ทำก่อน พร้อมทีหลัง

ผมเคยคุยกับน้องที่แต่งงานแล้ว พอถามว่าอยากมีลูกมั้ย หลายคนมักจะตอบว่า “ยังไม่พร้อม”

กลัวว่าถ้าเขาออกมาแล้วเราจะดูแลเขาได้ไม่เต็มที่ กังวลว่าสังคมทุกวันนี้มันอยู่ยาก

จะว่าไป สำหรับคนที่ยังไม่ได้ commit มีหลายอย่างที่เรามักคิดว่าตัวเองไม่พร้อม

ไม่พร้อมแต่งงาน ไม่พร้อมลงหลักปักฐาน ไม่พร้อมมีลูก ไม่พร้อมออกมาทำธุรกิจ

เพราะยิ่งคิดยิ่งจินตนาการ ก็ยิ่งกลัวว่าเราจะทำได้ไม่ดี หรือเราจะสูญเสียสิ่งที่เคยมีไป

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ วันที่เราจะพร้อมกับเรื่องเหล่านี้อาจไม่เคยมาถึง ถ้ารอให้พร้อมเสียก่อน เราอาจจะไม่ได้ทำมันเลยก็ได้ หรือถ้าได้ทำก็อาจจะกลับมานั่งคิดว่า “รู้งี้ทำไปนานแล้ว”

ดังนั้น ถ้าความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับไหว บางทีเราก็ต้อง take a leap of faith คือกลั้นใจแล้วกระโดดเข้าไปหามัน

บอกตัวเองว่า คนอื่นเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

เมื่อไปอยู่หน้างาน สติปัญญาเราจะทำงาน และสัญชาตญาณจะบอกเราเองว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ

“You’re never ready for what you have to do. You just do it. That makes you ready.”
― Flora Rheta Schreiber

แน่นอนว่าทำแบบนี้มีความเสี่ยง แต่การรอให้พร้อมก็เป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

กับหลายสิ่งอย่างเราไม่มีวันพร้อม

เราจึงต้องทำมันก่อนแล้วเราค่อยพร้อมทีหลังครับ

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอ

เราหลายคนคงเคยผ่านวงจรนี้

  1. เกิดแรงบันดาลใจ
  2. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย
  3. ซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยหลักการ no pain no gain, get out of your comfort zone และ beat yesterday
  4. ผ่านไป 2-3 เดือนก็เกิดอาการเบื่อหน่าย บาดเจ็บ หรือ burnout
  5. ล้มเลิก

นี่คือวิธีคิดและทำแบบมือสมัครเล่น

เราเคยสงสัยบ้างมั้ยว่ามืออาชีพเขาทำกันยังไง?

นักวิจัยเคยทำการเก็บข้อมูลการเก็บตัวซ้อมของนักเล่นสกีระดับโอลิมปิก

การฝึกซ้อมแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

High intensity – ฝึกหนักระดับที่หัวใจเต้นเร็วกว่า 87% ของ maximum heart rate*

Medium intensity – ฝึกระดับปานกลาง หัวใจเต้นประมาณ 82-87% ของ MHR

Low intensity – ซ้อมเบาๆ หัวใจเต้นที่ 60-82% ของ MHR

นักกีฬากลุ่มนี้จะฝึกซ้อมปีละ 861 ชั่วโมง หรือตกวันละ 2 ชั่วโมงกว่าๆ

เมื่อนำข้อมูลการซ้อมตลอดทั้งปีมากางดูก็พบว่า

89% ของการฝึกซ้อมเป็นแบบ light intensity

6% เป็น medium intensity

และ 5% เป็น high intensity

ไม่ใช่เฉพาะนักเล่นสกี แต่ข้อมูลของนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน นักพายเรือ และนักว่ายน้ำอาชีพก็มีความคล้ายคลึงกัน คือพวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมแบบ low intensity

ซึ่งน่าจะตรงข้ามกับความเชื่อของเรา (มือสมัครเล่น) ที่คิดว่ามืออาชีพนี่น่าจะต้องฝึกหนักหน่วงแทบรากเลือด

