ถ้าที่ผ่านมามันเหนื่อยเกินไป

20200113b

อาจเป็นเพราะเราขยันทำแต่ไม่ขยันคิด

เพราะงานนั้นเป็นอนันต์ ทำเท่าไหร่ก็ไม่หมด

แม้การลุยงานอย่างบ้าระห่ำจะทำให้เราติ๊ก “Done” กับงานต่างๆ ใน To Do List ได้มากมาย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปสามเดือนหรือหนึ่งปี อาจไม่มีงานชิ้นไหนที่เราภาคภูมิใจเป็นพิเศษ

ความขยันจึงอาจกลายเป็นคำสาป เพราะเราขยันทำมากเกินไป แต่เราคิดไม่เพียงพอ

เมื่อคิดน้อย จึงต้องทำเยอะ

บางทีเราอาจต้องคิดให้เยอะขึ้น พยายามใช้กฎ 80/20 อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง เพื่อให้เหลือแต่สิ่งที่จะสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย เพราะถ้าง่ายคงทำได้ไปนานแล้ว

แต่ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการวิ่งเป็นหนูถีบจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยไปนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

สี่เหลี่ยมสีแดงของโตโยต้า

20200113

เรากล้าวิจารณ์องค์กรของตัวเองมากแค่ไหน?

ส่วนใหญ่จะตอบว่ากล้า กล้ามากด้วย แต่วิจารณ์กันเองแค่ในกลุ่มเพื่อนนะ ถ้าเจ้านายได้ยินมีหวังซี้แหงแก๋

การที่พนักงานเห็นความบกพร่องในที่ทำงานนี่ถือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะนั่นคือโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าวัฒนธรรมขององค์กรไม่เอื้อให้พนักงานพูดในสิ่งที่คิดให้ผู้บริหารรู้ โอกาสเหล่านี้ก็จะแปรรูปเป็นพลังงานลบแห่งการซุบซิบนินทาแทน

เราเคยได้ยินมานานแล้วว่าโตโยต้าขึ้นชื่อเรื่อง Kaizen หรือ Continuous Improvement พนักงานทุกคนสามารถเสนอเรื่องที่อยากให้ปรับปรุงได้ตลอดเวลาไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้โตโยต้าสร้างวัฒนธรรมแห่งการเสนอความคิดได้ก็คือสี่เหลี่ยมสีแดงครับ

บนพื้นโรงงานประกอบรถยนต์ของโตโยต้าจะมีสี่เหลี่ยมจตุรัสที่วาดด้วยหมึกสีแดง ตอนเย็นวันศุกร์ พนักงานใหม่ที่เริ่มงานในสัปดาห์นั้นจะต้องมายืนในสี่เหลี่ยมนี้ และจะเดินออกจากสี่เหลี่ยมไม่ได้จนกว่าจะวิจารณ์การทำงานในโตโยต้าอย่างน้อย 3 เรื่อง

เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่น่าจะนำไปปรับใช้ได้กับทุกองค์กร เดี๋ยวผมว่าจะลองเอามาใช้กับทีมดูเช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott

จงมีวันดีๆ ให้ได้ก่อน 12:00

20200106

“Look, the goal is to have a great day by noon.”
-Gary Keller

Gary Keller คือผู้เขียน The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือด้าน Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเล่มหนึ่ง

แกรี่ได้ให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss ไว้ว่าคนเราควรจะมีวันดีๆ ให้ได้ก่อนเที่ยง

เพราะช่วงเช้าคือช่วงที่เราพลังงานเยอะสุด มี willpower สูงที่สุด มีชั่วโมงที่เราได้อยู่กับตัวเอง สามารถทำงานได้โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

ดังนั้น ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไร จงทำให้เสร็จเสียเรียบร้อย แล้วปล่อยให้อะไรก็ตามที่เข้ามาใหม่ในช่วงเช้าเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราจะทำในช่วงบ่าย

