หมวก 3 ใบของคนทำงาน

20160818_3caps

คือหมวกเจ้านาย หมวกคนทำงาน และหมวกคนว่างงาน

เมื่อเราสวมหมวกเจ้านาย เราจะสนใจเรื่องอนาคต เช่นเป้าหมายประจำปี การวางแผนสำหรับเดือนนี้ จัดลำดับความสำคัญของชิ้นงาน และมองว่าจะแจกจ่ายงานอย่างไรให้ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อเราสวมหมวกคนทำงาน เราจะสนใจงานที่อยู่ตรงหน้า มีสมาธิจดจ่อที่จะทำพรีเซนเทชั่น เขียนรีพอร์ต หรือทำเอ๊กเซลไฟล์ให้เสร็จลุล่วงตามที่ได้รับมอบหมายมา

เมื่อเราสวมหมวกคนว่างงาน เราจะสนใจอะไรก็ตามที่ไม่ใช่งาน เช่นเล่นเฟซบุ๊ค เดินไปหาขนมกิน หรือจับกลุ่มเมาธ์กับเพื่อนทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์

เราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยสวมหมวกทั้งสามใบนี้ แม้จะไม่เคยเป็นเจ้านายและไม่เคยตกงานก็ตาม

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่จะใส่หมวกคนทำงานเสียเยอะ คือขยันขันแข็งสู้งานไม่มีถอย

แต่ถ้าเราไม่สวมหมวกเจ้านายเสียบ้าง เราจะพลาดโอกาสที่จะถอยออกมาเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ว่า งานที่เราทำมันมีคุณค่าจริงหรือเปล่า และเราสามารถทำงานชิ้นนี้ให้ต่างออกไปจากเดิมได้หรือไม่

สำหรับคนส่วนน้อยที่ได้สวมหมวกเจ้านายเป็นหลัก ได้แต่วางแผนแล้วก็สั่งๆๆ โดยไม่ได้ลงมาลุยงานเองบ้างเลย ก็อาจจะทำให้เขามองไม่เห็นภาพที่แท้จริงของเนื้องานว่ามันยากง่ายเพียงใด และความคาดหวังที่เขามีต่อลูกน้องนั้นเป็นไปได้แค่ไหน

ส่วนหมวกคนว่างงานนั้น ถ้าใส่นานเกินไปก็คงได้ว่างงานกันจริงๆ เพราะเราไม่ได้สร้างคุณค่าให้คุ้มกับเงินเดือนที่เขาจ่ายเรา

แต่หมวกคนว่างงานก็จำเป็น เพราะเราไม่สามารถทำงานได้ตลอด อย่างน้อยทุกๆ สองสามชั่วโมงเราควรจะพักและออกมาให้ห่างจากโต๊ะทำงานเสียบ้าง ไปเดินเล่น ซื้อขนม จับกลุ่มเมาธ์มอย เพื่อชาร์จแบตให้มีแรงกลับมาสวมหมวกเจ้านายและหมวกคนทำงานกันต่อไปครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

คนเก่งจริงย่อมกล้าจ้างคนเก่งกว่า

20160717_aplayers

อดีตผู้บริหารบริษัทผมคนหนึ่งชื่อฟิลิปเคยเขียนบล็อกเอาไว้ว่า

คนเกรด A จะจ้างคนเกรด A (A players hire A players)

ส่วนคนเกรด B จะจ้างคนเกรด C (B players hire C players)

เพราะหัวหน้าทีมที่เป็นคนเกรด A จะรู้ได้ทันทีว่าคนที่เขาสัมภาษณ์อยู่นั้นเป็นคนเกรด A เหมือนกัน (เสือย่อมเห็นเสือ)

และคนเกรด A จะไม่กังวลว่าเด็กใหม่ที่ร้บเข้าทีมจะเก่งกว่าหรือจะโดดเด่นไปกว่าเขา

แต่ถ้าหัวหน้าทีมเป็นคนเกรด B ถ้าเขาได้สัมภาษณ์เด็กที่เป็นเกรด A เขาอาจจะไม่รับก็ได้ เพราะอาจจะดูไม่ออก หรือไม่ก็ดูออกแต่รู้สึกว่าอาจจะมาทำให้ตำแหน่งของตัวเองคลอนแคลน

คนเกรด B เลยจะจ้างแต่คนเกรด C

และคนเกรด C ก็จะจ้างแต่คนเกรด D

แล้วในเวลาไม่นาน องค์กรก็จะเต็มไปด้วยคนทุกเกรด ยกเว้นเกรด A (เพราะหนีไปทำที่อื่นหมด)

แต่ก็มีคนถามว่า ในโลกแห่งความจริง มันจะทำได้เหรอที่จะจ้างแต่คนเกรด A อย่างเดียว?

