ร้องเพลงให้ผิดคีย์ยากกว่าร้องเพลงให้ถูกคีย์

201806202

สมัยผมทำงานอยู่ที่ Thomson Reuters ผมอยู่ชมรมดนตรีที่มีชื่อว่า Thomson Reuters Music Group (TRMG)

กิจกรรมหนึ่งที่เราจัดกันเกือบทุกปี คือการประกวดร้องเพลง

ใครจะสมัครก็ได้ จะร้องเดี่ยวหรือร้องคู่ก็ได้ ส่วนกรรมการที่มีอยู่สามคนก็มาจากสมาชิกของ TRMG นี่เอง

ก่อนการแข่งขันรอบแรก กรรมการต้องมาซ้อมให้คะแนนกันก่อน เพื่อไม่ให้คะแนนของใครสูงหรือต่ำเว่อร์เกินไป

น้องคนนึงที่ยังร้องเพลงไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ อาสาร้องเพลงเพื่อให้กรรมการซ้อมให้คะแนน น้องตั้งใจร้องเพลงเต็มที่ พอร้องเสร็จ กรรมการแต่ละคนก็จะบอกว่าเขาให้คะแนนในแต่ละหมวดเท่าไหร่ เพราะอะไร

พอจะซ้อมให้คะแนนอีกรอบ ผมก็อาสาช่วยร้องบ้าง โดยตั้งใจร้องให้เสียงหลง เผื่อได้คะแนนน้อยๆ จะได้ไม่เขินมากนัก

ปรากฎว่าผมกลับได้คะแนนดีกว่าน้องคนแรก

ผมบอกกรรมการว่า นี่ตั้งใจร้องเพี้ยนแล้วนะ กรรมการบอกว่ารู้ว่าตั้งใจร้องให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมก็ยังร้องถูกคีย์กว่าน้องคนแรกอยู่ดี

—–

ในการเทศน์ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เคยถามว่า การทำดีนั้นยากมั้ย?

แล้วการทำเลวยากรึเปล่า?

คำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป

หลวงพ่อสรุปให้ฟังว่า

สำหรับคนเลวนั้น การทำดีเป็นเรื่องยาก การทำเลวเป็นเรื่องง่าย

แต่สำหรับคนดีนั้น การทำดีเป็นเรื่องง่าย การทำเลวเป็นเรื่องยาก

——

เวลาเราไปทำงาน เราจะเจอทั้งคนที่ทำงานดีกับคนที่ทำงานชุ่ย

คนที่ทำงานดี เขาจะคิดละเอียดถี่ถ้วน ใช้เวลาในการวางรากฐานเพื่อให้ทุกๆ อย่างง่ายขึ้นในระยะยาว

ส่วนคนที่ทำงานชุ่ยนั้นยิ่งดูง่าย เพราะขนาดแค่ตั้งชื่อไฟล์ยังชุ่ยเลย ซึ่งคนที่ทำงานเรียบร้อยมาเจอไฟล์อย่างนี้ก็จะกุมขมับ

สำหรับคนที่ทำงานดี การทำงานชุ่ยๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อาจยากถึงระดับยอมรับไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรฝึกทำงานให้ดี ทำงานให้เรียบร้อย ทำงานให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ

เพราะเมื่อเราเป็นคนทำงานดีจนเป็นนิสัยแล้ว การผลิตงานชิ้นต่อๆไปให้มีคุณภาพย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ง่ายยิ่งกว่าการทำงานชุ่ยๆ เสียอีก

เหมือนคนร้องเพลงเพราะ ที่ร้องเพลงให้เพี้ยนไม่ได้

และเหมือนคนดีที่เห็นการทำเลวเป็นเรื่องลำบากยากเย็นครับ

เส้นนี้ที่มีคนขีดเอาไว้

20180617_line

คนขีดเขาอาจตายไปนานแล้วก็ได้นะ

ตายในที่นี่ อาจหมายถึงตายไปจริงๆ หรือตายจากองค์กรที่เราอยู่

ตอนที่เขาขีดเส้นนี้ มันอาจจะเมคเซ้นส์ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า บริบทเปลี่ยนไป เครื่องไม้เครื่องมือเปลี่ยนไป องค์กรเปลี่ยนไป เส้นนี้อาจจะไม่เมคเซ้นส์แล้วก็ได้

ถ้าองค์กรไหนมีพนักงานชอบพูดว่า “มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว” อนาคตขององค์กรนั้นอาจจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพนักงานในองค์กรเก่งแต่เรื่องการทำตามคำสั่ง แต่คิดอะไรเองไม่ค่อยได้

วิธีแก้คือต้องตั้งคำถามบ่อยๆ ว่างานนี้ยังต้องทำอยู่รึเปล่า กฎนี้ยังจำเป็นอยู่มั้ย มันทำให้เราดูแลพนักงานหรือดูแลลูกค้าได้ดีขึ้นจริงเหรอ

และคนที่ต้องถามคำถามพวกนี้บ่อยสุดคือผู้บริหาร เพราะถ้าผู้บริหารยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้น

เส้นนี้ที่คนขีดเอาไว้ คนขีดอาจตายไปนานแล้ว

แต่ถ้าเรายังอยากอยู่กันต่อ ต้องรีวิวเส้นเหล่านี้บ่อยๆ ครับ

คนสามประเภทที่ทุกองค์กรต้องการเสมอ

20180611_threetypes

1. คนเก่ง
2. คนขยัน
3. คนดี

ถ้ามีครบทั้งสามอย่าง สำหรับผมถือว่าเพอร์เฟกต์

ถ้าเก่ง จิตใจดี แต่ไม่ขยัน อันนี้ก็ดีรองลองมา อาจจะเหมาะเป็นหัวหน้าถ้ามอบหมายงานเป็นและไม่ขี้เกียจจนดูเป็นการเอาเปรียบเกินไป

ถ้ายังไม่เก่ง แต่เป็นคนดีและคนขยัน อันนี้ก็ดีไปอีกแบบ และในระยะยาวอาจจะดีกว่าแบบข้างบนก็ได้

ถ้าเก่ง ขยัน แต่จิตใจไม่ดี อันนี้ก็น่าเป็นห่วง อย่างดีก็ทำให้บรรยากาศการทำงานอึมครึม อย่างแย่ก็อาจถึงขั้นทุกจริตสร้างความเสียหายให้องค์กร ควรจะโค้ชใกล้ชิด ถ้าปรับทัศนคติได้ก็ถือว่าโชคดี

การเป็นคนเก่งบางทีเราก็เลือกไม่ได้ เพราะไอคิวใครไอคิวมัน

แต่การเป็นคนขยันกับการเป็นคนดี เราเลือกได้ ใครๆ ก็ทำได้ ดังนั้นควรจะยึดสองข้อนี้ให้มั่น เพราะถ้าเจตนาดี และขยันอย่างมีสติ ยังไงๆ มันก็ต้องเก่งขึ้นครับ

ถ้าเรื่องเล็กยังทำให้ถูกไม่ได้

20180611_small

ก็อย่าหวังว่าจะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกได้

“How you do anything is how you do everything.”
-Anonymous

ผมเคยอ่านการทดลองที่ให้อาสาสมัครไปเยี่ยมห้องพักของนักศึกษา แล้วให้อาสาสมัครทายว่านักศึกษาคนนั้นมีผลการเรียนเป็นอย่างไร ดี ปานกลาง หรือไม่ดี

ปรากฎว่าอาสาสมัครมีโอกาสทายถูกสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าตาหรือได้ยินเสียงของนักศึกษาคนนั้น

เพียงแค่ดูวิธีการดูแลห้องพัก ก็ทายได้แล้วว่าเจ้าของห้องจะประสบความสำเร็จในการเรียนหรือไม่

—–

เวลาสัมภาษณ์คนเข้าทำงานที่ Wongnai สิ่งหนึ่งที่เราจะคำนึงถึงเสมอคือผู้สมัครคนนี้มี Red Flag หรือไม่

เช่นเปลี่ยนงานบ่อย, Resume สะกดผิดหลายจุด หรือตอนสัมภาษณ์ชอบพูดถึงคนอื่นเสียๆ หายๆ เหล่านี้ล้วนเป็น Red Flag ที่ต้องระวังทั้งนั้น

เพราะถ้าเขาเปลี่ยนงานบ่อย แสดงว่าอาจจะอยู่กับเราไม่นาน

ถ้า Resume ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าตาของผู้สมัครยังสะกดผิดเยอะขนาดนี้ ตอนทำงานจริงจะสะเพร่าขนาดไหน

