อย่าบอกลูกน้องว่าต้องทำยังไง

20180811_donttell

บอกแค่ว่าจะเอาอะไรก็พอ

“Don’t tell people how to do things, tell them what to do and let them surprise you with their results.”
-Phil Knight, Founder of Nike

ความยากอย่างหนึ่งของการเป็นหัวหน้าคือการไว้ใจลูกน้องให้มากพอ

สัญญาณที่บอกว่าเรายังไม่ไว้ใจลูกน้องนัก คือเรายังต้องคอยบอกลูกน้องว่างานชิ้นนี้ต้องทำยังไง เพราะเราเคยลองผิดลองถูกมาก่อนแล้ว เรารู้วิธีที่จะทำให้เสร็จโดยรวดเร็วแล้ว เลยไม่อยากให้ลูกน้องต้องไปลองผิดลองถูกอีก

แต่กระบวนการนี้ก็มีข้อจำกัด

เพราะวิธีที่ดีที่สุดของเรา มันอาจจะแค่ “เคย” ดีที่สุดเท่านั้น เพราะโลกหมุนเร็วและเครื่องมือใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นทุกวัน

ถ้าเราสอนหมดว่าต้องทำยังไง ลูกน้องก็จะทำตามเราทุกขั้นตอนโดยไม่คิดอะไรเพิ่ม และเราก็เสียโอกาสไปอย่างน้อยสองเรื่อง คือโอกาสที่ลูกน้องจะได้เรียนรู้อะไรด้วยตนเอง และโอกาสที่จะค้นพบวิธีการทำงานชิ้นนี้ให้ดีกว่าเดิม

ดังนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่อดใจยาก แต่หัวหน้าก็ต้องหัดเงียบๆ ไว้บ้าง

ถ้าเราคัดคนมาดีแล้ว ระยะสั้นอาจจะเสียเวลาหน่อยก็จริง แต่ระยะยาวเราจะสบายขึ้นแน่นอน


เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 16 ที่)

เทคนิคการทำงานมูลค่า 13 ล้านของ Ivy Lee

20180801_ivylee

เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ชาร์ลส์ ชวอบ (Charles Schwab) เจ้าของ The Bethlehem Steel ที่ก่อสร้างทางรถไฟของอเมริกาคือผู้ชายที่รวยที่สุดในโลก

ชวอบมองหาหนทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับคนในองค์กรตลอดเวลา เขาจึงเชิญไอวี่ ลี (Ivy Lee) ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity ในยุคนั้นมาที่บริษัท

ลีขอเวลาคุยกับผู้บริหารของชวอบคนละ 15 นาที หลังจากพูดคุยเสร็จแล้วชวอบถามลีว่าคิดค่าที่ปรึกษาเท่าไหร่

ลีตอบว่า “ยังไม่คิดครับ รอให้ครบสามเดือนก่อน แล้วคุณคิดว่าคำแนะนำของผมมีมูลค่าเท่าไหร่ค่อยส่งเช็คมาให้ก็แล้วกัน”

เทคนิคที่ไอวี่ลีสอนให้กับผู้บริหารของชวอบนั้นเรียบง่ายมาก

1.ก่อนหมดวัน ให้เขียนงานที่สำคัญที่สุดสำหรับวันพรุ่งนี้ขึ้นมา 6 ชิ้น ห้ามมากกว่านี้ และห้ามน้อยกว่านี้

2. จัดลำดับความสำคัญของทั้ง 6 นี้จากมากไปน้อยบนกระดาษอีกแผ่นนึง

3. เช้าวันถัดมา ให้เริ่มทำงานชิ้นแรกและชิ้นเดียวเท่านั้น ห้ามทำงานอย่างอื่นจนกว่างานชิ้นแรกจะเสร็จ

4. เมื่อทำงานชิ้นแรกเสร็จแล้ว ให้ทำงานชิ้นถัดไป ถ้างานชิ้นไหนไม่เสร็จจริงๆ ค่อยย้ายไปทำวันรุ่งขึ้น

5. ทำแบบนี้ทุกๆ วัน

ในสามเดือนถัดมาชวอบส่งเช็คมูลค่า $25,000 ไปให้ไอวี่ลี

$25,000 เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว มีค่าเท่ากับ $400,000 หรือ 13 ล้านบาทในวันนี้

