เขียนกฎเพื่อควบคุมคนส่วนน้อย

20190417_rules

เป็นการกระทำที่ไม่คุ้มกันอย่างยิ่ง

ใครที่อยู่องค์กรใหญ่ๆ ที่ก่อตั้งมานาน อาจรู้สึกหงุดหงิดที่มีกฎระเบียบยุ่บยั่บเต็มไปหมด

แค่จะขอซื้อของราคาไม่กี่พันยังต้อง approve กันสามสี่คน

หรือแค่จะเบิกถุงมือยังต้องใช้เวลาเป็นสิบนาที

หรือมาสายนิดหน่อยก็โดนหักเงิน

กฎกติกาเหล่านี้อาจไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก

แต่พอมีคนทำผิดทีนึง ทีมผู้บริหารก็รีบออกกฎออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก

เช่นเคยอาจมีพนักงานคนนึงเบิกถุงมือเยอะเกินเหตุ เลยต้องออกกระบวนการในการเบิกถุงมือให้เจ้านายเซ็นรับทราบและต้องแทร็คว่าพนักงานแต่ละคนเบิกไปคนละกี่คู่แล้ว

ซึ่งเวลาที่สูญเสียไปกับการแทร็คเรื่องพวกนี้อาจมีมูลค่าสูงกว่าถุงมือเสียอีก

ไหนจะต้องทำไฟล์เก็บข้อมูล ไหนจะต้องหาคนมาดูแลเรื่องการเบิกถุงมือ ไหนจะเสียเวลาทำการทำงานของคนในโรงงาน ฯลฯ

นี่ยังไม่รวมถึง “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่กฎนี้กำลังบอกกับพนักงานว่า “เราไม่เชื่อใจพวกคุณ” อีก

ในเมื่อองค์กรยังไม่เชื่อใจพนักงาน แล้วจะคาดหวังให้พนักงานเชื่อใจองค์กรได้อย่างไร

ความอันตรายคือตอนออกกฎเราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่เพิ่มขั้นตอนหน่อยเดียวเอง

แต่ถ้าออกกฎใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ผ่านไปห้าปีเราจะมีกฎที่ไม่ make sense อยู่เต็มไปหมด

ถ้าเราอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารขององค์กรที่มีสิทธิ์ในการออกกฎกติกาได้ ฝากคิดเผื่อด้วยนะครับว่า กฎใหม่ที่เรากำลังจะออกมานั้นมันควบคุมคนส่วนน้อยและทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนรึเปล่า สิ่งที่ได้กลับมาจะคุ้มกับสิ่งที่เสียไปจริงรึเปล่า

สร้างกฎให้น้อยลง เชื่อใจคนในองค์กรให้มากขึ้น จะได้เอาเวลาไปทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่านี้กันครับ

เค้าไม่ได้จ้างเรามาเข้าประชุม

20190408_meeting

ไม่ได้จ้างเรามาตอบอีเมล

และไม่ได้จ้างเรามาทำรีพอร์ต

เขาจ้างเรามาทำงานให้เสร็จ

และงานนั้นมันควรจะสร้างมูลค่าเพิ่มบางอย่างให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์จากบริษัทของเราต่อไป

บางทีเราก็หลงลืมประเด็นนี้ เราเลยยังต้องเข้าประชุมที่น่าเบื่อ ตอบเมลที่ไม่ควรต้องตอบ และทำรีพอร์ตที่ไม่มีใครอ่าน เพียงเพราะว่าเค้าทำกันอย่างนี้มานานแล้ว

ถ้ากำลังยุ่งอยู่กับงานที่เราไม่เห็นว่าสร้างคุณค่าเพิ่มให้ใคร ลองหยุดถามตัวเองและถามหัวหน้าว่าเรากำลังทำงานนี้ไปเพื่ออะไร

อาจจะเป็นเราเองที่มองไม่เห็นคุณค่านั้น ซึ่งหัวหน้าควรจะช่วยให้เราตาสว่างได้

แต่ถ้าแม้แต่หัวหน้าก็ตอบไม่ได้ว่างานนี้สร้างคุณค่ายังไง ก็อาจถึงเวลาแล้วที่จะหยุดทำรีพอร์ตฉบับนั้นหรือยกเลิกการประชุมอันนั้นได้แล้ว

จะได้เอาแรงและเวลาอันจำกัดไปทำอย่างอื่นกันครับ

ก่อนจะเช็คเมลให้ส่งเมล

20190320_sendmailfirst

หนึ่งในกิจวัตรยามเช้าของคนทำงานคือการเข้าไปเช็คว่ามีเมลอะไรเข้ามาบ้าง

เช้านี้ผมมีเมลที่ส่งเข้ามาประมาณ 24 ฉบับ กำลังจะกดอ่านเมลแรกก็นึกขึ้นมาได้ว่างยังไม่ควร

เหตุผลก็เพราะว่า

1.เมลใน inbox คือเรื่องสำคัญสำหรับ “คนอื่น” แต่อาจไม่ได้สำคัญสำหรับเราเสมอไป

2.เมลที่อยู่ใน inbox รอเรามาได้ตั้งหลายชั่วโมง ให้รอต่ออีกซัก 30 นาทีหรือชั่วโมงนึงก็คงไม่เป็นไรหรอก (ถ้าเรื่องมันด่วนจริงๆ เขาคงติดต่อเรามาทางอื่นแล้ว)