และถ้าว่าเพื่อนร่วมงานเก่าเสียๆ หายๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะว่าคนที่นี่เสียๆ หายๆ เช่นกัน

—–

ฝรั่งมีทฤษฎีที่เรียกว่า Broken Window Theory

ถ้าย่านไหนมีตึกรามบ้านช่องที่กระจกแตก ก็มีความเป็นไปได้ที่อัตราการก่ออาชญากรรมจะสูงไปด้วย

เพราะกระจกที่แตกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความไร้ระเบียบ และเป็นตัวบ่งบอกคนที่อยู่ในย่านนั้นว่า ใครจะทำอะไรก็ได้ ถ้าการทำกระจกแตกเป็นเรื่องธรรมดา การทำเรื่องที่เสียหายมากกว่านี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน

หรืออย่างเราไปเดินห้องน้ำในห้าง ถ้าห้องน้ำสะอาด ก็จะสะอาดหมดทุกห้อง ถ้าห้องน้ำสกปรก มันก็จะสกปรกหมดทุกห้อง

ภาพเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นในทางดีหรือทางร้าย จะมีผลต่อภาพใหญ่เสมอ

คนที่ละเลยในเรื่องเล็กๆ ก็มีแนวโน้มจะละเลยในเรื่องใหญ่ๆ

คนที่เฉื่อยเนือยในเรื่องเล็กๆ ก็ย่อมจะเฉื่อยเนือยในเรื่องใหญ่ๆ

คนที่ทำผิดในเรื่องเล็กๆ ก็พร้อมจะทำผิดในเรื่องใหญ่ๆ

ดังนั้น เราควรระมัดระวังการกระทำของเรา ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

เพราะ how you do anything is how you do everything ครับ

—–

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สนใจ Writing Workshop รุ่นที่ 2 นะครับ ตอนนี้คนสมัครเต็มเรียบร้อยแล้วครับ คงจะมีเปิดรุ่นที่ 3 ช่วงปลายปีครับ https://goo.gl/CsZkpi

เมื่อ Woody เกิดมาคุยที่ Wongnai

20180610_woodywongnai

ทุกๆ 2 สัปดาห์ ที่บริษัทผมจะจัด Wongnai WeShare ด้วยการเชิญบุคคลเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองให้พนักงานของเราฟัง

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้รับเกียรติจากคุณ “วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา มาเป็นแขกรับเชิญครับ

พี่วู้ดดี้น่าจะเป็นแขกรับเชิญที่ดังที่สุดที่นับตั้งแต่ทำ WeShare มา จึงไม่น่าแปลกใจที่พนักงาน Wongnai จะมาร่วมฟังเยอะเป็นประวัติการณ์

พนักงานมารอตั้งแต่ 12.45 นั่งกันเต็มพื้นที่จนต้องไปหาเก้าอี้เสริม พอบ่ายโมงนิดๆ พี่วู้ดดี้ก็เดินทางมาถึงพร้อมผู้ช่วย ทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง และขออนุญาตถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งให้สัมภาษณ์บนเก้าอี้สตูล โดยมี “ยอด” CEO ของ Wongnai ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและถอดรองเท้าเป็นเพื่อน

ตลอดเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ผมนั่งฟังพี่วู้ดดี้ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังดู พี่เบิร์ด ธงไชย บวก พี่โน๊ต อุดม

เบิร์ด ธงไชย เพราะพี่วู้ดดี้มีพลังงานล้นเหลือและมีความ larger-than-life เปล่งออกมาเป็นระยะๆ

โน๊ต อุดม เพราะมุมมอง วิธีการเล่าเรื่อง การใช้น้ำเสียง สีหน้าและแววตา ช่วยเรียกเสียงหัวเราะราวกับเรากำลังดูเดี่ยวไมโครโฟน

และนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่วู้ดดี้ในการมาที่ Wongnai ครั้งนี้ครับ

ฝึกพูดในรถ

คำถามแรกจากพิธีกรคือ พี่วู้ดดี้ฝึกพูดอย่างไร

พี่วู้ดดี้เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนปริญญาตรี ตอนขับรถไปมหาวิทยาลัย ฟังเทปคาสเส็ตของพี่เบิร์ด ธงไชย เพลงก้อนหินกับนาฬิกา พอจบเพลงมันมีช่วงเงียบ พี่วู้ดดี้ก็เลยดัดเสียงราวกับเป็นดีเจว่า “เมื่อซักครู่นี้ เป็นเพลงของธงไชย แมคอินไตย์นะครับ เดี๋ยวเรามาฟังซิงเกิลใหม่ของพี่เบิร์ดกันดีกว่าครับ”