พูดง่ายๆ ก็คือช่วงเช้าจงทำเพื่อตัวเอง ช่วงบ่ายค่อยทำเพื่อคนอื่น

หนึ่งในสาเหุตที่เรารู้สึกแย่กับงาน เพราะวันๆ เราเอาแต่วิ่งเป็นหนูถีบจักรเพื่องานที่สำคัญสำหรับคนอื่น แผนที่เราวางไว้มักไม่ค่อยได้ทำ เพราะพอมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเราก็มักจะกระโดดไปหามันก่อนเสมอ

จากนี้ไปลองเปลี่ยนใหม่ ตั้งเป้าว่าจะมี a great day ก่อนพักเที่ยงด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองวางไว้ ส่วนอะไรที่เข้ามาใหม่ๆ ค่อยเก็บไปทำตอนบ่ายก็ยังไม่สาย

แล้วลองดูว่าความรู้สึกที่เรามีต่อวันจันทร์จะเปลี่ยนไปอย่างไรนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

เมื่อซีอีโอ Nike โทรหาสตีฟ จอบส์

20191223

ในปี 2006 ที่มาร์ค พาร์คเกอร์ (Mark Parker) เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Nike คนแรกๆ ที่พาร์คเกอร์โทรหาคือสตีฟ จอบส์เพื่อขอคำแนะนำว่าจะรับมือกับ digital disruption ที่กำลังก่อเกิดได้อย่างไร

จอบส์ตอบว่าอย่างนี้ครับ

“อืม ก็แค่เรื่องเดียวนะ ไนกี้ผลิตของคุณภาพระดับโลกออกมามากมาย สินค้าหลายตัวของคุณมีแต่คนอยากครอบครอง แต่ไนกี้ก็ผลิตของห่วยๆ ออกมาเยอะเช่นกัน ดังนั้นคุณควรกำจัดของห่วยๆ ทิ้งและผลิตแต่ของดีๆ เท่านั้น”

พูดจบจอบส์ก็เงียบ…พาร์คเกอร์พยายามหัวเราะแก้เก้อแต่จอบส์ไม่หัวเราะตามด้วย พาร์คเกอร์จึงรู้ตัวว่าจอบส์จริงจังกับคำตอบนี้

จากนั้นมา แทนที่ไนกี้จะพยายามสร้างไลน์โปรดักท์ด้านดิจิทัล (ซึ่งพวกเขาไม่ถนัด) ด้วยตัวเอง ไนกี้เลือกที่จะพาร์ทเนอร์กับแอปเปิ้ลเพื่อสร้าง Nike+ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของไนกี้

ถ้อยคำสั้นๆ ที่ออกจากปากคนเก๋าๆ นี่สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายจริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes และ QZ

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://bit.ly/eitrfacebook

ที่มันเหนื่อยนักเพราะเรามัวแต่ตั้งคำถามรึเปล่า

20191121

บางช่วงของชีวิต เราต้องเจองานหนัก เจอคนไม่น่ารัก เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ

รู้สึกว่าต้องออกแรงกาย ต้องออกแรงใจมากเหลือเกิน

มากจนบางครั้งก็รู้สึกหมดใจและอยากเดินออกจากเกมนี้

แต่ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็น่าจะเคยผ่านช่วงที่หนักกว่านี้มาแล้ว แต่ทำไมคราวนั้นเราถึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าคราวนี้?

ที่เราอ่อนล้าทั้งกายใจ อาจเป็นเพราะเราเอาแต่ตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ถามว่ามันใช่เหรอวะ

ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ถามว่าทำไมแค่นี้คิดกันไม่ได้

ถามว่าทำไมต้องเกิดกับเราด้วย

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

ด้วยตัวงาน ด้วยสถานการณ์ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรบั่นทอนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ทางที่ดีที่สุดคือหยุดถาม และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

กลั้นใจอีกนิด เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปด้วยดี

เหมือนที่เราเคยผ่านมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราครับ