เมื่อเราไม่ไว้ใจใคร เราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา

Tobias Lütke ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Shopify บอกว่าความไว้ใจนั้นเป็นเหมือนแบตเตอรี่มือถือ

เมื่อเราเจอใครครั้งแรก ความไว้เนื้อเชื่อใจจะมีค่าประมาณ 50%

หลังจากนั้น ถ้าเขาทำให้เราไว้ใจได้ ด้วยการทำในสิ่งที่พูด ด้วยความสม่ำเสมอ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กลับกัน ถ้าเขาผิดคำพูดเป็นประจำ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ ลดลงจนอาจเหลือ 15% หรือ 10%

ถ้าแบตเตอรี่มือถือจะหมด เราจะพะวงถึงมันตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนที่เราไม่ไว้ใจ ที่เราจะคอยพะวงถึงเขาเช่นกัน

แต่ถ้าแบตเตอรี่มือถือเกือบเต็ม เราจะสบายใจและใช้ชีวิตของเราได้โดยแทบไม่ต้องชำเลืองดูแบตเลย

ดังนั้น เราควรตั้งเป้าเป็นคนที่ไว้ใจได้อย่างน้อยซัก 80%

หากหัวหน้าไว้ใจเราระดับนี้ หากแฟนไว้ใจเราระดับนี้ เราก็จะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ ไม่โดน micromanage และไม่โดนโทรตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Hidden Genius by Polina Marinova Pompliano

คนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาว่า เคยให้นิยาม Leadership ว่าคือการ get things done through others and with others – ทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่นและร่วมกับคนอื่น

คนเราพอได้เป็นหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้บริหารแล้ว 90% ของงานเราไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะลูกทีม

ความฝันของหัวหน้าหลายๆ คนจึงเป็นการมีลูกน้องที่พึ่งพาได้

แต่กว่าจะมีลูกน้องที่พึ่งพาได้ เราก็ต้องเป็นคนที่เขาพึ่งพาได้ก่อน

และสิ่งที่มาก่อนความพึ่งพาได้ คือความเชื่อใจ

หากหัวหน้ากับลูกน้องเชื่อใจกัน อะไรก็ง่าย หากไม่เชื่อใจกัน อะไรก็ยากไปหมด

หัวหน้าบางคนอาจจะมองว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกน้อง เพราะเขาไม่ได้มาหาสังคม เขามาที่นี่เพื่อจะ get things done

แต่อย่างที่นิยามกันไปข้างต้น ว่าผู้นำไม่สามารถ get things done ได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ

ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากสำหรับการเป็นหัวหน้าที่ดี และสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างจนเกินตัว

สำหรับคนที่เป็นผู้นำ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังต้องทำอะไรเองเยอะแยะ ยังไม่สามารถไว้ใจใครได้ ก็คงต้องกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่าเราได้ลงทุนกับความสัมพันธ์กับทีมงานและเพื่อนร่วมงานมากพอหรือยัง

ถ้ารู้ตัว – และยอมรับ – ว่ายังไม่พอ วิธีง่ายๆ ที่ทำได้เลยคือชวนไปดื่มกาแฟ* และนัดคุย 1 on 1 อย่างสม่ำเสมอ

เพราะคนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้ครับ


* หัวหน้าบางคนอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ดื่มกาแฟ ผมเองก็ไม่ดื่มกาแฟ ก็เลยสั่งอย่างอื่นครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

เป็นประโยคที่ผมพบในหนังสือ “ดวงตาแห่งชีวิต” ของท่านเขมานันทะ

ผมว่ามันคือการเดินทางสายกลาง

ถ้าไม่พยายามเลย ก็เหยาะแหยะย่อหย่อนเกินไป

แต่ถ้าพยายามด้วยเคร่งเครียด จะเอาให้ได้ ก็ตึงเกินไป

พยายามอย่างผ่อนคลาย คือเต็มที่กับการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์ คือการ “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส”* ไม่ได้คาดคั้นว่าต้องสัมฤทธิ์ผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะเราพร้อมให้เวลาและปัจจัยอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ของมัน

ถ้าพูดด้วยภาษา time management การเน้นทำงาน Q2 หรืองานสำคัญแต่(ยัง)ไม่เร่งด่วน จะเปิดทางให้เราพยายามอย่างผ่อนคลายได้

แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยงาน Q2 นานเกินไป มันจะกลายร่างเป็น Q1 คือทั้งสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งไม่เอื้อต่อการพยายามอย่างผ่อนคลายอีกต่อไป

การมีเป้าหมายนั้นดี ความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายนั้นก็ดี แต่เราสามารถเลือกเดินทางไปสู่เป้าหมายได้โดยที่ไม่ต้องโบยตีตนเองครับ


* “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส” คือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของพระไพศาล วิสาโล

29 ไอเดียจากหนังสือ How to Make Work Not Suck

1.โลกนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คนตลบตะแลง คนที่เชื่อการตลบตะแลงของคนอื่น คนที่เชื่อการตลบตะแลงของตัวเอง จงพยายามเป็นคนประเภทที่สาม