นับแต่นั้น พี่วู้ดดี้เลยพูดคนเดียวในรถตลอดเวลา จนมีทักษะการพูดที่ดีจนได้เป็นดีเจให้ค่ายเอไทม์ในเวลาต่อมา

คนไทยไม่ชอบพูดตรงๆ

พี่วู้ดดี้ไปเรียนต่างประเทศอยู่หลายปี พอกลับมาเรียนเศรษฐศาสต์ ภาคอินเตอร์ที่ธรรมศาสตร์เลยเกิด culture shock ไม่น้อย ต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวและเรียนรู้

เช่นเรียนรู้ว่าคนไทยไม่ชอบให้พูดตรงๆ

Before:

เพื่อน: กินข้าวมั้ย
วู้ดดี้: ไม่ไป
เพื่อน: ทำไมมึงไม่ไปวะ เพื่อนป่ะวะ ไม่ใจเลย

After:

เพื่อน: กินข้าวมั้ย
วู้ดดี้: ไปก่อนเลย เดี๋ยวดูก่อน เดี๋ยวตามไป

แล้วพอเราไม่ไป เพื่อนก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

 

เป็นดีเจวันแรกก็สร้างวีรกรรม

พี่วู้ดดี้รับงานเป็นดีเจวันแรกที่คลื่น 88 No Problem ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสอง

ตอนแรกตั้งใจจะเปิดเพลง Believe ของ Cher เพื่อเปิดตัว แต่ดันโดนดีเจเฟียตใช้เพลงนี้เป็นเพลงปิดเบรคก่อนหน้า พี่วู้ดดี้ก็เลยผรุสวาท (แบบขำๆ) กับดีเจเฟียตว่า What the f***ๆๆ ออกอากาศโดยไม่ตั้งใจเพราะลืมปิดไมโครโฟน

ผ่านคืนนั้นไป มีคนไปโพสต์ด่าในพันทิปมากมายว่าดีเจคนนี้พูดไทยคำ อังกฤษคำ ตอนแรกพี่วู้ดดี้เห็นก็ท้อ แต่พออ่านเจอคอมเม้นท์ว่า “พี่ภาษาอังกฤษดีจัง พี่ทำให้หนูอยากไปลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม” จึงมีกำลังใจทำงานดีเจต่อ

 

วันที่รู้ว่าดังแล้ว

ทุกๆ เดือนที่เอไทม์จะเรียกประชุมดีเจแล้วเอาผลการสำรวจความนิยมของดีเจมาให้ดู

ผลสำรวจที่ว่ามีสองรายการ

รายการแรกคือรายชื่อของดีเจที่มีคนชอบมากที่สุด

ส่วนรายการที่สองคือรายชื่อของดีเจที่มีคนเกลียดมากที่สุด

ปรากฎว่าพี่วู้ดดี้เป็นอันดับหนึ่งของทั้งสองรายการ

พี่ฉอดถึงกับเอ่ยปากว่า “ยินดีด้วย เธอดังแล้ว”

ตั้งแต่วันนั้น พี่วู้ดดี้จึงฝังใจว่า ถ้าจะดัง คนต้องเกลียด คนต้องด่า เลยตั้งใจไว้ว่า ถ้ามีรายการทอล์คโชว์ จะต้องทำโชว์แรงๆ คนจะได้ด่า จะได้ดัง

 

ต้องจริงใจกับความรู้สึกตัวเอง

หลังจากเป็นดีเจได้ 8 ปี มีความสุขทุกวัน วันหนึ่งเข้าไปนั่งในสตูดิโอแล้วรู้สึกว่าไฟมอด เพลงพี่เบิร์ด “ฉันมาทำอะไรที่นี่” วนหลูปอยู่ในหัว

แล้วพี่วู้ดดี้ก็ได้คำตอบว่า เขาต้องทำอะไรมากกว่านี้ เขาต้องไปจากที่นี่

พี่วู้ดดี้เชื่อว่า เราต้องจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ คุณอย่าเสียเวลา เพราะคุณกำลังทำให้องค์กรเสียเวลาไปด้วย