ฟิลลิปบอกว่าทำได้ เพราะ Google กับ Apple ก็ทำอย่างนี้มาตลอด

องค์กรของเราอาจจะไม่ได้เนื้อหอมเท่า Google หรือ Apple แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะจ้างคนไม่เก่งซักหน่อย

เพราะคนเกรด B ถ้าได้รับการดูแลดีๆ เขาอาจจะกลายเป็นคนเกรด A ก็ได้

และคนทำงานเกรด A ก็ย่อมอยากได้คนเก่งๆ มาร่วมทีม เพื่อจะช่วยให้บริษัทก้าวหน้าและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในองค์กร ไม่มามัวคิดเล็กคิดน้อยว่าคนเก่งๆ ในทีมจะมาทำให้ตำแหน่งของเราสั่นคลอน

จริงๆ แล้วในฐานะหัวหน้า เราควรจะจ้างแต่คนที่เก่งพอ (หรือมีศักยภาพพอ) ที่จะมาทำงานแทนเราด้วยซ้ำไป

เหมือนคำกล่าวที่ว่า Don’t be indispensable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted. อย่าเป็นคนสำคัญจนทีมขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีใครแทนคุณได้ คุณก็ไปต่อไม่ได้เหมือนกัน

มีคนเสนอไอเดียด้วยซ้ำว่า ในใบประเมินผู้สมัคร ควรจะมีคำถามว่า “ผู้สมัครคนนี้เก่งกว่าคุณในด้านใดบ้าง?”

หัวหน้าเกรด A ย่อมมองเห็นว่าผู้สมัครเก่งกว่าตนในด้านไหน และไม่ลังเลที่จะดึงมาเข้าทีม

เพราะถ้าคุณไม่กล้าจ้างคนเกรด A

นั่นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่หัวหน้าเกรด A เช่นกัน


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากPixabay.com

ไม่ยากก็ไม่สนุก

20160624_NotHardNotFun

“What is not hard is not fun”

– Malcolm Gladwell


Malcolm Gladwell เป็นคนเขียนหนังสือ Bestseller หลายเล่ม นับตั้งแต่ The Tipping Point, Blink, Outliers, What The Dog Saw และ David and Goliath

แมลคอล์มมาให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ The Tim Ferriss Show ผู้เขียน The 4-Hour Work Week หนึ่งในหนังสือที่จุดกระแส passive income เมื่อ 9 ปีที่แล้ว

ทิมถามแมลคอล์มว่า ในบรรดาหนังสือที่เขียนมาทั้งห้าเล่ม เล่มไหนเขียนยากสุด

เขาบอกว่าสองเล่มสุดท้ายเขียนยากสุด เพราะเขาอยากจะเล่าเรื่องให้ดีกว่าเล่มที่ผ่านๆ มา แต่มันก็เป็นสองเล่มที่เขาสนุกที่สุดด้วย เลยใช้เวลามากกว่าปกติเพราะไม่อยากให้ความสนุกนี้สิ้นสุดลง


สมัยเด็กๆ เวลาเตะบอล เราจะโอจับคู่เพื่อแบ่งทีม

ขาว (แบมือ) อยู่ทีมเดียวกัน ดำ (คว่ำมือ) ก็อยู่อีกทีมนึง

ซึ่งบางครั้งการจับทีมอย่างนี้ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคได้ เพราะบางทีคนที่เก่งมากๆ ก็มาอยู่ด้วยกัน ทำให้สู้กันไม่ได้เลย

ถ้าผมอยู่ทีมที่เก่งมากๆ เล่นไปแล้วขึ้นนำไปสี่ห้าลูกและเห็นว่ายังไงอีกทีมก็สู้ไม่ไหว สิ่งที่ผมมักจะทำคือขอสลับทีมครับ โดยมักจะขอให้คนที่เตะบอลไม่ค่อยเป็นมาอยู่ทีมผม ส่วนผมก็ขอไปอยู่ทีมนั้นแทน

ไม่ใช่เพราะอยากเสียสละหรืออยากเป็นฮีโร่อะไรหรอก

แต่ชนะ 10-0 มันจะไปสนุกอะไร

สู้ไปเล่นอยู่ทีมอ่อน แล้วแพ้ 8-3 ยังสนุกกว่า อย่างน้อยจะได้มีลุ้นได้มีเฮกันบ้าง

เพราะเป้าหมายของการเล่นกีฬาไม่ใช่การเอาชนะ

แต่เป็นการเอาสนุก


ผมเคยได้นั่งกินข้าวกับอดีตผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งชื่อฟิลลิป

มีคนถามเขาว่า เคยมีวันที่แย่ๆ มั้ย?