3.จริงๆ แล้วการที่เราเช็คเมลอาจเป็นวิธีการ “หลบหลีก” งานสำคัญอื่นๆ อยู่ก็ได้

ในช่วงเช้าที่ไม่มีใครขัดจังหวะ สิ่งที่ควรทำมากกว่าการเช็คเมล คือการถามตัวเองว่ามีเมลอะไรบ้างที่เราควรส่ง มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ

จัดการส่งเมลเหล่านั้นให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาเช็คเมลก็ยังไม่สายครับ

งานมีเป็นอนันต์แต่ชีวิตคนมีจำกัด

20190319_infinitework

สำหรับคนที่มีความรับผิดชอบ ย่อมต้องอยากทำให้งานมันเสร็จ จะได้สบายใจที่รู้ว่าทำเต็มที่แล้ว

แต่งานมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่มันแตกหน่อใหม่ได้เสมอ ตอบเมลเสร็จแล้วก็จะมีเมลใหม่มา ทำโปรเจ็คเสร็จแล้วก็มีโปรเจ็คอื่นรอคิว ทำงานนี้ดีแล้วแต่ก็ยังสามารถทำให้ดีได้กว่านี้อีก

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ เจ้าของธุรกิจ ข้าราชการ หรือทำฟรีแลนซ์ มันมีอะไรให้ทำได้มากกว่านี้เสมอ

ยิ่งอยู่ในยุคสมัยที่เราสามารถพกงานติดตัวไปได้ทุกที่ทุกเวลา เรายิ่งต้องไม่ลืมที่จะถามตัวเองว่า แค่ไหนคือพอได้แล้ว

เพราะงานนั้นเป็น infinity เราต้องไม่เผลอหลอกตัวเองว่าเราจะเอาชนะ infinity ได้

ทำให้เต็มที่ ทำให้พอดี แล้วใช้เวลาอันจำกัดที่เหลือสำหรับสิ่งสำคัญอื่นๆ ในชีวิตกันครับ


ติดตามบล็อกผ่าน LINE: bit.ly/tgimline

ถ้าจะทำให้ดีมันก็ยากทั้งนั้น

20190813_hardtogetthingsright

เมื่อคืนนี้ผมกับทีมผู้บริหารที่ Wongnai ขึ้นเวทีเล่นเพลง “เข้ากันดี” ในงาน outing ที่โรงแรม Rayong Marriott ครับ

วงมีอยู่ 8 คน กลองหนึ่ง เบสหนึ่ง กีตาร์สอง ส่วนอีกสี่คนช่วยกันร้อง

ที่เลือกเล่นเพลงเข้ากันดี เพราะชอบความหมาย ร้องก็ง่าย คอร์ดก็ไม่ยาก ไลน์โซโล่ก็ตรงไปตรงมา เลยคิดว่าพวกเราน่าจะพอซ้อมกันได้ภายในเวลาอันจำกัด

แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ผมเล่นเบส พอตั้งใจฟังถึงรู้ว่ามีรายละเอียดพอสมควร ต้องใช้เวลาแกะและซ้อมอยู่นานกว่าจะจำได้ขึ้นใจ

ส่วนกีตาร์โซโล่ท่อนอินโทรก็สปีดค่อนข้างเร็ว กว่ามือกีตาร์ของเราจะเล่นแต่ละโน๊ตออกมาให้ชัดและให้เร็วพอก็ต้องซ้อมเป็นร้อยๆ รอบ

เนื้อร้องที่เหมือนไม่มีอะไร ก็มีหลายท่อนที่อาจเผลอร้องคร่อมหรือขึ้นเสียงไม่ถึง ต้องปรับต้องร้องซ่อมอยู่หลายรอบเหมือนกัน

ตอนแรกที่คิดว่าเลือกเพลงง่ายสุดๆ มาแล้ว พอเอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลย ขนาดซ้อมมาเต็มที่แล้ว ตอนขึ้นเวทีก็ยังเล่นผิดๆ ถูกๆ จนหวุดหวิดจะล่มด้วยซ้ำ

การทำงานก็เช่นกัน

ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ ภายนอกจะดู simple แค่ไหน ถ้าขุดลึกลงไปก็จะพบรายละเอียดอยู่มากมาย และมีอะไรที่ควรปรับปรุงแก้ไขเต็มไปหมด

ถ้าเรากำลังรู้สึกท้อกับงานใดก็ตาม ขอให้บอกตัวเองว่า ที่เราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ ก็เพราะว่าเราอยากให้มันออกมาดีไง จะให้ลงแรงน้อยๆ แล้วออกมาชุ่ยๆ เราก็คงยอมไม่ได้เหมือนกันจริงมั้ย

พลังงานไม่อาจถูกทำลาย แรงและเวลาที่ใส่ลงไปย่อมไม่หายไปไหน แต่มันจะแปรรูปไปเป็นทักษะ ประสบการณ์ และความทรงจำที่จะติดตัวเราไปอีกนานครับ