ถ้าเราอยู่ที่ไหน เราต้องเต็มที่กับมัน ไม่มีคำว่าออมแรงไว้งานอื่น เพราะคุณอาจจะไม่มีงานอื่น วันนี้คุณเดินออกจากออฟฟิศคุณอาจจะโดนรถชนตายก็ได้

คำขวัญประจำใจของพี่วู้ดดี้ก็คือ if you don’t live today to the fullest, you are not living – ถ้าคุณไม่ใช้ชีวิตตอนนี้ให้เต็มที่ ให้รู้สึกว่าชีวิตกูสุดยอด คุณก็ไม่ได้ใช้ชีวิต

 

มนุษย์ทุกคนคือนักแสดง

เมื่อเริ่มทำรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย พี่วูดดี้ตั้งใจสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมาใหม่ เซ็ตไว้หมดเลยว่าต้องนั่งไขว่ห้าง ต้องชี้หน้าด่าแขก ต้องพูดว่า “ราตรีสวัสดิ์พี่น้องชาวไทย” ลงไปทำแม้กระทั่งตัดต่อรายการและวางซาวด์เอง

ถามว่าเฟคมั้ย – ก็ใช่ – พี่วู้ดดี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นนักแสดงทั้งนั้น คนที่บอกบทเราคนแรกก็คือพ่อแม่ ว่าเราต้องวางตัวอย่างไรถึงจะเหมาะสม จากนั้นเราก็ได้รับบทจากครู และรับบทจากเพื่อนอีก เราเลยกลายเป็นนักแสดงฟรีแลนซ์ที่สวมบทบาทต่างๆ จนสุดท้ายมารู้ตัวอีกทีว่าเราไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย

 

วันที่เลิกเถียง

สมัยก่อนเวลาพี่วู้ดดี้เดินเข้าห้างจะก้มหน้าก้มตา มุ่งตรงสู่แผนกที่จะไปซื้อของ เพราะเวลาสบตาคนไม่รู้จัก พี่วู้ดดี้จะคิดว่าเขากำลังด่ารายการวู้ดดี้เกิดมาคุยอยู่แน่ๆ คาแรคเตอร์แรงๆ ของวู้ดดี้ตามมาหลอกหลอน พอโดนวิจารณ์ในเว็บก็รู้สึกเฟลถึงขนาดร้องไห้ทุกวัน แต่ไม่นานก็เริ่มชิน และถามตัวเองว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง

วันที่เราเถียงว่าเราไม่ใช่อย่างที่เขาว่า เราก็เครียด แต่เมื่อเรายอมรับคำวิจารณ์ เปิดใจว่า เออว่ะ เราต้องพูดให้ช้าลง มันก็จะเบาลงทันที

พี่วู้ดดี้ยังได้พบความจริงอีกว่า ถ้าอยากดัง ไม่จำเป็นต้องแรงก็ได้ เดี๋ยวนี้ตอนทำรายการจึงไม่ต้องแสดงแล้ว สบายตัวกว่าแต่ก่อนเยอะ

 

ปัญหาใหญ่จะทำให้เราอัพเกรดชีวิต

ใครที่เจอปัญหาใหญ่ๆ ระดับกินไม่ได้นอนไม่หลับ แสดงว่ากำลังอัพเกรดตัวเอง

คุณไม่สามารถอัพเกรดตัวเองในทุกรูปแบบถ้าคุณไม่เจอปัญหา ไม่มีการเลื่อนขั้นด้วยการนั่งเฉยๆ

จักรวาลกำลังบอกคุณว่า กูจะให้มึงนะ แต่มันต้องแลกเปลี่ยนกันหน่อย

ดังนั้น เวลาเจอปัญหา พี่วูดดี้จะร้อง เยส!! บอกตัวเองว่ามีเรื่องดีรออยู่ เพื่อจะได้มีกำลังใจสู้ต่อ เพราะถ้ามัวแต่ร้องโอดโอยมันเป็นการฆ่าตัวเองเปล่าๆ

 

อะไรที่อยู่ในหัวเราทุกวัน?