เขาบอกว่ามีสิ บ่อยไป วันที่อะไรๆ ก็ดูยุ่งเหยิง มีปัญหาติดขัดไปหมด เหนื่อยก็เหนื่อย เครียดก็เครียด

แต่เขาก็มักจะบอกตัวเองว่า “แต่นี่ก็คือเหตุผลที่เรามาทำงานที่นี่ไม่ใช่เหรอ” – That’s what we are here for!

ใช่แล้ว เขาลงทุนจ้างเรามาก็เพื่อให้เข้ามาแก้ปัญหา และที่เขายอมจ่ายเงินเราขนาดนี้เพราะรู้ว่าเรามีความสามารถจะแก้ปัญหาระดับนี้ได้

ถ้าที่ทำงานมีแต่งานง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือความสามารถอะไร เขาจะจ้างเรามาทำไม

และถ้าเราได้ทำแต่งานง่ายๆ มันจะดีเหรอ เพราะเราก็จะไม่ได้พัฒนา และได้แต่รอวันให้คนอื่นแซงหน้าไปก็เท่านั้น

งานยากมันมาพร้อมกับความเครียดก็จริง

แต่เพราะงานมันท้าท้ายระดับหนึ่งนี่แหละ เราถึงยังรู้สึกอยากมาทำงาน

What is not hard is not fun

ถ้าไม่ยาก มันก็ไม่สนุก

คุณว่าจริงมั้ย?


ขอบคุณคำคมจาก The Tim Ferriss Show: Dissecting the Success of Malcolm Gladwell

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

 

วิธีระดมสมองของพนักงาน Google

20160623_Brainstorm3

เมื่อวานนี้ผมไปอ่านเจอบทความชื่อ How to brainstorm like a Googler  จากเว็บไซต์ Fast Company ครับ

มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว

อย่างแรกคือเขาได้ถ่ายวีดีโอขั้นตอนการระดมสมอง ใน Google โดยถ่ายทำแบบ Virtual Reality ทำให้เราดูวีดีโอแบบเห็นรอบทิศทาง 360 องศาได้ (เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว Mark Zuckerberg ก็เปิดตัว 360 photo บน Facebook)

ลองดูวีดีโอการระดมสมองของพนักงาน Google บน Youtube ได้ครับ (แต่ถ้ายังไม่อยากดูวีดีโอ เพราะกลัวเปลืองดาต้า ก็อ่านบล็อกต่อได้นะครับ ได้น้ำได้เนื้อเหมือนกัน!)

การระดมสมองของกูเกิ้ลมีสามขั้นตอนด้วยกัน

1. เข้าใจลูกค้า – Get to know the user
2. คิด 10 เท่า – Think 10x
3. สร้างของตัวอย่าง – Prototype

มาดูรายละเอียดในแต่ละข้อกันครับ

1. เข้าใจลูกค้า – Get to know the user

ถ้าเราจะระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาอะไรซักอย่าง ขั้นตอนแรกที่คือเข้าใจลูกค้าให้ดีเสียก่อน

ขั้นตอนนี้พวกเรามักจะลืมคิด เวลาจะทำ brainstorm ส่วนใหญ่เราก็จะเข้าห้องประชุม หยิบปากกาเขียนไวท์บอร์ด แล้วระดมสมองกันเลย ทั้งๆ ที่บางครั้งเราเองยังไม่เข้าใจเลยว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจปัญหาของลูกค้าผิด สิ่งที่เราทำออกมาก็ย่อมไม่ตอบโจทย์ เสียเวลาเสียความรู้สึกกันไป

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำ คือออกไปคุยกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าในที่นี้อาจจะเป็นพนักงานในองค์กร หรือใครก็ตามที่จะได้ประโยชน์จากงานของเราครับ