แต่แท้จริงแล้ว การฝึกซ้อมส่วนใหญ่ของมืออาชีพมักจะอยู่ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่าขีดจำกัดของพวกเขา

เพราะโค้ชและนักกีฬารู้กันดีว่าหากโหมซ้อมเกินไปจนร่างกายไม่มีเวลาฟื้นฟูเพียงพอ ย่อมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ดังนั้นเราควรจะฝึกซ้อมด้วยใจสบาย ด้วยความสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้อง push your limits ตลอดเวลา เพราะสิ่งที่ได้มานั้นไม่คุ้มเสีย

ผมยกตัวอย่างการเล่นกีฬาก็จริง แต่มันสามารถนำไปใช้ได้กับหลายมิติของชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมดนตรี การสร้าง content การทำงาน หรือการภาวนา

ความจริงจังไม่สำคัญเท่าความสม่ำเสมอครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก Collaborative Fund: Keep It Going by Morgan Housel

* วิธีคำนวณ maximum heart rate คือเอา 220 ตั้งแล้วลบด้วยอายุของเรา เช่นถ้าเราอายุ 40 ปี, MHR ก็จะเป็น 220-40 = 180 ครั้งต่อนาที

กับคนอื่นให้ใช้เหตุผล กับคนใกล้ตัวให้ใช้อารมณ์

(เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่เตา บรรยง IMET MAX)

ผมเพิ่งไป outing ที่จันทบุรีกับ IMET MAX รุ่นที่ 5 มาครับ

IMET MAX คือโครงการอุทยานผู้นำที่จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง มี mentor 12 ท่านจับคู่กับ mentee 36 คนเป็นเวลา 8 เดือน

ผมและเพื่อนอีกสองคนได้ “พี่อ้น” วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาเป็นเมนทอร์ และได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว

การไปเที่ยวรอบนี้ทำให้ได้รู้จักกับ mentor ท่านอื่นๆ โดยเมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้สนทนากับ “พี่เตา” บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

พี่เตาผ่านชีวิตมาเยอะมาก แถมความจำก็ดีมากราวกับสิ่งต่างๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

พอเราถามว่าทำไมพี่เตาถึงจำแม่นได้ขนาดนี้ พี่เตาบอกว่าเพราะ “โยนิโสมนสิการ”

“เมื่อเราตั้งใจคิดมาทุกด้าน เราจะไม่ลืม”

ก็เลยขอคัดบางถ้อยคำมาแชร์ไว้ในบทความนี้ เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ น้อมใจคิดตามและนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์นะครับ

วิชาความเสี่ยง

สมัยพี่เตาทำงานด้าน investment banking ใหม่ๆ มีผู้บริหารชาวต่างชาติคนหนึ่งสอนพี่เตาว่า

“No risk, no future, no glory.”

ดังนั้นเราต้องกล้าเสี่ยง โดยมีข้อแม้อยู่สองข้อ

หนึ่ง ความเสี่ยงนั้นต้องเป็น calculated risk

สอง ห้ามแทงหมดตัว

.

วิชาผู้นำ

พี่เตาเรียนจบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.04

พี่เตาจึงย้ำเสมอว่าเขาไม่ใช่คนเก่ง แต่เขารู้ว่าใครเก่ง ดังนั้นความสามารถของพี่เตาคือการไปชักชวนคนเก่งให้มาทำงานด้วย

พี่เตาชอบคำสอนหนึ่งในหนังสือ Control Your Destiny or Someone Else Will ที่ว่าด้วยหลักการการทำงานของ Jack Welch อดีต CEO ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง General Electric

“Don’t manage. Lead.”

ถ้าเราคิดจะจัดการหรือปกครอง แปลว่าเรามองเห็นคนอื่นต่ำกว่า

แต่เราออกมานำ เรามองเขากับเราเท่ากัน

พี่เตาเพิ่มเติมว่า 3 ทักษะของการเป็นผู้นำก็คือ

หนึ่ง Conceptual skill เราสามารถมองภาพใหญ่แบบ bird’s-eye view ได้

สอง Technical skills เรามีความรู้มากพอที่จะลงรายละเอียดกับน้องๆ

สาม People skill ซึ่งยากที่สุด

คนที่มี people skill ไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกคนชอบเรา

สำหรับพี่เตาคนที่มี people skill คือคนที่สามารถทำให้คนอื่นคิดและทำในแบบที่เราต้องการได้ (get people to think and act what you want)

“ถ้าเขาคิดเหมือนที่เราอยากให้เขาคิดก็ดี แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดเหมือนเรา อย่างน้อยต้องโน้มน้าวให้เขาทำสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ”

.

วิชาผู้ประกอบการ

Jack Welch บอกว่าผู้นำต้องมี 1P กับ 4E

Passion
Energy
Energize people – respect and empathy เข้าใจเขา
Edge มีความคม กล้าเสี่ยง
Execute – สามารถ make things happen ได้

ส่วนพี่เตาบอกว่าเจ้าของธุรกิจต้องมี 5 ใจ

ใจรัก
ใจสู้
ใจถึง
ใจกว้าง
ใจสูง

“ความรู้ทุกอย่างนั้นมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดเอง ถ้าเราเห็นใครทำแล้วดี และเรายังไม่มองเห็นผลเสีย พรุ่งนี้เราก็ลองทำแบบเขา และทำให้ดีกว่า”

.

วิชาอุอากะสะ

พี่เตาบอกว่าถ้าเราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะพบความมหัศจรรย์มากมาย

ยกตัวอย่าง ทิฏฐธัมมิกัตถะ ซึ่งเป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาที่บางคนเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี”

  1. อุฏฐานสัมปทา เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน
  2. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์
  3. กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคนชั่ว
  4. สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์

พี่เตาทักว่าคำสอนนี้คล้ายคลึงกับสามเหลี่ยมของมาสโลว์มาก

  1. Physiology
  2. Security
  3. Love & Belonging
  4. Esteem
  5. Self-actualization

ซึ่ง self-actualization ในทางศาสนาพุทธก็คือนิพพานนั่นเอง

พี่เตาไม่เชื่อว่ามาสโลว์จะลอกไอเดียจากพระพุทธเจ้า แต่เชื่อว่าอะไรที่มันเป็นสัจธรรมสุดท้ายแล้วก็จะได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน

.

วิชาการเงิน

สำหรับพี่เตา เงินคืออำนาจซื้อ แต่สำหรับบางคน เงินคือเครื่องมือวัดความสำเร็จ

สำหรับบางคน เงินคือ security หรือความมั่นคง

สำหรับพี่เตา security ที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพและความสัมพันธ์

.

วิชาเชื่อใจ

การสร้างความเชื่อใจมีสามขั้นตอน

  1. Connection รู้จัก
  2. Relation สัมพันธ์
  3. Trust เชื่อใจ

พี่เตายังบอกอีกว่าความเชื่อใจนั้นต้องดูด้วยว่าเชื่อใจเพราะอะไร

  1. จริงใจ – integrity
  2. จริงจัง – commitment
  3. ตัวจริง

พี่เตาจะบอกลูกค้าเสมอว่า “เวลาที่ผมทำ deal ให้คุณ คุณเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตผม”

พี่เตาเล่าถึงวันที่บินไปปารีสเพื่อดูรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก France 98 ที่ฝรั่งเศสปะทะกับบราซิล

ปรากฎว่าลูกค้าของพี่เตาโทรมาแจ้งว่ามีเรื่องสำคัญมาก ต้องการให้พี่เตาไปคุยด้วย

พี่เตาตัดสินใจเอาตั๋วรอบชิงให้คนอื่น แล้วบินกลับไทยวันนั้นเลย

แม้พี่เตาจะอดดูฟุตบอลโลกนัดชิงในปีนั้น แต่สิ่งที่พี่เตาได้กลับมาก็มากพอที่จะดูฟุตบอลโลกรอบชิงอีกกี่ครั้งก็ได้ในชีวิต

วิชาครอบครัว

ผมถามว่า เมื่อเราต้องทำงานหนัก ต้องออกไปเจอคนมากมาย หลายครั้งกลับบ้านค่ำมืดดึกดื่น ทำอย่างไรให้ภรรยาไม่รู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องตัวเองมากกว่าเรื่องครอบครัว