ถ้าคุณค้นพบว่าชีวิตมันมีสาระสำคัญที่คุณต้องจัดการ ต่อสัปดาห์คุณเลือกแค่เรื่องเดียวก็พอ เช่นคุณรู้ตัวว่าไม่ออกกำลังกาย และมันก็อยู่ในหัวคุณทุกวัน แล้วคุณไม่จัดการอะไรกับมันเลย มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าถ้าคุณจัดการมันได้ ชีวิตคุณจะขึ้นไปอีกขั้น

 

คนเราทะเลาะกันด้วยเรื่องขี้หมา

เวลาไปร้านอาหาร พี่วู้ดดี้จะสั่งเลยโดยที่ไม่ดูเมนู ถ้าเป็นร้านใหม่ก็จะบอกว่าเอาอะไรมาก็ได้ ขณะที่แฟนพี่วู้ดดี้จะใช้เวลาเลือกเมนูนานมาก พี่วู้ดดี้ก็จะรู้สึกว่าทำไมคุณสั่งช้าจังวะ ในขณะที่แฟนก็รู้สึกว่าผมยังไม่ได้ดูเมนูเลยนะ แล้วก็มักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้

ถ้าสังเกตดู เราไม่เคยทะเลาะกับคนใกล้ชิดในเรื่องใหญ่ๆ หรอก เรามักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องขี้หมามาก เช่น ทำไมเธอไม่เปิดประตูให้ฉัน หรือทำไมเธอสั่งอาหารไม่รู้ใจฉันเลย

พี่วู้ดดี้ก็เลยนัดกับแฟนล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์เพื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องสั่งอาหาร (ถ้าไม่นัดล่วงหน้า ใช้วิธีพูดขึ้นมาทันทีก็จะทะเลาะกันอีก) แล้วก็ได้ข้อสรุปคือต่างคนต่างสั่ง ไม่ต้องคาดหวังให้อีกฝ่ายรอหรืออีกฝ่ายรีบ สุดท้ายปัญหานี้จึงไม่กลับมากวนใจอีก

 

คนเราต้องมีเป้าหมาย

ตอน Jim Carrey เข้าวงการใหม่ๆ เขาเขียนเช็ค 1 ล้านดอลล่าร์เป็นค่าจ้างให้ตนเอง แล้วสุดท้ายวันหนึ่งจิมแครี่ย์ก็ได้ค่าจ้างระดับนั้นจริงๆ

พี่วู้ดดี้จะมี vision board ที่ตัดแปะทุกอย่างที่อยากให้เกิดขึ้นในชีวิต อยากมีรายการของตัวเอง อยากมีเงินเท่านั้น อยากมีคนรักแบบนี้ มีบ้านแบบนี้ แล้วตั้ง vision board เอาไว้ที่ปลายเตียง

พี่วู้ดดี้ถามพนักงาน Wongnai ว่ามีใครใช้ vision board บ้าง มีน้องแค่คนเดียวที่ยกมือ

พี่วู้ดดี้เลยถามต่อว่า มีใครใช้ Google Maps บ้าง คราวนี้ยกมือกันทุกคน

พี่วู้ดดี้ก็เลยทิ้งประโยคสั้นๆ “คุณจะไปถึงปลายทางได้มั้ยถ้าคุณไม่ใส่ destination”

ขนาดเปิด Google Maps คุณยังต้องพิมพ์เลยใช่มั้ยว่าคุณจะไปไหน แล้วคุณตื่นมาตอนเช้าทุกวัน คุณจะไม่บอกกับชีวิตคุณเลยเหรอว่าต้องการไปไหน

 

วันที่เลิกทำรายการทีวี

พี่วู้ดดี้บอกว่า ถ้าชีวิตเรากำลังทุกข์กับอะไรบางอย่างแล้วเราไม่ปิด อย่างอื่นมันก็จะไม่เปิด

พี่วู้ดดี้ตัดสินใจปิดรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยเพราะรู้สึกว่าไม่สนุกกับการจัดรายการแล้ว พลังงานของเขาไม่เหมือนเมื่อสมัยก่อนแล้ว

ซักพักนึงก็ตัดสินใจปิดรายการ “ตื่นมาคุย” อีกรายการหนึ่ง เพราะตอนนั้นเริ่มได้กลิ่นแล้วว่าทีวีมันกำลังจะจบ