2. คิด 10 เท่า – Think 10x

แนวคิดนี้เป็นปรัชญาการทำงานของ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล

แทนที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น 10% จงหาทางทำให้มันดีขึ้น 10 เท่า

เพราะถ้าเราคิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นแค่ 10% เราก็มีแนวโน้มที่จะติดกับข้อจำกัดแบบเดิมๆ ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้มากมายนัก

แต่ถ้าเราตั้งใจจะให้มันดีขึ้น 10 เท่า เราต้องใช้ความกล้าที่จะทำลายกรอบความเชื่อเก่าๆ ระบบเก่าๆ และยอมทิ้งสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เพื่อไปหาสิ่งที่ยอดเยี่ยมสุดๆ

ไม่มีไอเดียไหนบ้าบอเกินไป ดั่งคำพูดของ Frederik Pferdt ประธานฝ่าย Innovation and Creativity ของกุูเกิ้ลที่กล่าวไว้ในวีดโอว่า “Just beyond crazy is fabulous!” – เมื่อเลยเถิดจากความบ้าก็คือความเยี่ยมยอด!

บทความยกตัวอย่างโจทย์ที่กูเกิ้ลต้องการให้ทุกคนในโลกนี้สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้

ถ้าคิดแบบ 10% วิธีการก็คือติดตั้งเครือข่ายไฟเบอร์ออพติคให้มากขึ้น

แต่เพราะกูเกิ้ลคิดแบบ 10x จึงได้ให้กำเนิด Project Loon ซึ่งใช้วิธีส่งบอลลูนขึ้นไปในชั้นบรรยากาศหลายลูกแล้วให้บอลลูนเหล่านั้นส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงมายังผู้คนบนพื้นดิน

การคิดแบบ 10 เท่าไม่ใช่เรื่องง่าย กูเกิ้ลจึงให้หลักการมาดังนี้

2.1 ต่อยอดไอเดียของกันและกัน (Build on each others’ ideas) การฆ่าไอเดียทิ้งเป็นเรื่องง่ายดาย ดังนั้นจงระวังคำพูดที่เราใช้เวลาเห็นไอเดียของเพื่อนๆ

แทนที่จะใช้คำว่า “no, but” ให้ใช้คำว่า “yes, and” แทน

no, but หมายถึงว่า “ไอเดียนี้ดูไม่เข้าท่าเลย แต่ฉันคิดว่า”

ขณะที่ yes, and คือ “โอเค และฉันคิดว่า…” การใช้ yes, and จะสร้างบรรยากาศแห่งการยอมรับและส่งเสริมความคิดของกันและกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2.2 ออกไอเดียให้เยอะๆ เข้าไว้ (Generate lots of ideas) – ณ จุดๆ นี้ ปริมาณสำคัญกว่าคุณภาพ ดังนั้นจงผลิตไอเดียออกมาให้มากที่สุด โดยให้แต่ละคนเขียนไอเดียของตัวเองลงกระดาษโพสต์อิท แล้วไปแปะไว้บนไวท์บอร์ด (ในวีดีโอมี 9 คน ระดมได้ 50 ไอเดียภายในเวลา 5 นาที)

2.3 เขียนแบบพาดหัวข่าว (Write headlines) – เวลาเขียนไอเดียลงโพสต์อิท ให้ใช้คำไม่เกิน 6 คำ ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนของตัวไอเดียเอง ลองคิดภาพว่าถ้าหนังสือพิมพ์มาทำข่าวไอเดียของคุณ เขาจะพาดหัวข่าวว่ายังไง

2.4 วาดภาพประกอบ (Illustrate) เพราะภาพวาดนั้นเข้าใจง่ายกว่าคำพูด

2.5 คิดการใหญ่ (Think Big) หรือคิดแบบ 10x นั่นเอง

2.6 อย่าด่วนตัดสิน (Defer judgment) อย่าวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียใดๆ ระหว่างที่เรากำลังระดมสมองกันอยู่ แต่จงช่วยกันต่อยอดไอเดียของกันและกัน

ในบทความพูดถึงแค่ 6 ข้อ แต่ในวีดีโอมีขั้นตอนการคัดสรรไอเดียด้วย คือหลังจากที่เราช่วยกันต่อยอดไอเดียของกันและกันแล้ว สุดท้ายก็ให้คนในกรุ๊ปโหวตไอเดียที่ตัวเองชอบที่สุดโดยการเอาสติ๊กเกอร์ไปแปะบนไอเดียที่เราชอบ ไอเดียไหนมีสติ๊กเกอร์มากที่สุดก็จะถูกคัดไปสู่ขั้นตอนถัดไปนั่นคือ…