2.ทุกออฟฟิศมีคนเฮงซวยอยู่ประมาณ 8% (เป็นสถิติที่แต่งขึ้นมาเองจากประสบการณ์) เมื่อรู้สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับชีวิต ความท้าทายคืออย่าเป็นคนเฮงซวยเสียเอง

3.ถ้าคุณทำสิ่งที่รักแล้วไม่ก้าวหน้าเสียที การหันไปทำสิ่งที่คุณเก่งแทนอาจจะเป็นเรื่องฉลาดกว่า

4.การใช้จ่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตัวเองจะไม่มีวันสูญเปล่า

5.สำหรับคนส่วนใหญ่ การตื่นตี 5 เพื่อทำ perfect routine เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปยึดติดว่าต้องตื่นเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไรต่างหาก

6.การเปรียบเทียบเส้นทางอาชีพของตัวเองกับคนอื่น ก็เหมือนการเปรียบเทียบปูกับวาฬเบลูกา ทั้งคู่อยู่ในทะเล แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง

7.จงใช้เวลา 10% ในแต่ละสัปดาห์สร้างแบรนด์ของตัวเอง เช่นเขียนบทความ ติดต่อเจ้านายเก่า หรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกคนรู้ว่าคุณมีตัวตนและมีค่าพอให้เขารู้จัก

8.ถ้าคุณมีอีเมลชื่อฟังดูน่าอายที่สมัครเอาไว้ตอนอายุ 12 คุณต้องเปลี่ยนมันก่อนสมัครงาน

9.จงคิดว่าเวลาเป็นเงินสกุลหนึ่งและใช้ให้คุ้มค่า

10.อย่าเลือกงานด้วยความจนตรอก

11.ถ้าเลือกฟอนต์ไม่ถูก ให้ใช้ Helvetica

12.ตั้งใจให้มาก คาดหวังให้น้อย

13.เงินจะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นจนถึงจุดที่คุณจะไม่ต้องกังวลแต่เรื่องเงิน จากนั้นความสุขก็จะไม่เพิ่มตามจำนวนเงินอีกต่อไป

14.จงถาม เอาให้กระจ่าง แล้วก็ถามอีกรอบ อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นว่าคุณเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

15.เวลาอยู่บนรถไฟฟ้า ให้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วลองสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน คิดในใจว่าเขาเป็นใคร เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร

16.คุณจะยอมแพ้ตั้งแต่อุปสรรคแรกไม่ได้

17.หัวหน้าแย่ๆ มีอยู่เกลื่อนกลาด

18.ครั้งต่อไปที่คุณคิดแง่ลบ ด้อยค่าตัวเอง ให้คิดถึงตู้เกมที่มีตัวตุ่นผุดขึ้นมาจากรู แล้วฟาดมันกลับลงรูไปซะ

19.อย่าทำตัวเป็นแซนด์วิชแฮมเหี่ยวๆ ที่ไร้รสชาติ

20.อย่าบ่นถึงงานเก่า เจ้านายคนก่อน หรือออฟฟิศเดิมในการสัมภาษณ์งาน

21.จงลุกขึ้นสู้อีกครั้งเหมือนนักรบที่ไม่ยอมลงจากหลังม้าจนกว่าจะชนะ แม่ไม่ได้เลี้ยงคุณมาให้เป็นคนขี้แพ้

22.โลกใบนี้มีความสุขง่ายๆ อยู่มากมายและการพักกลางวันก็เป็นหนึ่งในนั้น การกินมื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานโดยไม่จำเป็นนับว่าเป็นการไม่เคารพตัวเองและไม่เคารพแซนด์วิช

23.บริษัทที่แทนตัวเองว่า “ครอบครัว” มักกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่

24.อย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำสิ่งที่ท้าทายให้เสร็จจะทำให้คุณภูมิใจตัวเองเสมอ

25.เมื่อมีทางเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือเลือกไปเลยสักทางหนึ่ง

26.ตอนนี้ภาพของแวนโก๊ะมีมูลค่าถึง 100 ล้านปอนด์ แม้ตลอดชีวิตเขาจะขายแทบไม่ได้ก็ตาม การถูกปฏิเสธจึงไม่ได้แปลว่าคุณไร้ความสามารถ แค่จังหวะไม่ดีเท่านั้นเอง

27.ฝันให้ใหญ่ วางแผนให้เล็ก

28.อย่ายื่นใบลาออกจนกว่าคุณจะมีแผนสำรอง

29.อย่าจริงจังกับตัวเองมากเกินไป คุณทำพลาด แต่มีใครตายไหม ไม่มีเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็จงเรียนรู้จากความผิดพลาดและก้าวต่อไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน (How to Make Work Not Suck) Carina Maggar เขียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ทุกงานยากคือโอกาสในการ Up ค่าตัว

เมื่อวานนี้ผมมี One on One กับน้องๆ ในทีม

หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วงนี้งานเยอะและซับซ้อนขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับ stage ขององค์กรที่กำลังริเริ่มทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำ

ผมบอกน้องบางคนที่เพิ่งทำงานปีแรกว่า การได้เจองานยากๆ คือทักษะที่จะติดตัวเราไป และมันจะทำให้เราเก่งกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันเพราะเรามีโอกาสได้ทำอะไรที่ลึกกว่า-ซับซ้อนกว่า

ตอนหัวค่ำหลังเลิกงานแล้ว ผมเพิ่งคิดขึ้นได้ว่า การทำงานยากไม่ใช่แค่ทำให้เราเก่งขึ้นอย่างเดียว แต่มันคือโอกาสในการ Up ค่าตัวด้วย

ไม่ใช่ค่าตัวในวันนี้ แต่เป็นค่าตัวในวันข้างหน้า

สำหรับพนักงานประจำที่อยู่ในธุรกิจที่ดีและในองค์กรที่เหมาะสม เงินเดือนของเขามักจะสะท้อนคุณค่าที่เขาสร้างได้และความรับผิดชอบที่เขาต้องแบกรับ แม้จะไม่ได้แฟร์ 100% แต่ผมเชื่อว่ามันคือความจริงสำหรับคนส่วนใหญ่

ยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ (แต่อย่าจริงจัง) เกมออนไลน์มักจะมีอยู่ประมาณ 5 ระดับ

  1. Noob (Newbie)
  2. Beginner
  3. Pro
  4. Hacker
  5. God

สมมติเราเป็นพนักงานจูเนียร์ เงินเดือน 20,000 บาท และมีโอกาสได้จับงาน 3 ระดับ

Noob งานง่าย = 1 XP

Beginner งานธรรมดา = 10 XP

Pro งานยาก = 100 XP

สมมติปีนี้เราทำงาน Noob เสร็จ 500 ชิ้น งาน Beginner เสร็จ 100 ชิ้น และงาน Pro เสร็จ 5 ชิ้น

เราจะเก็บค่า XP ได้ทั้งหมด 5001 + 10010 + 5*100 = 2,000 XP

สมมติว่าแต่ละ XP เอาไปแลกค่าตัวได้ 1 บาท

2,000 XP = 2,000 บาท ปีหน้าเราก็มีโอกาสจะขึ้นเงินเดือนจาก 20,000 บาท เป็น 22,000 บาท

แต่ถ้าเราทำแต่งาน Noob อย่างเดียว 1,000 ชิ้น ไม่ได้ทำงาน Beginner หรืองาน Pro เลย เราจะเก็บได้แค่ 1,000 XP เงินเดือนก็จะได้ขึ้นแค่ 1,000 บาทเป็น 21,000 บาท

แน่นอนว่าโลกไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น บางทีเรารู้สึกว่าทำงาน Pro ไปตั้งหลายชิ้นแต่เงินเดือนแทบไม่ขยับ อาจจะเพราะว่าที่ทำงานปัจจุบันเค้ามีวิธีคิดค่า XP ไม่ปกติ หรือไม่เราก็เข้าใจผิดไปเองว่างานของเราเป็น Pro ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นแค่ Noob สำหรับองค์กร

แต่สำหรับคนที่ทำงาน Pro (จริงๆ) เสร็จหลายชิ้น เงินเดือนเขาก็จะโตแบบก้าวกระโดด ได้รับการโปรโมต และได้รับโอกาสจับงานที่เลเว่ลสูงขึ้นไปอีก

Hacker งานยาก สำคัญ และอิมแพ็คทั้งแผนก = 1,000 XP

God งานที่อิมแพ็คทั้งองค์กร = 10,000 XP

คนที่ได้จับงานระดับนี้และทำมันสำเร็จ จึงได้ปรับเงินเดือนปีละหลายพันบาทหรือแม้กระทั่งหลายหมื่นบาท

ถ้าอ่านถึงตรงนี้ใครจะไม่ซื้อไอเดียก็ไม่เป็นไร เพราะทุกคนมีประสบการณ์ต่างกัน “ความจริง” ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าใครคิดว่าพอเข้าเค้า ก็น่าจะได้ข้อสรุปประมาณนี้

  • หางานที่หัวหน้าและบริษัทให้คุณค่ากับคนทำงานดี
  • หาโอกาสให้ตัวเองได้ทำงานยากระดับ Pro/Hacker/God บ่อยๆ
  • สะสมค่า XP ซึ่งเปรียบเสมือน “พลังงานศักย์ของเงินเดือน” เอาไว้

ถ้ายังไม่สามารถนำ XP ไป “ขึ้นเงิน” ได้วันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะค่า XP จะอยู่กับเราไปตลอด เมื่อโอกาสมา XP ก็จะตอบแทนเราอย่างเหมาะสม

แต่ถ้าวันๆ เราทำแต่งาน Noob และงาน Beginner ค่า XP เราย่อมต่ำ และรายได้อาจโตไม่ทันค่าครองชีพและความคาดหวังของคนรอบข้าง

Benjamin Graham อาจารย์ของ Warren Buffet เคยกล่าวไว้ว่า

“In the short run, the market is a voting machine but in the long run, it is a weighing machine.”

ทุกงานยากคือการสะสมพลังงานศักย์

ทุกงานยากคือโอกาสในการ Up ค่าตัวครับ