ตอนนั้นพี่วู้ดดี้น่าจะเป็นคนแรกที่ออกมาพูดว่าจะไม่ทำรายการทีวีแล้ว ซึ่งก็โดนคนด่า ใครต่อใครก็บอกว่าโฆษณาทีวียังเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุด พี่วู้ดดี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแจ๊ค (หรือโรส) บนเรือไททานิค เรือมันจะจมอยู่แล้ว แต่คนอื่นยังเต้นรำกันอยู่เลย ตอนนี้เรือหลายลำก็จมไปแล้วจริงๆ แม้จะไม่ใช่ทุกลำก็ตาม

 

ไม่ได้เก่งกว่า แค่เร็วกว่า

พี่วู้ดดี้ชอบหาแอปใหม่ๆ ใน App Store วันหนึ่งไปเจอ Twitter ก็เลยเริ่มเล่นจนตอนนี้มียอด followers 3 ล้านคน ไม่ใช่เพราะ Woody เก่ง แต่เพราะวู้ดดี้ใช้ Twitter เป็นคนแรกๆ

ที่เก็งผิดคือ Instagram ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่การโพสต์ภาพสวย ไม่เหมาะกับวู้ดดี้ แต่พอเห็นอั้มโพสต์หัวเข่าที่เป็นแผล คนไลค์เป็นล้าน จึงรู้ว่า IG จะครองโลก

ตอนนี้แม้กำลังทำ Facebook Live อยู่ แต่ก็รู้ว่ามันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ยังต้องทดลองอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นเทรนด์ ต้องรู้ ต้องตามให้ทัน ต้องเป็น first mover

 

ตื่นนอนแล้วอย่าเพิ่งอ่าน LINE

Mission ของพี่วู้ดดี้คือจะต้องมีความสุขในทุกอย่างที่ตัวเองทำ

พี่วู้ดดี้เตือนว่า ใครตื่นนอนแล้วเปิด LINE เลยให้ระวัง เพราะคุณกำลังเป็นทาสของคนอื่น มนุษย์ตื่นมาควรจะมีโอกาสสัมผัสกับร่างกายและความคิดของตัวเองก่อนจะไปสัมผัสกับโลกภายนอก

พี่วู้ดดี้เคยมีนิสัยตื่นมาปุ๊ปแล้วเปิดมือถือเช็คงานปั๊ป ปรากฎว่าหน้าบึ้งทันที หันไปด่าแฟน ด่าแม่บ้าน ด่าผู้ช่วย มารู้ทีหลังว่าไลน์นี่เองที่มากำหนดอารมณ์เรา

 

ออกกำลังกายเหมือนทำวัตร

เดี๋ยวนี้ พอตื่นขึ้นมา คิดก่อนเลยว่าเกิดมาเพื่ออะไร

เกิดมาคุย เกิดมาขายกระทะ เกิดมา Live ก็ว่ากันไป

คิดเสร็จแล้วก็ลุกไปอาบน้ำ แปรงฟัน โกนหนวด และออกกำลังกาย

ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายทุกวันตอนตื่น คุณกำลังเสียโอกาส ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายตอนอายุสามสิบสี่สิบ ก็เตรียมเงินเข้าโรงพยาบาลตอนคุณแก่ตัวไว้ได้เลย

ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกาย สมองมันจะฉลาดมาก คุณโยนคำถามอะไรให้มันก็ได้ จากนั้นก็ไปออกกำลังกาย จะยกเวทหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วคำตอบก็จะมา แต่มันจะมาแค่ 30 วินาที

การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งเดียวที่พี่วู้ดดี้ทำทุกวัน ถ้าพระต้องทำวัตร วู้ดดี้ก็ต้องออกกำลังกาย เพราะได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งคำตอบ แถมยังได้พลังงานดีๆ ไปแชร์กับทุกคนในออฟฟิศด้วย

 

ตั้งสติก่อนเปิดมือถือ

เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้ว พี่วู้ดดี้จึงจะเปิดมือถือ ใจตอนนี้พร้อมจะเจอกับข้อความทุกรูปแบบแล้ว

ก่อนเปิด LINE พี่วู้ดดี้จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเข้าไลน์ ไม่ว่าข้อความจะดีจะแย่ยังไง กูจะเพลิดเพลินไปกับการแก้ปัญหา และกูจะอยู่ในนั้นแค่ 3 นาที

ก่อนจะเปิด Instagram พี่วู้ดดี้ก็จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเล่น IG และไม่ว่ารองเท้าที่ชมพู่ อารยา โพสต์จะน่าซื้อแค่ไหนก็ตาม กูก็จะกลั้นใจไม่หลงตามไปด้วย