แน่นอน บริบทการทำงานของวันนี้ย่อมแตกต่างจากเมื่อร้อยปีที่แล้ว เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างดูเร่งรีบตลอดเวลา การทำงานเพียง 6 ชิ้นโดยไม่ไขว้เขวเลยนั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก

แต่แม้ว่าโอกาสจะน้อย ก็อาจคุ้มค่าที่จะลองใช้เทคนิคนี้ดูนะครับ

เพราะปัญหาของคนทำงานปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะเราทำน้อยเกินไป แต่เพราะเราพยายามทำมากเกินไปต่างหาก

ถ้าเราลองคัดแต่สิ่งสำคัญจริงๆ ขึ้นมาทำ และปรับใช้ให้เหมาะสมกับเนื้องานและข้อจำกัดที่เรามี เราอาจจะทำน้อยลงแต่ได้มากกว่าเดิมก็ได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg

ทำไมหัวหน้าหลายคนถึงทำงานไม่เก่ง

20180723_incompetentboss

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ทำไมหัวหน้าทีมหรือแม้กระทั่งหัวหน้าแผนกหลายคนถึงทำงานได้ไม่ดี?

เผอิญผมไปอ่านเจอหลักการข้อหนึ่งที่น่าสนใจ มันมีชื่อว่า The Peter Principle ซึ่งเขียนโดย Peter และ Raymond Hull โดยจริงๆ แล้วตอนแรกเขาเขียนหลักการนี้ขึ้นมาเพื่อเสียดสีระบบในองค์กรเท่านั้น แต่ไปๆ มาๆ กลับมีคนเอาหลักการนี้ไปขบคิดและศึกษาต่อเพราะว่ามันมีความจริงซ่อนอยู่ไม่น้อย

The Peter Principle สามารถสรุปออกมาเป็นหนึ่งประโยคว่า:

“Every employee rises to the level of their incompetence – พนักงานทุกคนจะเติบโตไปจนถึงจุดที่ตัวเองไม่เก่ง”

สมมติเรามีพนักงานคนหนึ่งที่ทำ Database ได้เก่งมาก สามารถออกแบบและจัดการข้อมูลมหาศาลได้เป็นอย่างดี เมื่อทำงานไปได้ 2-3 ปีองค์กรก็มักจะโปรโมตเขาให้เป็นซีเนียร์พร้อมทั้งให้ความรับผิดชอบมากขึ้น และถ้าเข้าทำงานได้ดีอีก ก็จะได้รับโปรโมตเป็นหัวหน้าทีม

แต่ทักษะที่ทำให้เขาเป็นคนทำ Database ที่ดี อาจไม่ใช่ทักษะที่ทำให้เขาเป็นหัวหน้าทีมที่ดีก็ได้

ตอนเป็นหัวหน้าทีม เขาต้องมี soft skills มากขึ้น ต้องอ่านคนออก ต้องรู้ว่าจะโน้มน้าวน้องอย่างไร จะจัดการความขัดแย้งในทีมอย่างไร จะประเมินผลงานด้วยความยุติธรรมอย่างไร ซึ่งตอนที่เป็นพนักงาน database เขาแทบไม่ได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะเหล่านี้เลย

ดังนั้น พนักงานคนนี้จึงเป็นหัวหน้าทีม Database ที่ไม่ได้ดีเด่น แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดจะโดนไล่ออก องค์กรจึงต้องเก็บเขาไว้ในตำแหน่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับทุกตำแหน่งและทุกสายงานในองค์กร คนที่ทำงานดีจะได้รับการโปรโมตจนถึงตำแหน่งที่เขาทำงานได้แค่กลางๆ เท่านั้น แล้วเขาจะก็ติดแหงกอยู่ตรงนั้น และนี่คือเหตุผลที่ทำไมองค์กรจึงมีหัวหน้าที่ไม่ค่อยเก่งอยู่ไม่น้อย

คำถามสำคัญคือ เราจะหลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร?

หนังสือ The Peter Principle ไม่ได้ให้คำตอบที่ดีนัก เพราะจุดประสงค์หลักของมันถูกเขียนขึ้นเพื่อเสียดสีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

หนังสือบอกว่า ถ้าไม่อยากถูกโปรโมต เราก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่เก่งในบางเรื่อง (creative incompetence) เพื่อที่ผู้ใหญ่ในองค์กรจะได้ไม่คิดพิจารณาโปรโมตเราตั้งแต่แรก

ถ้าจะให้ตอบจริงๆ ในมุมมองของผม คนเรานั้นสามารถพัฒนาได้อยู่เสมอ เพียงแต่ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม และมีคนที่คอยช่วยโค้ชเขาให้ปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เขาทำได้กับสิ่งที่เขาควรจะทำได้ในตำแหน่งนี้

แน่นอนว่าไม่ง่าย และอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงไม่ใช่เพื่อจะชี้ทางออก แต่เพื่อ “ชี้ทางเข้า” ว่าองค์กรของเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร

เวลาเจอหัวหน้าหรือผู้จัดการที่ยังทำงานได้ไม่ค่อยดี เราจะได้มองเขาด้วยความเข้าอกเข้าใจมากกว่าเดิมครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Peter_principle

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

Morning Star บริษัทที่ไม่มีหัวหน้าแม้แต่คนเดียว

20180707_nobosses

The Morning Star Company เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ตั้งอยู่ในเขต Woodland รัฐแคลิฟอร์เนีย มีผลิตภัณฑ์คือมะเขือเทศและซอสมะเขือเทศเข้มข้น (คนละบริษัทกับ Morningstar ที่จัดเรตติ้งให้กองทุน)

ความพิเศษของบริษัทนี้ก็คือไม่มีใครเป็นหัวหน้าใครเลย!

พอไปสอบถามพนักงานว่า ใครเป็นหัวหน้าของคุณ เขาจะตอบว่า I’m my own boss – ฉันเป็นนายตัวเอง

หรือไม่ก็ My mission statement is my boss – เป้าหมายประจำปีคือเจ้านายของผม

ในแต่ละปี บริษัทจะประกาศเป้าหมายของบริษัท จากนั้นพนักงานแต่ละคนจะต้องไปเขียน mission statement ของตัวเอง แล้วเอา missiong statement นี้ไปคุยกับพนักงานคนอื่นที่เขาจะต้องทำงานด้วยเพื่อช่วยรีวิวและให้คอมเม้นท์ พอ mission statement นิ่งเมื่อไหร่ เขาก็จะใช้มันเป็นตัวนำทางไปตลอดทั้งปี

แล้วจะไว้ใจได้อย่างไรว่าพนักงานจะทำตามเป้าหมาย?

Morning Star มองว่าพนักงานทุกคนโตๆ กันแล้ว ไม่เคยมีใครต้องมาบอกเราให้เติมน้ำมันตอนไหน หรือจะขับรถมาบริษัทอย่างไร ทุกคนสามารถพาตัวเองมาถึงออฟฟิศได้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามอง

ดังนั้นพนักงานทุกคนก็ควรจะรับผิดชอบงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามองเช่นกัน

หลายคนอาจจะคิดว่าที่ทำได้เพราะ Morning Star เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่รึเปล่า

แต่ความเป็นจริงก็คือบริษัทนี้ตั้งมาแล้ว 48 ปี มีพนักงาน 400 คน และมีรายได้ปีละ 700 ล้านดอลล่าร์หรือสองหมื่นกว่าล้านบาท!

แม้ว่า Morning Star จะไม่มี managers แต่ก็มีคนทำหน้าที่ management พวกเขาจะดูว่าโปรเจ็คที่จะทำอยู่นี้คือเรื่องอะไร และคนที่เหมาะสมจะนำทีมในเรื่องนี้ที่สุดก็จะได้เป็นผู้นำกลุ่มในเรื่องนั้นๆ พอจบโปรเจ็คก็แยกย้ายกันไป

แล้วเวลาพนักงานมีปัญหากัน ใครจะมาช่วยไกล่เกลี่ย?