สิ่งที่พี่เตาทำคือให้ภรรยาได้มีส่วนร่วม ในความหมายที่ว่า พอมีงานอะไร เจอปัญหาอะไรมา พี่เตาจะเล่าให้ภรรยาฟัง แม้เขาจะรู้เรื่องบ้างหรือไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่เป็นไร

อีกอย่างหนึ่งที่พี่เตาทำคือให้ภรรยารู้จักกับเพื่อนสนิทของพี่เตาทุกคน และพี่เตาก็รู้จักกับเพื่อนสนิทของภรรยาทุกคน เวลาภรรยาไปเจอเพื่อนพี่เตาก็ไปด้วย เวลาพี่เตาไปเจอเพื่อนภรรยาก็ไปด้วย พอเขารู้ว่าเวลาเราไม่อยู่บ้านเราอยู่กับใคร เขาก็จะสบายใจขึ้น

เวลาพี่เตาให้คำแนะนำคนที่จะเริ่มต้นชีวิตคู่ พี่เตามักจะแนะนำว่า

“อย่าคิดที่จะปรับตัวเข้าหากัน ไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึกว่าทำไมเราปรับตัวอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราควรคิดว่าเรานี่แหละที่จะเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาเขาเอง”

อีกคำแนะนำก็คือ

“กับคนอื่นให้ใช้เหตุผล กับคนใกล้ตัวให้ใช้อารมณ์ แต่ต้องเป็นอารมณ์ของเขานะ ไม่ใช่อารมณ์ของเรา”

ขอบคุณพี่เตา บรรยง พงษ์พานิช สำหรับเคล็ดวิชาชีวิต

ขอบคุณ IMET MAX อีกครั้งที่จัดสรรให้พวกเราได้มีบทสนทนาอันเปี่ยมไปด้วยปัญญาและความปรารถนาดีครับ

ใช้ชีวิตให้เหมาะกับช่วงวัย

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้

วัยเด็ก มีเวลา มีแรง แต่ไม่มีเงิน

วัยผู้ใหญ่ มีเงิน มีแรง แต่ไม่มีเวลา

วัยชรา มีเวลา มีเงิน แต่ไม่มีแรง

ฟังครั้งแรกก็คงอดคิดไม่ได้ว่าทำไมชีวิตถึงไม่มีความพอดี จะหาสักช่วงวัยหนึ่งที่มีครบทั้งสามอย่างไม่ได้เชียวหรือ*

แต่หากเรายอมรับความจริง ว่าชีวิตก็เป็นแบบนี้ โลกมันก็เป็นแบบนี้ เราก็จะเลิกเรียกร้องหรือแอบหวังในสิ่งที่เราไม่มี แล้วหาทางปรับตัวเพื่อใช้สิ่งที่เรามีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในวัยเด็ก เราไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร เพราะเรามีแรงและมีเวลามากมาย ดังนั้นจงใช้มันไปกับการเรียนรู้ และอยู่กับสิ่งที่เราสนใจ ชอบดนตรีก็จงเล่นดนตรี ชอบกีฬาก็จงเล่นกีฬา ชอบเรียนหนังสือก็จงเรียนหนังสือ เพราะทุกทักษะที่เราฝึกฝนและทุกความทรงจำในวัยนี้จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

ในวัยผู้ใหญ่ เรารู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ รู้สึกเหนื่อยที่ต้องวิ่งตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็อยากสร้างเนื้อสร้างตัว อยากดูแลคนในครอบครัวให้ดีที่สุด เราจึงพยายามเป็นคน productive เพื่อจะใช้เวลาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ทำงานเก็บเงินเพื่ออนาคต และฝันหวานถึงวันที่เราจะมีเวลาทำทุกอย่างที่เราอยากทำ

แต่หากเรายอมรับได้ว่าในช่วงวัยนี้เราคงไม่มีเวลาหรอก แต่เรามีแรงและมีเงิน ดังนั้นจงใช้ต้นทุนที่เรามี แรงมีก็ใช้ไปหาเงินและประสบการณ์ เงินมีก็อย่าเก็บเพื่ออนาคตแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทำให้มันงอกเงยหรือนำมาซื้อเวลาเช่นจ้างคนทำงานบ้าน