ก่อนจะทำอะไรก็ตาม คุณต้องรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่งั้นเราจะเผลอไปเปรียบเทียบว่าชีวิตเราสู้คนอื่นไม่ได้ คุณจะกลายเป็นทาสของ Facebook และ Instagram ที่ตอนเล่นก็เพลินดี แต่พอปิดแล้วก็เหนื่อย เพราะคุณไม่มีวันดีพอหรอก ชีวิตของคนใน Instagram มันดีกว่าคุณเป็นร้อยเท่า จริงๆ ถ้า Facebook หรือ Instagram มันมีปุ่มให้กดดูคนที่ชีวิตแย่กว่าเราก็คงจะช่วยได้ไม่น้อยนะ

 

ร่างกายที่สมบูรณ์แบบก่อนตาย

มีน้องคนหนึ่งยกมือถามว่า เห็นพี่วู้ดดี้ทานคลีน หนูอยากทำบ้างแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

พี่วู้ดดี้ตอบว่า ก็ไม่ต้องทาน

ในวันที่คุณอยากลดน้ำหนักจริงๆ วันนั้นคุณจะไม่ถาม คุณจะทำเลย

พี่วู้ดดี้ถามทุกคนว่า ก่อนตาย คุณไม่อยากเห็น six-pack เหรอ

ทุกเช้าตอนแปรงฟันส่องกระจก ลองถามตัวเองว่า ก่อนตายฉันจะได้มีโอกาสเห็นร่างที่สมบูรณ์ที่สุดของฉันมั้ย ให้ถามคำถามนี้ทุกเช้า แล้ววันหนึ่งคุณจะบอกตัวเองว่าทนไม่ไหวแล้ว

 

อยากผอม ยังไม่ต้องออกกำลังกาย

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าอยากผอม ก็ยังไม่ต้องรีบเข้ายิมหรอก จงใช้เดือนแรกไปกับการดัดนิสัยก่อน นาฬิกาปลุกแล้วลุกทันที ไปไหนให้ตรงต่อเวลา ทำงานให้เรียบร้อย รักษาคำพูดกับพ่อแม่ ทำพื้นที่ชีวิตคุณให้มันมีความเป๊ะในทุกด้านก่อน

คนที่อยากอยากจะแปลงร่างไม่ใช่กินคลีนแล้วเข้ายิมเลย มันต้องแปลง mindset ก่อน

ลองถามแฟนและเพื่อนว่าเรายังบกพร่องเรื่องไหนบ้าง เรื่องที่ถ้าปรับปรุงแล้วชีวิตจะดีขึ้นมาก ตอนแรกเขาจะบอกว่าเราดีอยู่แล้ว แต่ลองซักต่ออีกหน่อยเดี๋ยวเขาก็จะบอกเอง เมื่อคุณจัดการชีวิตของคุณได้ดี แล้วคุณไปออกกำลังกาย คุณจะเห็นผลแน่นอน

 

วิธีเลือกคนของวู้ดดี้

คำถามสุดท้ายในวันนั้นคือ พี่วู้ดดี้มีวิธีเลือกทีมงานยังไง

พี่วู้ดดี้ตอบว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใช้คติ “ถูกและดี” แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ของถูกและดีไม่มีอยู่จริง

ตอนนี้พี่วู้ดดี้ดูอย่างเดียว นั่นคือ “ใบหน้า”

“หน้าจะต้องมีความเปล่งประกายถึงขั้นที่ว่าในห้องที่เราสัมภาษณ์อยู่เนี่ยมันเต็มไปด้วยแสงออร่า” – The face has to light up a room

เพราะมันเป็นแสงไฟแห่งความหวัง ส่งไปหาลูกค้าก็รอด ส่งไปหา partner ก็ชมว่าทำไมทีมของคุณช่างมีรอยยิ้มที่แสนสดใสดีจัง ส่วนเรื่องอื่นๆ มันฝึกกันได้

—–

และนี่คือเรื่องราว ความบันเทิง และพลังงานดีๆ ที่ผมได้รับจากพี่วู้ดดี้ในวันนั้นครับ

ขอบคุณพี่วู้ดดี้ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองกับเราที่ Wongnai คนอ่านบล็อก Anontawong’s Musings  เลยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ข้อไหนชอบ ข้อไหนใช่ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