3. สร้างของตัวอย่าง – Prototype

สิ่งที่เรามักจะทำกันหลังจากระดมสมองจนเหนื่อยแล้วก็คือ นัดประชุมครั้งต่อไปเพื่อมาเวิร์คกันต่อ

แต่สำหรับชาวกูเกิ้ล เขามองว่าเหล็กต้องตีตอนที่มันยังร้อน

เมื่อได้ไอเดียที่ชอบแล้ว ชาวกูเกิ้ลจะเริ่มสร้างของตัวอย่างหรือสินค้าต้นแบบทันที โดยตัวอย่างชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องดีเลิศอะไร ขอให้เป็นอะไรที่จับต้องได้ก็พอแล้ว เพื่อจะนำไปทดสอบและเรียนรู้ต่อได้ครับ

และนี่คือวิธีการระดมสมองแบบชาวกูเกิ้ล

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1

เมื่อหัวหน้าไม่ใส่ใจ

20160525_planet

คนทำงานหลายคนอาจเคยเจอสภาวะ “น้อยใจหัวหน้า”

ส่งเมล์ไปก็ไม่ค่อยอ่าน ให้ฟีดแบ็คอะไรไปก็ไม่เห็นจะเอาไปทำอะไรต่อ อธิบายอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง แถมบางทียังพูดจาทำร้ายน้ำใจเราอีก

ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนเก่ง และโดยพื้นฐานแล้วก็น่าจะเป็นคนจิตใจดี แต่ทำไมเขาถึงไม่ให้ความสำคัญกับเราเลย

บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ครับ – เราเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสุริยจักรวาลของเขา

หัวหน้าของเราคือพระอาทิตย์ ยิ่งถ้าเขาเป็นคนเก่ง ยิ่งมีความรับผิดชอบ ก็ยิ่งมีดาวบริวารหลายดวงจนอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง

แต่เรามักจะลืมประเด็นนี้ เพราะว่าเราเห็นเขาตลอดเวลา และเผลอคิดว่าเขาควรจะเห็นเราตลอดเวลาเช่นกัน

ดาวเคราะห์มองเห็นพระอาทิตย์ได้ง่ายเพราะพระอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างและมีอยู่ดวงเดียว แต่จะให้พระอาทิตย์มองเห็นดาวเคราะห์ทุกดวงตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

ดังนั้นก็จงอย่าน้อยใจไปถ้าหัวหน้าจะดูแลเราไม่ได้ดังที่เราคาดหวัง

ดีเสียอีก ที่เรามีโอกาสเลือกได้ว่าจะรักษาระยะห่างกับเขามากแค่ไหน

ถ้าอยู่ไกลมากเหมือนดาวเนปจูน ก็อาจหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว แต่ถ้าเราอยู่ใกล้กับเขาเหมือนดาวพุธก็อาจจะร้อนจนอยู่ยากเหมือนกัน

ทำตัวเองให้เป็น “ดาวเคราะห์โลก” นี่แหละดีที่สุด ใกล้พอให้ได้รับแสงแดด ไกลพอที่จะไม่โดนแผดเผา ฤดูร้อนอาจจะอบอ้าวหน่อย ฤดูหนาวอาจต้องทนสักนิด แต่ก็สบายใจได้ว่าแต่ละฤดูมันก็จะผ่านมาและผ่านไป

และอย่าลืมว่าถึงหัวหน้าจะเป็นดาวฤกษ์สำหรับเราก็จริง แต่เขาก็เป็นดาวเคราะห์สำหรับเจ้านายเขาด้วย

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แม้เราจะเป็นดาวเคราะห์ของหัวหน้า แต่เราก็เป็นดาวฤกษ์ของใครบางคนเช่นกัน (เพียงแต่คนเหล่านั้นอาจไม่ได้อยู่ที่ทำงาน)

ดังนั้น แทนที่จะมัวมานั่งน้อยใจหัวหน้า สู้หันมารักษาระยะห่างให้เหมาะสม และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

และใช้เวลาที่เหลือมาใส่ใจดาวเคราะห์ของเราดีว่า (เขาอาจจะแอบน้อยใจเราอยู่ก็ได้นะ)


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com