าวไว้ว่า

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

เป็นเรื่องปกติที่เราจะเลือกทางง่ายไว้ก่อน เพราะสมองของเราถูกวิวัฒนาการให้มองหาหนทางที่จะประหยัดพลังงาน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดในยุคสมัยที่เราต้องออกหาอาหารเองทุกมื้อและไม่รู้ว่าวันต่อไปจะมีอะไรกินรึเปล่า

ความขี้เกียจจึงเป็นทุนเดิมของมนุษย์ ส่วนความขยันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน

เราจึงทำงานให้เสร็จแทนที่จะทำงานให้ดี

เราจึงกดส่งเมลทันทีแทนที่จะตรวจทานอีกสองรอบ

เราจึงปั่นสไลด์ในคืนก่อนพรีเซนต์ แทนที่จะทำให้เสร็จก่อนสองวัน

เราชอบเอาความสบายของตัวเราในวันนี้เป็นที่ตั้ง และผลักภาระให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

แต่คนที่ชีวิตก้าวหน้า จะพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นเสมอ

นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำๆ

เตรียมทำสไลด์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีในวันที่พรีเซนต์

แน่นอนว่ามันต้องออกแรง แน่นอนว่ามันฝืนธรรมชาติ เพราะถ้าให้เลือกโดยสัญชาตญาณเราก็ชอบเลือกทางง่ายกันทั้งนั้น

แต่ถ้าเราอยากขึ้นที่สูง เราควรกระซิบถ้อยคำนี้กับตัวเองบ่อยๆ

อย่าทำเพราะว่ามันง่าย – ให้ทำเพราะว่ามันยากครับ