ที่ Morning Star พนักงานที่มีปัญหาจะคุยกันและพยายามหาทางออกกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะไปให้เพื่อนพนักงานอีกคนมาช่วยเป็นกรรมการ

แล้วถ้ามีคนทำงานได้แย่สุดๆ ใครจะรับหน้าที่เป็นคนตัดสินใจไล่ออกล่ะ?

คำตอบก็คือพนักงานทุกคนสามารถเดินไปบอกเพื่อนร่วมงานคนไหนก็ได้ว่าเขาคนนั้นควรจะลาออกไปเถอะ!

แต่คนที่ถูกขอให้ลาออกก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ และถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็จะหาบุคลลที่สามเข้ามาช่วยตัดสิน โดยบุคคลที่สามอาจจะเป็นคนๆ เดียวหรือเป็นกลุ่มพนักงานก็ได้

แต่ถ้าคนที่โดนเชิญออกยังยืนกรานที่จะไม่ลาออกอยู่ดี ทางออกสุดท้ายคือการส่งเรื่องไปยัง Chris Rufer เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Morning Star ซึ่งต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะตัดสินใจว่าจะปลดพนักงานคนนี้ออกหรือไม่

งั้นก็แปลว่าจริงๆ แล้ว Morning Star ก็ยังมีหัวหน้าอยู่ดี นั่นคือคริสที่เป็นนายใหญ่ใช่หรือไม่

ในมุมของคริส เขาให้นิยาม “หัวหน้า” ว่าเป็นคนที่มีสิทธิ์อำนาจโดยเด็ดขาดในการกระทำของพนักงานคนอื่น – My definition of boss is somebody who has unilateral and absolute authority over another person’s actions in the enterprise.

ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ เขาก็ยืนยันว่า Morning Star ไม่มีหัวหน้าหรือ boss เพราะไม่มีใครมีอำนาจขนาดนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่ใครออกตามอำเภอใจ แต่เขามีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ดีที่สุด ซึ่งถ้านั่นหมายถึงการเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการเชิญพนักงานออก เขาก็จำเป็นต้องทำ

Google เคยพยายามจะยกเลิกตำแหน่งหัวหน้าแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นตำแหน่งหัวหน้าก็น่าจะยังมีความจำเป็นกับหลายองค์กรอยู่ดี

การเขียนบทความนี้จึงไม่ได้ต้องการชักชวนให้บริษัทไหนยกเลิกตำแหน่งหัวหน้า แต่แค่ชี้ให้เห็นถึงอีกความเป็นไปได้หนึ่ง เผื่อเราจะไปลองศึกษาเพิ่มเติม แล้วดึงเอาบางแง่มุมมาปรับใช้ดู

หากอยากเข้าใจวิธีการบริหารสไตล์นี้เพิ่มเติม ขอเชิญอ่านต่อได้ที่ Morning Star Self-Management Institute ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก WorkLife with Adam Grant: A World without Bosses 

Work-Life Balance ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน

20180623b

ไม่เกี่ยวว่าคุณกลับบ้านค่ำรึเปล่า

และไม่ได้เกี่ยวด้วยว่าคุณได้เล่นโยคะหลังเลิกงานรึเปล่า

แต่มันเกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัยในที่ทำงานต่างหาก

ผู้นำที่ดีจะสร้างองค์กรที่พนักงานรู้สึกอุ่นใจ ไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องกังวลว่าใครกำลังจ้องเล่นงานเราอยู่

มีงานวิจัยเคยบอกด้วยว่า พ่อแม่ที่ทำงานกลับบ้านดึก ไม่ได้มีผลกระทบกับลูกเท่ากับพ่อแม่ที่เกลียดงานที่ตัวเองทำจนนำพลังงานลบติดตัวกลับมาที่บ้าน*

ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พนักงานมาทำงานได้อย่างสบายใจ มีความเคารพและไว้ใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ถ้าอยู่บ้านก็รู้สึกดี อยู่ที่ทำงานก็รู้สึกอุ่นใจ พนักงานย่อมมี Work-Life balance ถึงจะต้องเจองานหนักบ้างก็พร้อมจะสู้ไปด้วยกันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Good Life Project: Simon Sinek (นาทีที่ 21:50)

* ผมพยายามหาหลักฐานอ้างอิงแต่ยังหาไม่เจอ ดังนั้นฟังหูไว้หูนะครับ