เราควรพร้อมจ่ายเงินเพื่อซื้อโอกาสทำในสิ่งที่เราจะทำไม่ไหวในวัยชรา เช่นการเดินทางหรือการทำกิจกรรมโลดโผนสนุกสนาน

ในวัยผู้ใหญ่นี้ หากเราทำทุกอย่าง “เพื่อสร้างอนาคต” มากจนเกินไป เราก็จะสูญเสียปัจจุบันไปโดยไม่รู้ตัว แถมเราไม่มีทางรู้ด้วยว่าชีวิตเราจะยืนยาวถึงเมื่อใด เงินจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเรามีชีวิตอยู่ได้ใช้มันด้วย

สิ่งไหนที่เราเคยรักในวัยเด็กก็จงทำมันบ้าง แม้จะน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม หลายคนรอให้ถึงวันที่มีเวลาก่อน ซึ่งวันนั้นมักไม่เคยมาถึง

สำหรับวัยชรา ผมคงไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้มากนัก เพราะยังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่หวังว่าเราจะเดินทางถึงวัยชราด้วยการมีเงินและมีเวลาอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงรักษาสุขภาพให้ดีพอที่จะทำสิ่งที่เหมาะสมกับวัย แม้ไม่อาจโลดโผนโจนทะยานแต่ก็หวังใจว่าจะไม่ต้องวิ่งเข้า-วิ่งออกโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากความประมาทในวัยหนุ่มสาว

ยอมรับความจริงของแต่ละช่วงวัย และใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับโอกาสและข้อจำกัดเหล่านั้น

แล้วเราน่าจะมีชีวิตที่ดีที่ได้ ภายใต้ความไม่เพอร์เฟ็กต์ของโลกใบนี้ครับ


* แน่นอนว่าคำกล่าวทุกข้อย่อมมีข้อยกเว้น เด็กบางคนก็มีเงิน ผู้ใหญ่บางคนก็มีเวลา และผู้ชราบางคนก็ยังมีแรงอยู่ แต่คนส่วนใหญ่น่าจะตกอยู่ในข้อความข้างต้น

วันนี้จะผิดให้น้อยกว่าเมื่อวาน

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

ว่ากันว่ามีช่างไม้ที่แกะสลักช้างไม้ได้เหมือนจริงมาก

ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่รังสรรค์งานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า

“ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป”

ก็เท่านั้นเอง

ไม้ที่ดีจะมาพร้อมกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของมัน เช่น ถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะช้างให้ใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอด้วยการกะเทาะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป


Nassim Taleb เขียนไว้ในหนังสือ Antifragile ว่า

“So knowledge grows by subtraction much more than by addition—given that what we know today might turn out to be wrong but what we know to be wrong cannot turn out to be right, at least not easily.”

สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้องในวันนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องผิดในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ในขณะที่สิ่งที่ผิดในวันนี้มันก็จะยังผิดอยู่วันยังค่ำ

ในหนังสือ What Got You Here Won’t Get You There ของ Marshall Goldsmith ก็บอกไว้ว่า การเป็นหัวหน้าที่ดีนั้นไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ


เรื่องงาน – ถ้าเราไม่รู้ว่าเราชอบงานอะไร ให้เริ่มจากการหาให้เจอว่าเราไม่ชอบงานอะไร

เรื่องความรัก – ถ้าเราไม่รู้ว่าผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหน อย่างน้อยต้องรู้ว่าผู้หญิงไม่ชอบผู้ชายแบบไหน

เรื่องการเงิน – ถ้าเราไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เงินงอกเงย ให้เริ่มต้นจากการรู้ว่าทำยังไงให้เงินหดหาย

ถ้าไม่รู้ว่าจะเป็นคนที่ดีขึ้นได้ยังไง ให้โฟกัสกับการเป็นคนที่แย่ให้น้อยลง อะไรที่เคยผิดไปแล้วก็อย่าผิดซ้ำ

วันนี้จะผิดให้น้อยกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้จะผิดให้น้อยกว่าวันนี้

พอผิดน้อยลง มันก็จะถูกมากขึ้นเอง